หน้าแรก เศรษฐกิจ นักวิชาการ ชี...

นักวิชาการ ชี้จีดีพี ไตรมาส 2 โต 1.9% ต่ำกว่าศักยภาพ ห่วงส่งออกพุ่งแต่มูลค่าเพิ่มไทยน้อย

25.08.26 | 05:25 น.

นักวิชาการ ชี้จีดีพี ไตรมาส 2 โต 1.9% ต่ำกว่าศักยภาพ ห่วงส่งออกพุ่งแต่มูลค่าเพิ่มไทยน้อย นำเข้าจีนสูง เสี่ยงถูกจับตามาตรา 301

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยถึงกรณีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% และปรับประมาณการเศรษฐกิจทั้งปีเหลือ 2.2% ว่า ถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำเมื่อเทียบกับระดับการพัฒนาของไทย ซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง (Upper Middle Income) โดยตามหลักแล้วประเทศที่มีรายได้ต่ำกว่าจะมีโอกาสเติบโตได้เร็วกว่าประเทศที่มีรายได้สูงกว่า ดังนั้นสำหรับไทยอัตราการเติบโตที่เหมาะสมควรอยู่ประมาณ 3-5% ต่อปี หรือเฉลี่ยราว 3% ต่อไตรมาส


“หากดูจากค่าเฉลี่ย ผมมองว่า 3-5% เป็นเกณฑ์ที่เหมาะสม ดังนั้นทั้งปีควรเติบโตอย่างน้อย 3% และแต่ละไตรมาสก็ควรขยายตัวประมาณ 3% โดยไม่ควรผันผวนมากนัก ไตรมาสแรกโต 2.8% ถือว่าใกล้เคียงขอบล่าง ยังพอรับได้ แต่ไตรมาส 2 โตเพียง 1.9% ถือว่าต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็น” นายนณริฏกล่าว

ทั้งนี้ นายนณริฏ ชี้ว่าแม้ภาคส่งออกสินค้าจะเป็นแรงหนุนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยไตรมาส 2 ขยายตัวประมาณ 14% จากกลุ่มอุปกรณ์โทรคมนาคม ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และสินค้าเทคโนโลยีตามวัฏจักรโลก แต่การประเมินเศรษฐกิจไม่สามารถดูเพียงตัวเลขการส่งออกได้ เพราะต้องพิจารณาควบคู่กับการนำเข้าและดุลการค้า เพื่อดูว่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นนั้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด ขณะที่การนำเข้าสินค้าในช่วงเดียวกันขยายตัวถึง 24% สูงกว่าการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ

“เราต้องถามต่อว่า สิ่งที่ส่งออกไปนั้น มูลค่าเพิ่มอยู่ในประเทศเท่าไหร่ ไม่ใช่ดูเพียงว่าส่งออกได้มากแค่ไหน เพราะหากส่งออกโต แต่ต้องนำเข้าชิ้นส่วนเพิ่มขึ้นมาก สุดท้ายประโยชน์ที่ตกอยู่ในประเทศอาจไม่ได้มากนัก โดยตัวเลขนำเข้าที่สูงกว่าส่งออกเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เพราะสะท้อนว่าไทยยังพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศจำนวนมาก” นายนณริฏกล่าว

Advertisement

นายนณริฏ อธิบายเพิ่มเติมว่า หากพิจารณาลงไปในรายละเอียดของสินค้าส่งออกกลุ่มเทคโนโลยี แม้ตัวเลขจะเติบโตสูง แต่กระบวนการผลิตยังต้องใช้ชิ้นส่วนและอุปกรณ์นำเข้าจำนวนมาก เช่น แผงวงจร ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้การส่งออกที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่ามูลค่าเพิ่มทั้งหมดจะเกิดขึ้นในประเทศ โดยไทยยังต้องนำเข้าปัจจัยการผลิตจำนวนมาก จึงเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ภาครัฐต้องเร่งผลักดันให้เกิดการผลิตวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และซัพพลายเชนภายในประเทศมากขึ้น เพื่อให้ประโยชน์จากการส่งออกตกอยู่กับเศรษฐกิจไทยมากกว่าเดิม

“แม้ตัวเลขส่งออกจะดี แต่ตัวเลขนำเข้าสะท้อนว่าองค์ประกอบการผลิตภายในประเทศอาจยังมีสัดส่วนไม่มากนัก ดังนั้นเราจึงไม่สามารถยินดีกับตัวเลขส่งออกได้เต็มที่ เพราะไทยยังไม่สามารถผลิตวัตถุดิบต่างๆ ได้ทั้งหมด และไม่ได้รับมูลค่าเพิ่มจากสินค้าที่ส่งออกทั้งหมด โดยส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศ” นายนณริฏกล่าว

นายนณริฏ กล่าวว่า สำหรับโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศของไทยเป็นอีกความเสี่ยงที่ต้องเร่งติดตาม โดยไทยนำเข้าสินค้าจากจีนในระดับสูง ขณะที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น จนเกิดภาวะขาดดุลการค้ากับจีน แต่เกินดุลกับสหรัฐฯ ทำให้ไทยอาจถูกจับตามองว่าเป็นช่องทางส่งผ่านสินค้า หรือ Transshipment หากถูกมองว่าสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มในไทยมากเพียงพอ แต่อาศัยไทยเป็นช่องทางนำเข้าสินค้าจีนสู่ตลาดสหรัฐฯ ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันด้านมาตรการทางการค้า โดยเฉพาะมาตรา 301 และกระทบต่อภาคส่งออกของไทยในอนาคต

นายนณริฏ กล่าวว่า ส่วนแนวทางบริหารเศรษฐกิจที่ สศช.เสนอทั้งการดูแลภาคเกษตร รักษาแรงส่งออก เร่งการลงทุนและการเบิกจ่ายภาครัฐ รวมถึงรับมือความเสี่ยงด้านพลังงานนั้น จำเป็นต้องพิจารณาในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะภาคเกษตรที่โดยพื้นฐานเป็นกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ต่ำ และยังเผชิญความเสี่ยงจากภัยแล้ง น้ำท่วม มลพิษ และสภาพอากาศที่แปรปรวน จึงไม่ควรมองเพียงการประคองให้เกษตรกรอยู่ในภาคเกษตร แต่ต้องยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีและการทำเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น

นายนณริฏ ระบุว่า ด้านความเสี่ยงพลังงานสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยผ่านต้นทุนพลังงาน จึงต้องวางแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้า โดยไทยควรปรับไปสู่สังคมที่ใช้พลังงานต่ำลงและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงาน ขณะเดียวกันภาครัฐอาจต้องมีมาตรการช่วยเหลือหรืออุดหนุนกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวและผ่านช่วงที่ต้นทุนพลังงานมีความผันผวนได้

นายนณริฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจไทยจึงไม่ควรมองเพียงว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเลขจีดีพีกลับมาโตสูงขึ้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของการเติบโต ตั้งแต่การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ การยกระดับภาคเกษตร การเชื่อมโยงการลงทุนกับผู้ประกอบการและซัพพลายเชนไทย การลงทุนภาครัฐที่คุ้มค่า ตลอดจนการลดความเปราะบางด้านพลังงาน เพื่อให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริงและมีความยั่งยืนในระยะยาว