‘เอกนิติ’ ชูเปลี่ยนผ่านศก. บูม ‘ดิจิทัล-เอไอ-พลังงาน’ เวทีสัมมนาประชาชาติคึก
วันที่ 3 กันยายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ : “Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย” ภายในงาน Beyond ESG THAILAND TRANSITION #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 50 ประชาชาติธุรกิจ ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ ว่า โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมากและผันผวนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงสงครามการค้าที่นำไปสู่มาตรการกีดกันทางการค้าและการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขทางการค้าตามความพึงพอใจของกลุ่มประเทศมหาอำนาจ ซึ่งมีลักษณะเลือกข้างอย่างชัดเจน จากที่เคยค้าขายเสรี แต่ก็ไม่เป็นเหมือนเดิมแล้ว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านตัวเองให้เร็ว เพื่อคว้าโอกาสจากสถานการณ์นี้ให้ได้ โดยความผันผวนทางเศรษฐกิจต่างๆ นี้ ส่งผลให้เกิดการเติบโตแบบ K-Shape คือ ใครจับกระแสการเปลี่ยนผ่านได้ก็อยู่ครึ่งบนของเคเชฟ แต่ใครที่ตามกระแสไม่ทันจะอยู่ส่วนล่างของตัวเค ทำให้การออกนโยบายเศรษฐกิจของไทย ต้องมุ่งเน้นไปที่การดูแลกลุ่มเปราะบาง หรือคนฐานล่างของสังคมที่เกาะกระแสขาขึ้นไม่ทัน เพื่อให้มีโอกาสปรับตัวเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกันได้
นายเอกนิติ กล่าวว่า 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักในการเปลี่ยนผ่านประเทศ ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI และสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ 2.อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งสงครามการค้าทำให้ผู้ประกอบการต่างประเทศไม่สามารถส่งสินค้าไปจำหน่ายยังสหรัฐได้โดยตรง ประกอบกับข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ในกรอบอาเซียนที่ทำให้ไทยไม่สามารถปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าทั่วไปได้ รัฐบาลจึงเตรียมปรับใช้กลไกภาษีสรรพสามิต แทนการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าทั่วไป เพื่อรักษาสมดุลทางการแข่งขันและป้องกันไม่ให้รถยนต์นำเข้าสำเร็จรูปเข้ามาทำลายตลาดรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศ รวมถึงกำหนดเงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ที่ขยับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่สัดส่วน 40-50% เพื่อสนับสนุนการสร้างห่วงโซ่การผลิตในไทย และ 3.อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และการบริหารจัดการหนี้สาธารณะ ซึ่งความมั่นคงทางพลังงานถือเป็นประเด็นเร่งด่วนของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนค่าไฟฟ้าของไทยกว่า 65% มาจากการพึ่งพาการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติ ที่จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง ทำให้เมื่อเกิดสงคามที่ดันราคาพลังงานดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง จึงส่งผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยที่เคยเกินดุลมาตลอดต้องขาดดุลแล้ว เฉพาะไตรมาส 2/2569 เพียงไตรมาสเดียว ขาดดุลสูงกว่า 6 แสนล้านบาท



