หน้าแรก เศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยยั...

เศรษฐกิจไทยยังโต แต่ทำไมคนไทยจำนวนมากยังไม่รู้สึกดีขึ้น

2.07.26 | 12:11 น.

เศรษฐกิจไทยยังโต
แต่ทำไมคนไทยจำนวนมากยังไม่รู้สึกดีขึ้น

ตลอดช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความผันผวนจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่แกว่งตัว และแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่ยังส่งผลต่อชีวิตประจำวันของประชาชน

แม้จะมีปัจจัยลบอยู่ไม่น้อย แต่ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวกลับสะท้อนภาพที่ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.8% สูงกว่าระดับ 2.5% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ภาคการส่งออกยังเติบโตต่อเนื่อง และภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ

หากมองผ่านตัวเลขเหล่านี้ หลายคนอาจสรุปได้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อเดินออกจากห้องประชุม หรือปิดหน้ารายงานเศรษฐกิจลง แล้วกลับมามองชีวิตจริงของผู้คน คำถามที่ได้ยินบ่อยกลับไม่ใช่คำถามว่าเศรษฐกิจโตหรือไม่ แต่เป็นคำถามที่เรียบง่ายกว่านั้น “ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นจริง ทำไมคนจำนวนมากยังรู้สึกเหนื่อยเหมือนเดิม”

คำถามนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความรู้สึกส่วนบุคคล แต่กำลังสะท้อนปรากฏการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย นั่นคือการที่เศรษฐกิจมหภาคและเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันของผู้คน เริ่มเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากัน

Advertisement

ตัวเลข GDP อาจเติบโต การส่งออกอาจขยายตัว และบางอุตสาหกรรมอาจสร้างกำไรได้ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกกลุ่มจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตดังกล่าวในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน นี่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเรียกว่า “เศรษฐกิจสองความรู้สึก” ด้านหนึ่งประเทศยังเติบโต แต่อีกด้านหนึ่งผู้คนจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้ง่ายขึ้น

ผู้ประกอบการขนาดใหญ่สามารถลงทุนในเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายตลาดได้รวดเร็วกว่าเดิม ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากยังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าแรง ค่าพลังงาน และต้นทุนทางการเงิน แรงงานบางกลุ่มได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่แรงงานอีกจำนวนมากยังเผชิญความท้าทายจากรายได้ที่เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ

แม้การว่างงานของไทยจะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ความกังวลของคนจำนวนมากในวันนี้ไม่ใช่เรื่องการมีงานทำหรือไม่ หากเป็นเรื่องว่ารายได้ที่มีอยู่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ภาวะ “ไม่มีรายได้” แต่เป็นภาวะ “มีรายได้ แต่มีเงินเหลือน้อยลง” ค่าอาหาร ค่าเดินทางค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับผู้สูงอายุ รวมถึงภาระหนี้สินที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ยังคงเป็นแรงกดดันต่อครัวเรือนจำนวนมาก

เมื่อรายจ่ายเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความรู้สึกของรายได้ที่เพิ่มขึ้น ผู้คนจึงมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้นโดยอัตโนมัติ ในฐานะองค์กรที่อยู่ใกล้กับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคไทย เคทีซีพบสัญญาณที่น่าสนใจอย่างยิ่งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผู้คนยังคงใช้จ่าย ยังเดินทาง ยังรับประทานอาหารนอกบ้าน ยังดูแลสุขภาพ และยังมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับชีวิต แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ “วิธีคิดก่อนตัดสินใจใช้เงิน” ผู้บริโภคใช้เวลาเปรียบเทียบข้อมูลมากขึ้น วางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้ามากขึ้น มองหาโปรโมชั่นมากขึ้น และให้ความสำคัญกับคำว่า “คุ้มค่า” มากกว่าที่เคย

การตัดสินใจใช้จ่ายในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำถามว่า “ซื้อได้หรือไม่” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคำถามว่า “สิ่งนี้คุ้มค่าพอหรือไม่” พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในวันนี้อาจไม่ใช่เรื่องกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นต่ออนาคต

