หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดบันทึกด่ว...

เปิดบันทึกด่วน กสทช. ธนพันธุ์ ยันคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ‘หมอสรณ’ ไร้อำนาจ จี้จัดประชุม6กรรมการ

3.09.26 | 16:12 น.

กสทช.ธนพันธุ์ฯ ย้ำชัดผลจากคำสั่งศาลปกครองสูงสุด “สรณ” ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ กสทช. ได้แล้ว และหากยังคงปล่อยให้มีการไม่ยอมรับกฎหมายโดยที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ประเทศไทยคงไม่มีใครกล้ามาลงทุนแน่นอน  


เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช ด้านกิจการกระจายเสียง ทำบันทึกข้อความด่วนที่สุด ถึงเลขาธิการ กสทช. สำเนาถึงกรรมการ กสทช.  ภายหลังที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง ที่ 952/2569 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 วินิจฉัยให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา

โดยให้เหตุผลว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีคำวินิจฉัยว่า “ศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ เป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ” แล้ว ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า คำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาฯ ดังกล่าว ย่อมถือเป็นเหตุให้ ศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ ต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) คือ กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 ทำให้ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ใน

ตำแหน่งกรรมการ กสทช. ต่อไปได้ ตามนัยมาตรา 20 วรรคสามแห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ดังกล่าว เป็นคำสั่งทางปกครองโดยมีผลใช้ยันต่อประธาน กสทช. ตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง ดังนั้น จึงถือว่าศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจเดือดร้อนหรือเสียหายจากคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้

Advertisement

พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ฯ มีความเห็นเพิ่มเติมว่า

  1. คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ถือเป็นที่สุด ย่อมมีผลอยู่ตลอดตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนหรือสิ้นผลลงด้วยเงื่อนเวลาหรือเหตุอื่น กรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองนั้น แม้ศาลปกครองจะประทับรับฟ้องไว้พิจารณาก็ไม่ได้ส่งผลต่อความสมบูรณ์หรือการบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครองนั้น ยกเว้นศาลปกครองจะต้องมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว สรุป กรณีนี้ ย่อมไม่เป็นเหตุที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครองนั้น
  2. ศาลปกครองสูงสุดมีความเห็นสรุปได้ว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหากรรมการฯ ได้วินิจฉัยแล้วว่าศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่ง กรรมการ กสทช. ย่อมทำให้ศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ พ้นจากตำแหน่งและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ตามที่ศาลปกครองสูงสุดได้ระบุไว้ในคำสั่งฯ โดยให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อและให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ ดังนั้น สำนักงาน กสทช. ต้องจัดการประชุม กสทช. เฉพาะกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 คน ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การบริการสาธารณะด้านกิจการสื่อสารเป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก
  3. เป็นที่ทราบเป็นการทั่วไปว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการฯ ให้ ศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ พ้นจากตำแหน่งแล้ว รวมทั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่ากรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับฟ้องคดีของศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ ยังไม่มีผลกระทบต่อกระบวนการนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง และรัฐบาลยังคงเดินหน้าตามขั้นตอนกฎหมายเดิมต่อไป ยิ่งทำให้ผมจึงไม่สามารถกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายได้

ดังนั้น จึงขอให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการจัดการประชุม กสทช. เฉพาะกรรมการที่เหลืออยู่ 6 คน ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาฯ และสอดคล้องตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ดังกล่าว เพื่อให้องค์กรได้ทำหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ตามที่บัญญัติในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มิใช่ทำหน้าที่เพื่อคนใดคนหนึ่งหรือบุคคลที่ขาดความชอบธรรมแล้วและไม่เคารพต่อกฎหมายไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนทำให้องค์กรเสียหายและไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องหรือหยุดชะงักมาจนถึงทุกวันนี้

พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ฯ กล่าวยังกล่าวว่า  ที่ผ่านมา กสทช. ต้องประสบกับบุคคลที่ไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับและไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครองดังเช่นกรณีนี้ แต่ยังประสบกับบุคคลที่กระทำการหลีกเลี่ยงข้อกฎหมาย เช่น กรณีการแต่งตั้งและต่อสัญญารองเลขาธิการ กสทช. โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจาก กสทช. แต่ได้ดำเนินการต่อสัญญาจ้างรองเลขาธิการ กสทช. ของทั้งนายไตรรัตน์ วิริยะสิริกุล และ นายสุทธิศักดิ์ ตันตระโยธิน ในลักษณะผลัดกันลงนามให้กันและกัน ทั้งที่กรรมการ กสทช.ได้ทักท้วงแล้วว่าสำนักงาน กสทช.ไม่มีอำนาจ และ ป.ป.ช.

