หน้าแรก เศรษฐกิจ รบ.ตั้งเป้าดึ...

รบ.ตั้งเป้าดึงเอกชนลงทุน ดันศก.โต 3% – Moody’s ปรับ ‘แนวโน้ม’ ความน่าเชื่อถือไทยกลับสู่ Stable

27.08.26 | 08:44 น.

รบ.ตั้งเป้าดึงเอกชนลงทุน ดันศก.โต 3% – Moody’s ปรับ ‘แนวโน้ม’ ความน่าเชื่อถือไทยกลับสู่ Stable


เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand ว่า รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมของประเทศจากปัจจุบัน 23-24% เป็น 30% ของ GDP เพื่อผลักดันศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับ 3% หรือสูงกว่า หลังปัญหาสังคมสูงวัยกดการเติบโตของเศรษฐกิจลงราว 1% ต่อปี

เนื่องจากงบประมาณกว่า 70% เป็นรายจ่ายประจำ ขณะที่ภาครัฐมีสัดส่วนเพียง 25% ของการลงทุนทั้งหมด อีก 75% จึงต้องมาจากภาคเอกชน รัฐบาลจึงเร่งลดกฎระเบียบ สร้างความชัดเจนด้านนโยบาย และพัฒนาทักษะแรงงาน พร้อมขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยไตรมาส 2 ที่ผ่านมา การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 13% สูงสุดในรอบ 13 ปี

ขณะที่ FDI เริ่มกระจายจากดาต้าเซ็นเตอร์ไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้ง Photonics, Power Electronics, PCB, ยานยนต์พลังงานใหม่ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีชีวภาพ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรมใหม่

Advertisement

ส่วนสถานะการคลัง มองว่าเพดานหนี้สาธารณะ 70% ของ GDP เป็นเครื่องมือสร้างวินัยทางการคลัง แต่พื้นที่ทางการคลังที่แท้จริงขึ้นอยู่กับ การเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะ GDP ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยลดสัดส่วนหนี้และเพิ่มรายได้ภาษีให้รัฐบาล

ด้าน Mr.Gene Fang, Associate Managing Director, Moody’s Ratings กล่าวว่า Moody’s Ratings ได้ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยจาก Negative กลับสู่ Stable ที่อันดับ Baa1 สะท้อนความสามารถในการรับมือปัจจัยภายนอก โดยไทยมีจุดแข็งจากภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาลเพียง 5.5% และตลาดการเงินในประเทศที่มีสภาพคล่องสูง แม้หนี้สาธารณะเพิ่มจากประมาณ 35% ก่อนโควิดมาอยู่ราว 60% ของ GDP ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การเติบโตยังเป็นโจทย์ใหญ่ต่อเครดิตไทย จากสังคมสูงวัย ปัญหาทักษะแรงงาน และการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ Moody’s ประเมิน Potential Growth ของไทยไว้เพียง 2.5% ดังนั้น หากไทยสามารถผลักดันการเติบโตให้เกิน 3% ได้อย่างยั่งยืน จะถือเป็นความสำเร็จที่มีนัยสำคัญ

Moody’s ยังมองว่าไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการย้ายฐานการผลิตตามยุทธศาสตร์ China Plus One โดยเฉพาะ Data Center และ AI ส่วนโอกาสปรับเพิ่มอันดับเครดิตในอนาคต จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมหนี้สาธารณะ ลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP และเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