ธปท.ชี้ ศก.ไทย ก.ค.ยังโตดี แรงหนุนส่งออก-ท่องเที่ยว รับเสี่ยงเกิด Japanification แต่ไม่เหมือนญี่ปุ่น
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2569 ขยายตัวได้เทียบกับเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา โดยได้แรงสนับสนุนจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.แรงส่งจากวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยีและ AI ของโลก ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อภาคการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมในประเทศ 2.ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ลดลงชั่วคราว ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นรวมถึงการค้าในภาพรวม และ 3.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐคือ ไทยช่วยไทย พลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนได้ต่อเนื่อง แต่จะเห็นว่า เครื่องชี้ทางด้านอุปสงค์และอุปทานโดยรวมปรับดีขึ้นเกือบทุกตัว ยกเว้นผลผลิตทางการเกษตรเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่ปรับลดลง
นางปราณีกล่าวว่า ตัวเลขเครื่องชี้ที่สำคัญ ได้แก่ การส่งออกสินค้า (ไม่รวมทองคำ) ปรับเพิ่มขึ้น 2.3% โดยมีกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีและ AI เป็นแรงส่งหลัก รวมถึงสินค้าเกษตรปรับเพิ่มขึ้นตามการส่งออกทุเรียนไปจีน การนำเข้าสินค้า (ไม่รวมทองคำ) ปรับลดลง 5.4% สาเหตุหลักเกิดจากการนำเข้าเชื้อเพลิงและพลังงานที่ลดลง ทั้งในเชิงปริมาณและราคา หลังจากที่ผู้ประกอบการได้เร่งนำเข้าเพื่อสะสมสต็อกไปมากแล้วในระยะก่อนหน้า ขณะที่ภาคการผลิตและดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ปรับดีขึ้น 0.8% โดยมีอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนคือ หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า กลับมาขยายตัวหลังจากปรับลดลงติดต่อกันหลายเดือนก่อนหน้านี้ ปัจจัยหลักมาจากการเร่งผลิตเครื่องปรับอากาศและการสะสมสินค้าคงคลัง (Inventory) ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากสต็อกสินค้าคงคลังเริ่มลดต่ำลง รวมถึงหมวดปิโตรเลียม และหมวดอิเล็กทรอนิกส์ปรับดีขึ้นเช่นกัน
นางปราณีกล่าวว่า ด้านภาคบริการและการท่องเที่ยว เห็นการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล แต่ตลาดระยะใกล้ยังฟื้นตัวช้า โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนกรกฎาคม อยู่ที่ 2.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.6% ดันให้เกิดรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับเพิ่มขึ้น 2.7% ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 22 สิงหาคม 2569 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 20.6 ล้านคน ด้านการบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 1.2% โดยหมวดบริการ (โรงแรม ร้านอาหาร ขนส่งผู้โดยสาร) ขยายตัวโดดเด่นจากแรงส่งของมาตรการไทยช่วยไทย พลัส รวมถึงความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับดีขึ้นชั่วคราว ตามมาตรการรัฐช่วยลดค่าครองชีพและความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่คลี่คลายลง แต่ผู้บริโภคยังคงมีความกังวลสูงเกี่ยวกับค่าครองชีพและภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความตึงเครียดของการสู้รบระลอกใหม่
นางปราณีกล่าวว่า สำหรับในระยะถัดไป มี 5 ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ 1.ความต่อเนื่องและแรงส่งของวัฏจักร AI ของโลก 2.พัฒนาการของสถานการณ์สงครามและนโยบายกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะนโยบายการค้าของสหรัฐ 3.ผลของมาตรการภาครัฐต่อการบริโภคและการลงทุนในระยะต่อไป โดยเฉพาะหลังมาตรการกระตุ้นสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ 4.การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short-haul) ข้อจำกัดเรื่องจำนวนเที่ยวบิน รวมถึงการแข่งขันในภูมิภาค และ 5.พัฒนาการของปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งปัจจุบันได้เข้าสู่สภาวะเอลนีโญแล้ว โดยคาดว่าจะพัฒนาความรุนแรงเป็นระดับที่แข็งแกร่งมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4/2569 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/2570
นางปราณี กล่าวว่า ส่วนกรณีความเห็นของสื่อต่างประเทศที่กังวลว่าประเทศไทยอาจเข้าใกล้สภาวะ Japanification หรือ การที่เศรษฐกิจของประเทศเผชิญกับการเติบโตต่ำและอัตราเงินเฟ้อต่ำเป็นเวลายาวนานเหมือนในญี่ปุ่นนั้น เบื้องต้นต้องยอมรับว่าตัวเลขผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันอาจมีความคล้ายคลึงกัน ทำให้เกิดความกังวล แต่ที่มาและสาเหตุเชิงลึกของการเกิดตัวเลขเหล่านั้นมีความแตกต่างกัน โดยประเทศไทยยังมีศักยภาพทั้งในภาคการผลิตและบริการที่ยังไม่ได้นำมาใช้อย่างเต็มที่ ปัญหานี้เป็นปัญหายืดเยื้อและทุกภาคส่วนกำลังเร่งแก้ไขเรื่องปัญหารายได้และโครงสร้างเศรษฐกิจ ธปท.จึงขับเคลื่อนมาตรการหลายด้านเพื่อแก้ปัญหา อาทิ มาตรการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ การปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง หรือการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ รวมถึงควบคุมดูแลผลิตภัณฑ์ Buy Now Pay Later (BNPL) ลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบอย่างเป็นธรรม
“การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่ต้นตอสำคัญเกิดจากรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายและไม่พอชำระหนี้ หัวใจสำคัญจึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน และมองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยระดับต่ำช่วยประคับประคองและสนับสนุนเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยมองไปข้างหน้านโยบายการภาครัฐ รวมถึง พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาท ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านในด้านพลังงาน จะเข้ามาเป็นมาตรการเสริมในอนาคต” นางปราณีกล่าว



