อีอีซี ย้ำ ไม่พับโครงการ รถไฟ 3 สนามบิน -ชู ไอเดียรถไฟเร็วปานกลางแทน
รถไฟ 3 สนามบิน – เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยว่า สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เบื้องต้นได้มีการพิจารณาแนวทางรองรับในกรณีที่โครงการเดิมไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ โดยอาจมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการโดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ มาเชื่อมต่อการเดินทางแทน เป็นการปรับรูปแบบจากโครงการรถไฟความเร็วสูงที่ใช้ความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาเป็นรถไฟความเร็วปานกลางที่ใช้ความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
โดยให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านโยธาของเส้นทางรถไฟสายตะวันออก ขนาดทาง 1 เมตร ที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมยกระดับทางรถไฟในบางช่วงเพื่อแก้ไขปัญหาจุดตัดเสมอระดับกับถนน และติดตั้งระบบไฟฟ้าตลอดเส้นทางไปจนถึงสนามบินอู่ตะเภา เพื่อรองรับการเดินรถด้วยขบวนรถไฟฟ้า ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้สามารถดำเนินโครงการได้รวดเร็วกว่าการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด โดยคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างและเปิดให้บริการได้ภายในประมาณ 4 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับแผนการเปิดให้บริการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก รวมถึง ในบางช่วง โดยเฉพาะในเขตเมือง อาจใช้เส้นทางรถไฟชานเมืองสายสีแดงร่วมด้วยเช่นกัน
นายจุฬา กล่าวว่า ส่วนหากท้ายที่สุดต้องมีการบอกเลิกสัญญา ร่วมลงทุนระหว่างรฟท.กับบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซี.พี.) ทั้งสองฝ่ายจะต้องเข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อเคลียร์ข้อตกลงและแบ่งทรัพย์สินตามขั้นตอนที่ระบุของสัญญา ทั้งนี้ สกพอ. ยังคงมุ่งมั่นผลักดันให้เกิดระบบรางเชื่อมต่อสนามบินอู่ตะเภาเข้ากับกรุงเทพฯ ย้ำว่าเป้าหมายหลักคือการมี ‘รถไฟ’ ไว้ให้บริการ
นายจุฬา กล่าวว่า สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน เพื่อรับทราบผลการเจรจา โดยปัจจุบันมีทางเลือกอยู่ 2 แนวทาง ได้แก่ 1.การดำเนินการแก้ไขสัญญาตามมติเดิมในรูปแบบ “สร้างไป จ่ายไป” หรือ 2. หากรัฐบาลไม่เห็นชอบ และ ไปต่อไม่ได้ เอกชนก็สามารถใช้สิทธิ์ดำเนินการตามขั้นตอนการแจ้งสิ้นสุดสัญญาได้ ก่อนเข้าสู่กระบวนการจัดการพิจารณาทรัพย์สิน สิทธิ และภาระต่างๆตามที่กำหนดไว้ในสัญญา
ทั้งนี้ ภาครัฐไม่มีแนวคิดเปิดประมูลโครงการใหม่ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) เนื่องจากจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยประมาณ 2 ปีในการดำเนินกระบวนการประมูล ซึ่งไม่ทันต่อเป้าหมายที่ต้องการให้มีระบบรถไฟเชื่อมต่อสนามบินอู่ตะเภาในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเปิดให้บริการสนามบิน โดยหากเริ่มกระบวนการประมูลใหม่ คาดว่าจะทำให้โครงการล่าช้าออกไปอีกประมาณ 7-8 ปี
สำหรับ ความกังวลของนักลงทุนที่รอความคืบหน้าของโครงการมาเป็นเวลาหลายปีนั้น สิ่งที่นักลงทุนต้องการคือระบบรถไฟ ไม่ใช่ผู้รับสัมปทานรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น หากผู้รับสัมปทานรายเดิมไม่สามารถดำเนินโครงการได้ ก็สามารถหาผู้ดำเนินการรายใหม่ หรือใช้แนวทางอื่นเข้ามาทดแทนได้ โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้มีระบบรถไฟเชื่อมต่อสนามบินเกิดขึ้น แม้จะปรับรูปแบบเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ยังถือว่าเหมาะสม เพราะในทางปฏิบัติ ช่วงที่จะสามารถใช้ความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมีไม่มากนัก ขณะที่การลดความเร็วลงจะช่วยลดต้นทุนก่อสร้างและค่าบริหารจัดการได้เป็นจำนวนมาก
นายจุฬา กล่าวว่า ย้ำว่า แม้ท้ายสุดโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ แต่ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะยุติลงหรือพับโครงการไป เพราะยังคงมีระบบรถไฟที่จะเข้ามาทดแทน และสามารถเชื่อมการเดินทางระหว่างสนามบินอู่ตะเภากับกรุงเทพมหานครได้ตามเป้าหมาย
- ไฮสปีด 3 สนามบิน ไปต่อได้ สามารถแนะปรับ PPP รัฐลงทุน 85% อย่าลดเป้าเหลือทางคู่ ส่อดับฝัน 4 เส้นทาง
- ผู้ว่าฯรถไฟ เผย ถก กลุ่มซีพีจบแล้ว รับรู้แนวทางเลิกสัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน ชี้ ไม่คุ้มค่าหากไปต่อ
- หอค้าไทย ลุ้นบอร์ด EEC ไฮสปีด 3 สนามบิน ชี้ถ้ายุติจริงไทยยังน่าลงทุน หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่เป้า Net Zero

