หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกนิติ เผย ร...

เอกนิติ เผย รบ.ดันปีแห่งการลงทุน ชู Thailand FastPass ดึงเม็ดเงินทะลุ 1 ล้านล้าน กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับการส่งเสริมต้องลงเม็ดเงินจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้

5.07.26 | 06:40 น.
เอกนิติ

เอกนิติ เผย รบ.ดันปีแห่งการลงทุน ชู Thailand FastPass ดึงเม็ดเงินทะลุ 1 ล้านล้าน กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับการส่งเสริมต้องลงเม็ดเงินจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่โรงแรม รอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กทม. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลยังคงผลักดันนโยบายสำคัญที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 จะมีสัดส่วนงบลงทุนลดลง แต่รัฐบาลสามารถเพิ่มการลงทุนโดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนผ่านการขับเคลื่อนการลงทุนนอกงบประมาณ เช่น การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) และการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อ
ลดภาระการกู้เงินของภาครัฐโดยตรง

นายเอกนิติกล่าวว่า ในฐานะประธานบอร์ดของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันเม็ดเงินลงทุนจริง (FDI) ในโครงการ Thailand FastPass ให้ได้ประมาณ 9 แสนล้าน ถึง 1 ล้านล้านบาท เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการดันเศรษฐกิจไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ

นายเอกนิติกล่าวว่า ทั้งนี้ กลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านโดยกำหนดให้ Thailand FastPass กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องลงเม็ดเงินจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นโครงการ Skill Bridge หรือสะพานเชื่อมทักษะ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานไทยรองรับอุตสาหกรรมใหม่

นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับข้อจำกัดของเรื่องงบประมาณที่มีการจัดสรรงบลงทุนต่ำกว่าเดิม เนื่องมาจากในปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินมีอยู่อย่างจำกัด และสัดส่วนงบลงทุนที่ดูน้อยลงเกิดจากการปรับปรุงความโปร่งใส ที่สำคัญสาเหตุที่เห็นว่างบลงทุนในปีนี้ดูน้อยกว่าปีที่แล้ว เป็นเพราะรัฐบาลยกระดับความโปร่งใส โดยการเปิดเผยค่าใช้จ่ายประจำที่เคยถูกหมกเม็ดไว้ให้ชัดเจน ส่งผลให้สัดส่วนงบประจำสูงขึ้นและงบลงทุนดูน้อยลงในเชิงตัวเลขแต่ก็สามารถเพิ่มการลงทุนให้เพิ่มขึ้นจากการลงทุนของภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลจะเข้าไปขับเคลื่อนในเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป

เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาลปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในส่วนของงบการลงทุน 7 หมื่นล้านบาท จะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจหรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า ขอย้ำว่างบประมาณนี้เข้าสู่สภา ที่อาจเห็นว่างบลงทุนน้อยกว่าปีที่แล้ว ต้องบอกว่าไม่ใช่งบลงทุนของประเทศทั้งหมด ปีนี้ตนจะเน้นให้เป็นปีแห่งการลงทุน แต่งบประมาณส่วนกลาง ต้องยอมรับความเป็นจริงว่างบประมาณของประเทศ สิ่งที่ตนทำคือให้ยกระดับความโปร่งใส ยกเลิกการหมกเม็ด อะไรที่เป็นค่าใช้จ่ายประจำและเคยหมกเม็ดไว้ เอามาเปิดเผยให้หมด จึงทำให้งบประจำสูงขึ้น การที่งบลงทุนมีสัดส่วนน้อยลงไม่ได้แปลว่าทั้งประเทศ รัฐบาลจะลงทุนน้อยลง

Advertisement

นายเอกนิติกล่าวว่า ตนจะใช้ทุกเครื่องมือ ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ คือ พ.ร.ก. หากศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีปัญหา เราจะมาลงทุนเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดการพึ่งพาพลังงาน ที่วันนี้เรายังต้องพึ่งพานำเข้าอยู่มาก โดยใช้การลงทุนร่วมภาครัฐเอกชน ทั้งเรื่อง Thailand Future Fund กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย พร้อมเอาเอกชนมาร่วมลงทุน PPP (Public Private Partnership) และดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา เพราะปีนี้จะเป็นปีแห่งการลงทุน ดังนั้นไม่ต้องกังวล พร้อมย้ำว่าปีนี้เราต้องลงทุนช่วยประเทศไทย ซึ่งไม่แค่ระยะสั้นแต่ต้องทำเพื่อเป็นการลงทุนในอนาคตระยะยาว
ทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นายเอกนิติกล่าวถึงการพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ที่ประชุมมีมติขอให้มีการทบทวนกลุ่มคนใหม่ที่กระทรวงมหาดไทยไปสำรวจประมาณ 5 ล้านกว่าคน แต่ไม่ได้สำรวจสิทธิคนที่จน ไม่มีรายได้ ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีอะไรรองรับ

นายเอกนิติกล่าวว่า ส่วนกลุ่มคนที่มีสิทธิเดิมที่สำรวจเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ประมาณ 13.2 ล้านคน พบว่ามีการไม่ได้สำรวจสิทธิคนมานาน มีทั้งผู้เสียชีวิต ผู้ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงให้มีการทบทวนกลั่นกรองตามเกณฑ์ของมติคณะรัฐมนตรีล่าสุด พร้อมทั้งรับข้อสังเกตหน่วยงานต่างๆ มาพิจารณา เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะที่กลุ่มของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานประมาณ 1 ล้านราย ก็ให้เอากลุ่มนี้มาพิจารณาด้วย เพราะคือกลุ่มที่ตกหล่น จากฐานข้อมูลรัฐอื่นๆ และขอให้นำตัวเลขทั้งหมดที่มีข้อมูลประมาณ 19 ล้านไปทบทวนข้อมูล และกลั่นกรองใหม่เพื่อหาคนที่เดือดร้อนจริงๆ ด้วย

เมื่อถามว่าจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อไหร่นั้น นายเอกนิติกล่าวว่า ขอรันข้อมูลอีกที และประชุมคณะกรรมการอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นในที่ประชุม ไม่ได้มองว่าตัวเลขสิทธิจะเกิน หรือไม่เกิน 14 ล้านสิทธิ แต่ต้องการดูแลคนที่เดือดร้อนจริงๆ และเวลาที่ตนลงพื้นที่ต่างจังหวัดก็เห็นใจคนที่เดือดร้อน ผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานดูแล หรือไม่มีอะไรเลย วันนี้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสวัสดิการรายได้ แต่ทุกคนมีโอกาส และเราจะต้องดูแลกลุ่มคนที่เดือดร้อน ซึ่งไม่ได้ยึดติดว่าตัวเลขจะเป็นเท่าไหร่