เมื่อผู้คนไม่แน่ใจว่ารายได้ในอีก 6 เดือนข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่แน่ใจว่าค่าครองชีพจะปรับสูงขึ้นอีกหรือไม่ และไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวนครั้งใหม่เมื่อใด การใช้จ่ายย่อมต้องผ่านการคิดและวางแผนมากกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความระมัดระวังดังกล่าว ยังมีสัญญาณเชิงบวกที่น่าสนใจ ข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกเคทีซีสะท้อนว่า หมวดสุขภาพ การออกกำลังกาย การดูแลตนเอง การท่องเที่ยว และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของผู้บริโภคไทย จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับ Value for Money หรือความคุ้มค่าเชิงราคา กำลังเปลี่ยนไปสู่ Value for Life หรือความคุ้มค่าเชิงคุณภาพชีวิต

ผู้คนอาจลดการซื้อของที่ไม่จำเป็น แต่ยังพร้อมลงทุนกับสุขภาพ การเรียนรู้ การท่องเที่ยว และประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าในระยะยาว ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก หลังจากผู้คนผ่านทั้งวิกฤตโรคระบาด ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายคนเริ่มตระหนักว่า การใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ สุขภาพที่ดี และความมั่นคงทางการเงิน เป็นสินทรัพย์ที่สำคัญไม่แพ้ทรัพย์สินทางวัตถุ

ขณะเดียวกัน โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก หรือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล้วนสามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจและชีวิตของผู้คนได้รวดเร็วกว่าที่เคย

ในโลกเช่นนี้ ความแข็งแรงของเศรษฐกิจอาจไม่ได้วัดจากอัตราการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของทั้งประเทศ ธุรกิจและครัวเรือน สำหรับภาคธุรกิจ “การเข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่” จะเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในอนาคต เพราะผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงสินค้าหรือบริการที่ราคาถูกที่สุดอีกต่อไป แต่กำลังมองหาคุณค่าที่ตอบโจทย์ชีวิตมากที่สุด

สำหรับภาคประชาชน การมีวินัยทางการเงิน การบริหารหนี้อย่างเหมาะสม การสร้างเงินสำรองฉุกเฉิน และการพัฒนาทักษะใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ จะกลายเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และสำหรับภาครัฐ ความท้าทายสำคัญอาจไม่ใช่เพียงการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น แต่คือการทำให้การเติบโตนั้นส่งต่อไปถึงชีวิตของผู้คนในวงกว้างมากขึ้น

ทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงโอกาสใหม่ ทำอย่างไรให้แรงงานมีรายได้เติบโตสอดคล้องกับค่าครองชีพ ทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สามารถสร้างอนาคตได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นชีวิตด้วยภาระหนี้จำนวนมาก และทำอย่างไรให้ประชาชนมีความมั่นใจมากพอที่จะวางแผนอนาคตของตนเอง เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เศรษฐกิจที่ดีไม่ได้วัดจากตัวเลขการเติบโตเพียงอย่างเดียว หาก GDP เติบโต แต่ประชาชนยังรู้สึก
เปราะบาง

หากธุรกิจบางส่วนเติบโต แต่ครัวเรือนจำนวนมากยังต้องประคองตัว หากตัวเลขเศรษฐกิจดูดี แต่ความกังวลในสังคมยังไม่ลดลง นั่นอาจหมายความว่าโจทย์สำคัญของประเทศไทยในระยะต่อไป ไม่ใช่เพียงการสร้าง “การเติบโต” แต่คือการสร้าง “ความเชื่อมั่น”

ความเชื่อมั่นว่าความพยายามของผู้คนจะนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นว่าการทำงานหนักยังคงสร้างโอกาสได้ และความเชื่อมั่นว่าเมื่อเศรษฐกิจเติบโต ผลลัพธ์ของการเติบโตนั้นจะถูกแบ่งปันไปยังคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแรงที่สุด ไม่ใช่เศรษฐกิจที่มีเพียงตัวเลขสวยงามในรายงานประจำไตรมาส

แต่คือเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ว่า วันพรุ่งนี้ของพวกเขาจะดีกว่าวันนี้ได้จริงๆ