ได้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อยู่ แต่ศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ ก็ไม่ยอมให้มีการชี้แจง ซึ่งส่อไปในทางที่เอื้อประโยชน์ให้แก่กัน ทั้งประธาน กสทช. ที่มีปัญหาคุณสมบัติ และรักษาการเลขาธิการ กสทช. ที่ต่อสัญญาโดยมิชอบ ทั้งนี้ไม่รวมการที่สำนักงาน กสทช. ออกคำสั่งทดลองใช้โครงสร้างสำนักงาน กสทช. และโยกย้ายพนักงาน โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจาก กสทช. เช่นกัน ดังนั้นหากองค์กรของรัฐมีผู้บริหารที่ไม่ยอมรับกฎหมายและไม่ยึดหลักนิติธรรมแล้วย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพและการบริหารองค์กรนั้นแน่นอน และที่สำคัญหากยังคงปล่อยให้มีการไม่ยอมรับกฎหมายโดยที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ประเทศไทยคงไม่มีใครกล้ามาลงทุนแน่นอน

 

ทั้งนี้วันที่ 3 กันยายน 2569 พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ได้ทำบันทึก 1002/178 ถึงเลขาธิการ กสทช.  เรื่อง: ขอยืนยันความเห็นในการเข้าร่วมประชุม กสทช โดยระบุว่า

  1. ตามที่ผมได้มีบันทึกข้อความที่ 1002/172 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เรื่อง ขอยืนยันความเห็นในการเข้าร่วมประชุม กสทช. ครั้งที่ 23/2569 (ต่อเนื่อง) และต่อมาสำนักงาน กสทช. (สำนักประธานกรรมการและการประชุม) ได้มีบันทึกข้อความที่ สทช 2001/2552 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เรื่อง ขอยืนยันความเห็นในการเข้าร่วมประชุม กสทช. ครั้งที่ 23/2569 (ต่อเนื่อง) โดยแจ้งไม่สามารถพิจารณาจัดประชุม กสทช. เฉพาะกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 คน ได้ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อยุติที่ทำให้ข้อเท็จจริงดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป ความละเอียดทราบแล้ว นั้น

  2. โดยที่ปรากฏว่าปัจจุบันได้มีคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 952/2569 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 วินิจฉัยเกี่ยวกับคดีที่ ศาสตราจารย์คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. สรุปได้ว่า

    2.1 คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้มีคำวินิจฉัย ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ว่า ศาสตราจารย์คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ) และได้แจ้งผลคำวินิจฉัยดังกล่าวให้กรรมการ กสทช. ทุกท่านทราบแล้ว เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569

    2.2 ศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ดังกล่าวต่อศาลปกครอง และเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยต่อมาได้ขออุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด

    2.3 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ 952/2569 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 กลับคำสั่งของศาลปกครองกลางให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่า เมื่อมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ที่ 1/2569 ได้วินิจฉัยว่าศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ เป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ แล้ว ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมถือเป็นเหตุให้ ศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ ต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) คือ กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 ทำให้ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ กสทช. ต่อไปได้ ตามนัยมาตรา 20 วรรคสามแห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองโดยมีผลใช้ยันต่อประธาน กสทช. ตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง ดังนั้น จึงถือว่าศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจเดือดร้อนหรือเสียหายจากคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่แนบมาพร้อมนี้)

  3. จากคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดตามข้อ 2. ผมมีความเห็นว่า

