ทีดีอาร์ไอ ตั้งโจทย์รัฐเลิกเลี้ยงไข้คนป่วย ห่วง ศก.โตกระจุก เชื่อยังไม่เสี่ยงเกิด Japanification
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีสื่อต่างประเทศมองความเสี่ยงของประเทศไทย อาจเข้าใกล้สภาวะ Japanification หรือ การที่เศรษฐกิจของประเทศเผชิญกับการเติบโตต่ำและอัตราเงินเฟ้อต่ำเป็นเวลายาวนานเหมือนในญี่ปุ่นนั้น เบื้องต้นนิยามเชิงหลักการของภาวะ Japanification คือสภาวะที่ระบบเศรษฐกิจเผชิญการเติบโตในระดับต่ำมากจนใกล้เคียงกับ 0% ควบคู่กับอัตราดอกเบี้ยที่ใกล้เคียง 0% ซึ่งหากพิจารณาจากข้อมูลเชิงสถิติของไทย พบว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังไม่น่าจะเผชิญความเสี่ยงถึงขั้นนั้น เนื่องจากศักยภาพการเติบโตเฉลี่ยยังสูงกว่ากว่าระดับ 0% ทั้งในปัจจุบัน รวมถึงอนาคตในระยะกลางและยาว
“ปัจจุบันตัวเลขศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ที่ยังยอมรับกันได้ เฉลี่ยอยู่ประมาณ 2.7% ต่อปี แม้มองไปข้างหน้าในกรอบระยะปานกลางถึงระยะยาวอีก 10 ปี เศรษฐกิจไทยก็ยังมีแนวโน้มการเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่าประมาณ 2% รวมถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยแตกต่างจากญี่ปุ่นคือ ฐานที่ต่ำกว่า เนื่องจากในช่วงที่ญี่ปุ่นเกิดภาวะ Japanification นั้น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ร่ำรวยและเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีการเติบโตของเศรษฐกิจถึงจุดสูงสุด (พีก) จนขยายตัวต่อได้ยาก ขณะที่ไทยยังมีช่องทางและโอกาสในการพัฒนาเพื่อยกระดับเศรษฐกิจอีกเป็นจำนวนมาก” นายนณริฏ กล่าว
นายนณริฏ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังคงขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจผ่านการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการพึ่งพาฐานแรงงานต่างด้าว ซึ่งทำให้เศรษฐกิจยังพอไปได้ แม้รูปแบบนี้จะไม่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีในระดับ 3-4% ต่อปีได้ แต่ก็ช่วยสกัดความเสี่ยงไม่ให้ระบบเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับสภาวะเติบโตลดลงเหลือ 0% หรือติดลบต่ำกว่านั้น โดยประเด็นที่ที่น่ากังวลมากกว่าคือ การเติบโตแบบ K-Shaped หรือการกระจุกตัวของการเติบโต และความเหลื่อมล้ำของกลุ่มรากหญ้า ที่ตัวเลขเงินในกระเป๋าที่แย่ลง เผชิญความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง ตกงาน และปัญหาปากท้องต่างๆ ทำให้การที่มีคนบางกลุ่มโตมากขณะที่ภาพรวมเฉลี่ยโตเพียงเล็กน้อย ย่อมหมายความว่า ประชากรครึ่งหนึ่งหรือคนส่วนใหญ่ของประเทศ กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่แย่ลงกว่าตัวเลขเฉลี่ยที่เห็นอยู่
นายนณริฏ กล่าวว่า โจทย์สำคัญในการแก้ปัญหาของประเทศไทย ที่รัฐบาลควรดำเนินการไม่ใช่เรื่องของการดูแลเท่านั้น เพราะนโยบายประเภทการเข้าไปดูแลหรือประคองไปเรื่อยๆ เปรียบเสมือนการเลี้ยงไข้ผู้ป่วย ซึ่งเป็นงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด หากรัฐบาลปล่อยทิ้งไว้ในระยะยาว ประชาชนกลุ่มนี้จะกลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และลงท้ายด้วยการที่รัฐต้องทำนโยบายแจกเงินช่วยเหลือไปตลอด ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน โดยแนวทางแก้ไขเชิงโครงสร้างที่แท้จริงคือ รัฐต้องทำหน้าที่ Empower หรือสร้างเสริมศักยภาพและพลัง เพื่อช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถกลับมายืนหยัดได้ด้วยตนเองอย่างรวดเร็วที่สุดในเกมการแข่งขันของธุรกิจและการหารายได้ของประชาชน
นายนณริฏ กล่าวว่า ข้อเสนอในเชิงปฏิบัติที่ต้องเร่งดำเนินการคือ 1.ภาคประชาชน รัฐต้องเข้าไปแก้ไขที่อุปสรรคเชิงระบบ ได้แก่ การปฏิรูปคุณภาพการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน และ 2.ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs รัฐต้องแก้ไขปัญหาเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ รวมถึงการแข่งขันทางการค้าที่ต้องเปิดกว้างและเป็นธรรม โดยการให้แต้มต่อทางธุรกิจ รัฐบาลสามารถทำได้ผ่านสิทธิประโยชน์พิเศษแก่ธุรกิจรายย่อย แต่เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องให้ในระยะสั้นเท่านั้น เพื่อเป้าหมายในการสร้างศักยภาพให้ธุรกิจกลับเข้าสู่เกมการแข่งขันได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่การเข้าไปประคองถาวรจนผู้ประกอบการเคยชินและเฉื่อยชาสุดท้ายก็ไม่คิดพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มเติม
นายนณริฏ กล่าวว่า นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ปัญหาการเมือง ภาพลักษณ์ของรัฐบาล ตลอดจนข่าวคราวความไม่โปร่งใส อาทิ การฮั้ว สว.ที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนี้ ถือว่ามีส่วนซ้ำเติมจิตวิทยาและความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มปัจจัยเชิงสถาบัน ที่นานาชาติและนักลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญอย่างสูงสุด โดยความสำคัญของหลักนิติธรรม (Rule of Law) ถือเป็นเรื่องที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับหลักเกณฑ์ที่ว่า กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ จะต้องมีความโปร่งใส ยุติธรรม ทำงานอย่างตรงไปตรงมา และมีปัญหาคอร์รัปชันในระดับต่ำ ทำให้ภาพลบเหล่านี้ไม่ค่อยดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ



