หน้าแรก เศรษฐกิจ หอการค้า ยกระ...

หอการค้า ยกระดับธรรมาภิบาลธุรกิจ-ภาครัฐ หนุนขีดความสามารถแข่งขันประเทศ 

26.08.26 | 17:00 น.

หอการค้า ยกระดับธรรมาภิบาลธุรกิจ-ภาครัฐ หนุนขีดความสามารถแข่งขันประเทศ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ ประจำปี 2569 “จรรยาบรรณดีเด่น และสำเภา-นาวาทอง” เพื่อยกย่ององค์กรภาคธุรกิจที่ดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ควบคู่กับการเชิดชูหน่วยงานภาครัฐที่มีผลงานโดดเด่นในการปรับปรุงกระบวนงาน ลดขั้นตอน และอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการยกระดับภาคธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ


ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี มอบโอวาทแก่หน่วยงานและองค์กรที่ได้รับรางวัล พร้อมเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่ภาคธุรกิจที่มีความโดดเด่นด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่มีผลงานด้านการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ โดยได้เน้นย้ำหลัก “สืบสาน รักษา และต่อยอด” ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาองค์กรและประเทศ ตั้งแต่การสืบสานคุณค่า ความเป็นไทย และความสามัคคี การรักษาความเข้มแข็งและสร้างภูมิคุ้มกันให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและวิกฤต ตลอดจนการต่อยอดองค์ความรู้และแนวทางการทำงานให้เหมาะสมกับบริบทของโลกยุคใหม่ ทั้งนี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ควบคู่กับการตัดสินใจบนพื้นฐานของความพอประมาณ พร้อมย้ำว่า ในยุคที่เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษารากฐานที่ดีไว้ พร้อมปรับตัวและสร้างสิ่งใหม่ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

พร้อมกันนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย สู่มิติใหม่การทำธุรกิจที่ง่ายและคุ้มทุน” โดยระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนากฎหมายควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพและความโปร่งใสของระบบราชการ เพื่อสร้าง Trust in Government หรือความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุน และประชาคมโลก รวมถึงการยกระดับมาตรฐานประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD โดยกฎหมายต้องได้รับการทบทวนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าโลก Climate Change สังคมสูงวัย และเทคโนโลยี พร้อมลดการพึ่งพาระบบอนุญาตและอนุมัติที่สร้างภาระเกินความจำเป็นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ

นายปกรณ์ กล่าวว่า การปลดล็อกกฎหมายต้องมุ่งให้ “กฎหมายมีเท่าที่จำเป็น” พร้อมปรับปรุงกฎหมายเดิมอย่างต่อเนื่อง และนำเทคโนโลยี รวมถึง AI มาใช้เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดการยื่นเอกสารซ้ำ ลดขั้นตอน ระยะเวลา และต้นทุนของผู้ประกอบการ ตลอดจนเพิ่มความโปร่งใสและลดช่องว่างการทุจริต เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับบริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมฝากหลักการต่อต้านการทุจริตว่า “ไม่โกง ไม่รับ
ไม่จ่าย และไม่เงียบ” เพื่อร่วมกันสร้างระบบภาครัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และได้รับความเชื่อมั่นในระยะยาว

Advertisement

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและการลงทุน หรือ Ease of Doing Business และ Ease of Investment
ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ที่ผ่านมา หอการค้าไทยได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และหน่วยงานภาครัฐ ผลักดันการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ โดยนำร่องใน 10 หน่วยงาน ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูล ลดการเรียกเอกสาร และลดการลงนามรับรองสำเนา สามารถลดขั้นตอนได้รวม 392 กระบวนงาน และช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือที่ช่วยลดภาระของภาคธุรกิจและประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางวีนัส อัศวสิทธิถาวร ประธานคณะกรรมการส่งเสริมจรรยาบรรณ กล่าวว่า “โครงการประกาศเกียรติคุณจรรยาบรรณดีเด่น หอการค้าไทย” เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2546 และจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 24 โดยมีเจตนารมณ์ในการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจดำเนินงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีจริยธรรม และยึดมั่นในหลัก ธรรมาภิบาล พร้อมทั้งยกย่ององค์กรธุรกิจที่เป็นแบบอย่างด้านจรรยาบรรณ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ได้มอบรางวัลให้กับบริษัทขนาดใหญ่ 6 บริษัท และบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวน 7 บริษัท

ด้านนายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการสนับสนุนการลงทุนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ กล่าวเสริมว่า การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจจำเป็นต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐให้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นที่มาของการจัดพิธีมองรางวัล
“สำเภา-นาวาทอง” เพื่อเชิดชูหน่วยงานภาครัฐที่มีผลงานโดดเด่นด้านการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ
โดยการคัดเลือกหน่วยงานที่ได้รับรางวัล ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในการให้คำแนะนำด้านการพัฒนาระบบราชการ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทำหน้าที่ประเมินและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกระบวนงาน การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล และผลสัมฤทธิ์ของการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล

สำหรับรางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ประจำปี 2569 แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก พร้อมรางวัลพิเศษเพิ่มเติมจากปีที่ผ่านมา ได้แก่
1. รางวัลหน่วยงานระดับกระทรวง จำนวน 2 หน่วยงาน
– รางวัลเกียรติยศพิเศษระดับกระทรวง จำนวน 2 หน่วยงาน
– รางวัล Popular Vote ระดับกรม จำนวน 1 หน่วยงาน
2. รางวัลหน่วยงานระดับกรม จำนวน 14 หน่วยงาน
3. รางวัลหน่วยงานระดับกระบวนงาน จำนวน 4 หน่วยงาน
4. รางวัลหน่วยงานระดับภูมิภาค จำนวน 15 หน่วยงาน