    3.1 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดให้คำสั่งทางปกครองมีผลใช้ยันบุคคลภายนอกนับแต่เมื่อได้รับแจ้ง และคำสั่งทางปกครองย่อมมีผลอยู่ตลอดตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนหรือสิ้นผลลงด้วยเงื่อนเวลาหรือเหตุอื่น ดังนั้น กรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองนั้น แม้ศาลปกครองจะประทับรับฟ้องไว้พิจารณาก็ไม่ได้ส่งผลต่อความสมบูรณ์หรือการบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครองนั้น โดยหากจะทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีที่ศาลปกครองจะต้องมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นอกจากนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้เคยมีความเห็นไว้ในเรื่องเสร็จที่ 548/2544 เรื่องเสร็จที่ 725/2562 สรุปได้ว่า การที่ผู้ได้รับคำสั่งทางปกครองฟ้องคดีต่อศาลปกครองย่อมไม่เป็นเหตุที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครองนั้น

    3.2 ศาลปกครองสูงสุดมีความเห็นสรุปได้ว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหาฯ ได้วินิจฉัยแล้วว่าศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่ง กรรมการ กสทช. ย่อมทำให้ศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ พ้นจากตำแหน่งและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ตามที่ศาลปกครองสูงสุดได้ระบุไว้ในคำสั่งที่ 952/2569 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และ เมื่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 วรรคสาม ได้บัญญัติรองรับกรณีที่กรรมการบางคนพ้นจากตำแหน่งไว้ว่า

    “….เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่” สำนักงาน กสทช. จึงต้องดำเนินการจัดประชุมสำหรับกรรมการที่เหลืออยู่จำนวน 6 คน โดยสำนักงาน กสทช. ไม่อาจอ้างว่า มีการฟ้องร้องคดีต่อศาลปกครองและศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงยังคงถือว่าศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ ยังคงเป็นประธาน กสทช. อยู่เช่นเดิมได้ เนื่องจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ย่อมมีผลใช้บังคับทันทีและมีผลให้ประธานต้องพ้นจากตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น หากสำนักงาน กสทช. ยังกล่าวอ้างว่าศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่อาจถือได้ว่าเป็นการเจตนาบิดเบือนกฎหมายและข้อเท็จจริง และอาจถือเป็นความผิดทางอาญาได้

    สรุปได้ว่า ตราบใดคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ยังไม่ถูกยกเลิกหรือสิ้นผลเพราะเหตุอื่น ทำให้ ศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ดังนั้น สำนักงาน กสทช. ต้องดำเนินการจัดประชุม กสทช. เฉพาะกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 คน ตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้การบริการสาธารณะด้านกิจการสื่อสารเป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก

* มาตรา 42 คำสั่งทางปกครองให้มีผลใช้ยันต่อบุคคลตั้งแต่ขณะที่ผู้นั้นได้รับแจ้งเป็นต้นไป

 

คำสั่งทางปกครองย่อมมีผลตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนหรือสิ้นผลลงโดยเงื่อนเวลาหรือโดยเหตุอื่นฯลฯมาตรา 66 ในกรณีที่ศาลปกครองเห็นสมควรกำหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่คู่กรณีที่เกี่ยวข้องเป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี ไม่ว่าจะมีคำร้องขอจากบุคคลดังกล่าวหรือไม่ ให้ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวและออกคำสั่งไปยังหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐประกอบด้วย

  1. นอกจากนั้นยังรับทราบเป็นการทั่วไปจากสื่อต่างๆ ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการฯ ให้ ศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรคสอง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่ากรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับฟ้องคดีของศาสตราจารย์คลินิก สรณฯ ยังไม่มีผลกระทบต่อกระบวนการนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง และรัฐบาลยังคงเดินหน้าตามขั้นตอนกฎหมายเดิมต่อไป ยิ่งทำให้ผมจึงไม่สามารถกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายได้

ดังนั้น จึงขอให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการจัดการประชุม กสทช.เฉพาะกรรมการที่เหลืออยู่ 6 คน ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และสอดคล้องตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ดังกล่าว เพื่อให้องค์กรได้ทำหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ตามที่บัญญัติในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มิใช่ทำหน้าที่เพื่อคนใดคนหนึ่งหรือบุคคลที่ขาดความชอบธรรมแล้วและไม่เคารพต่อกฎหมายไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนทำให้องค์กรเสียหายและไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องหรือหยุดชะงักมาจนถึงทุกวันนี้

จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาดำเนินการตามที่เสนอโดยด่วน