หน้าแรก เศรษฐกิจ กยท.ขับเคลื่อ...

กยท.ขับเคลื่อนงานวิจัยยางต่อยอดสร้างนวัตกรรมใหม่ จับมือ3ประเทศเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก

3.09.26 | 17:42 น.

กยท. ขับเคลื่อนงานวิจัยยางต่อยอดสร้างนวัตกรรมใหม่ จับมือ 3 ประเทศ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก

นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ให้ความสำคัญกับงานวิจัย เพราะงานวิจัยเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่วิทยาการและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนรับรู้ปัญหาและแนวทางการแก้ไข เพื่อนำมาใช้ในการกำหนดนโยบายตลอดจนวางแผนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ กยท.ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวที่เกี่ยวข้องกับยางพาราตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมปีละกว่า 60 ล้านบาท  โดยจะมีการเปิดรับข้อเสนอโครงการวิจัยเป็นประจำทุกปี รวมทั้งยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ทั้งในและนอกประเทศในการดำเนินงานศึกษษวิจัย เพื่อนำ กยท. ก้าวสู่การเป็นองค์กรที่บริหารจัดการอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศอย่างยั่งยืนโดยมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย


ทั้งนี้ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ กยท.ได้ลงนามในหนังสือความร่วมมือ การวิเคราะห์โครงสร้างและคุณสมบัติของยางจากระบบกรีดยางความถี่ต่ำ และปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับของเกษตรกรกับ 4 หน่วยงาน จาก3ประเทศ ประกอบด้วย  มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (KAPI)  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากประเทศไทย Centre de coopération internationale en recherche agronomique pour le développement (CIRAD) จากประเทศฝรั่งเศส และบริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ อินดัสตรีส์ จำกัด จากประเทศญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมาย เพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างระบบกรีดยางความถี่ต่ำ กับโครงสร้างและสมบัติของยางธรรมชาติ รวมถึงศึกษาปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกร เป็นการตอบโจทย์การนำงานวิจัยจากหิ้งมาสู่ห้าง ด้วยเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ สนับสนุนการผลิตยางธรรมชาติอย่างยั่งยืน

รักษาการแทนผู้ว่าการกยท. กล่าวต่อว่า ความร่วมมือครั้งนี้ แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วน คือ  ส่วนแรกจะเป็นการศึกษาปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ส่งผลต่อการยอมรับการใช้ระบบกรีดยางความถี่ต่ำของเกษตรกร  ทั้งนี้ระบบการกรีดต่ำ หรือ Low-Frequency Tapping System (LFTS) นั้น เป็นระบบการกรีดยางที่ลดจำนวนครั้งในการกรีดต้นยางลง เมื่อเทียบกับระบบกรีดแบบปกติ เช่น ระบบปกติ กรีดทุก 2 วัน  หรือทุกวัน ขณะที่ระบบกรีดความถี่ต่ำ กรีดทุก 3 วัน ทุก 4 วัน หรือทุก 6 วัน ร่วมกับการใช้สารกระตุ้นน้ำยาง เช่น เอทีฟอน เพื่อให้ต้นยางยังคงให้น้ำยางในปริมาณที่เหมาะ ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนวิถึชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางใหม่ จากที่เคยต้องตื่นกรีดยางตั้งแต่ ตี 1-2 มาตื่นนอนตามปกติกรีดยางตอนกลางวัน และเว้นระยะเวลาในการกรีดมากขึ้น จะทำให้เกษตรกรได้พักผ่อนเหมือนอาชีพอื่นๆ ลดความเสี่ยงจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ เป็นต้น และยังทำให้สุขภาพดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยลดต้นทุนจากการจ้างแรงงานในการกรีดยางที่นับวันจะหายากขึ้น ในขณะที่ผลผลิตยางไม่ได้ลดลง ต้นยางยังคงให้น้ำยางในปริมาณที่เหมาะสม

สำหรับอีกส่วนจะเป็นการศึกษาโครงสร้างคุณสมบัติทางชีวเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพของยางธรรมชาติที่ได้จากระบบกรีดยางความถี่ต่ำเพื่อนำไปพัฒนาองค์ความรู้และเพิ่มมูลค่าของยางธรรมชาติ ซึ่งบริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ฯ ที่มีความชำนาญในยางล้อ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องคุณสมบัติ ความยืดยุ่น ความทนทาน ก็จะนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาศึกษาวิจัยร่วมกับสถานบันการศึกษา เช่น สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะนำความเชี่ยวชาญด้านชีวเคมีและเทคโนโลยียางธรรมชาติมาศึกษาโครงสร้างและคุณสมบัติของยาง รวมทั้งวางแผนการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ผลทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น  พร้อมทั้งจะมีการเก็บข้อมูลน้ำ ดิน และคุณภาสิ่งแวดล้อม เมื่อนำระบบการกรีดความถี่ต่ำมาใช้ เพื่อเป็นข้อมูลนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Advertisement

ทั้งนี้กยท. จะเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการดำเนินงานภาคสนาม โดยจัดเตรียมพื้นที่วิจัย คัดเลือกเกษตรกร สนับสนุนบุคลากร ถ่ายทอดองค์ความรู้ และดำเนินการทดสอบคุณสมบัติของยาง รวมถึงเตรียมแปลงทดลองที่ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา เพื่อให้ผลการวิจัยสามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคการผลิตของประเทศได้  ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการจุดแข็งของหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัยระดับนานาชาติ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราของไทย ทั้งด้านการวิจัย การผลิต และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

องค์ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลของระบบกรีดยางความถี่ต่ำต่อคุณภาพและสมบัติของยางธรรมชาติ ที่สามารถนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงพัฒนาแนวทางจัดการสวนยางที่ช่วยลดการพี่งพาแรงงาน ที่เป็นปัญหาสำคัญของภาคการผลิตในปัจจุบัน ตลอดจนพัฒนาการปลูกพืชที่เหมาะร่วมกับยาง เช่น ทุเรียน สละ กล้วย เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ในขณะเดียวกันผลผลิตยางไม่ลดลงด้วย   รวมทั้งการสร้างความเข้าใจให้เกษตรกรยอมรับเทคโนโลยีใหม่ และสนับสนุนการผลิตยางธรรมชาติที่มีคุณภาพ ซึ่งช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางธรรมชาติไทย พร้อมทั้งสร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืนนายโกศลกล่าวย้ำในตอนท้าย