หน้าแรก เศรษฐกิจ ฟิวร์เจอร สกา...

ฟิวร์เจอร สกาย เดินหน้า e-WorkPermit พร้อมทวงค่าจ้างค้าง 10 เดือนกว่า 715 ล้านบาท

4.09.26 | 16:49 น.

ฟิวร์เจอร สกาย’ เดินหน้า e-WorkPermit พร้อมทวงถามค่าจ้าง 715 ล้านบาท


นายชัยรัตน์ แสงจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กิจการร่วมค้า ฟิวร์เจอร์ สกาย เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการดำเนินโครงการจ้างเหมาเอกชน ขึ้นทะเบียนและผลิตใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานต่างด้าว (e-WorkPermit) เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ณ โรงแรม ดิ เอเมอรัลด์ กรุงเทพ นั้น หลังจากบริษัทได้เริ่มดำเนินการรับขึ้นทะเบียนเพื่อออกบัตรประจำตัวให้กับคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าว ผ่านระบบ e-WorkPermit แทนการขึ้นทะเบียนในระบบเดิม ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 จนถึงเดือนสิงหาคม 2569 สามารถออกบัตรได้แล้วประมาณ 1,600,000 ใบ นำส่งเงินสะสมจากค่าธรรมเนียมการออกบัตรให้กับกรมการจัดหางาน ประมาณ 3,800 ล้านบาท ทำให้มียอดเงินค่าจ้างที่กรมการจัดหางาน ค้างจ่ายบริษัทสะสมประมาณ 715 ล้านบาท

“เราทำงานมากว่า 10 เดือนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างเลยแม้แต่บาทเดียว และกรมการจัดหางานเอง ทั้งที่เราเจรจา หารือ และทวงถามมาโดยตลอด แต่ 10 เดือนที่ผ่านมา กรมการจัดหางาน ยังไม่มีท่าทีในการตอบสนองต่อการทวงถามและยังเพิกเฉยต่อการเรียกร้องขอความเป็นธรรม ทำให้ต้องตัดสินใจพึ่งบารมีศาลปกครอง โดยได้ยื่นฟ้องเรียกค่าจ้างที่กรมการจัดหางานค้างจ่ายเราอยู่ ตามที่เป็นข่าวไปแล้วก่อนหน้า” นายชัยรัตน์ กล่าว

Advertisement

นายชัยรัตน์ กล่าวว่า ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการ e-WorkPermit เนื่องจากข้อกำหนดใน TOR เป็นข้อมูลทางวิชาการที่ไม่เป็นปัจจุบัน และเป็นตัวเลขประมาณการขึ้นทะเบียนคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าวที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้เกิดปัญหาคอขวดในระบบ e-WorkPermit กิจการร่วมค้า ฟิวร์เจอร์ สกายจึงได้ทำข้อเสนอแผนและวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ สามารถรองรับต่อปริมาณคำขอและการผลิตบัตรใบอนุญาตทำงานได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มจุดบริการในพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าว กระจุกตัวแหนาแน่น เช่น สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เคยเปิดศูนย์เฉพาะกิจ ณ ศูนย์การค้าหลักสี่พลาซ่าชั้น T โดยสามารถผลิตบัตรได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 1,000 ใบ แทนที่จะไปเพิ่มช่องบริการในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งไม่สอดคล้องกับการกระจุกตัวของแรงงาน จึงเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เช่น ในภาคอีสาน แต่หลังจากการขอขยายให้บริการศูนย์เฉพาะกิจดังกล่าว กรมการจัดหางานไม่เคยอนุมัติการจัดตั้งศูนย์บริการเฉพาะกิจในลักษณะดังกล่าวอีก แม้มีการนำเสนออีกหลายครั้งก็ตาม

นายชัยรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ใน TOR ที่ระบุเอาไว้ว่า ฟิวร์เจอร์ สกาย จะต้องตรวจเอกสารคำขอที่ยื่นผ่านระบบ e-WorkPermit ให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง หากไม่แล้วเสร็จก็จะต้องถูกปรับเท่ากับค่าจ้างในการออกบัตร 1 ใบคือ 520 บาท โดยเอกชนผู้รับจ้างจะต้องตรวจเอกสารให้ได้วันละ 6,000 ชุดนั้น ในข้อเท็จจริงปรากฏว่า เอกสารในแต่ละวัน มีมากกว่าที่ ระบุเอาไว้ใน TOR คือ มีมากกว่า 10,000 ชุด และบางวันก็มีมากถึง 90,000 ชุด ทำให้ฟิวร์เจอร์ สกายต้องเพิ่มจำนวนบุคคลากร และค่าใช้จ่าย เพื่อตรวจเอกสารทุกชุดให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง

นายชัยรัตน์ กล่าวต่อว่า เมื่อเอกสารตรวจแล้วเสร็จกลับไปกองกันอยู่ในระบบ เพื่อรอการอนุมัติจากผู้ช่วยนายทะเบียนและนายทะเบียน บางกรณีเอกสารที่รอการอนุมัติจากผู้ช่วยนายทะเบียนและนายทะเบียน ค้างอยู่ในระบบนานถึง 4 เดือน ตรงนี้จึงเกิดเป็นคำถามต่อการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าวมีเจตนาอย่างไร และมีความสอดคล้องต่อเวลาที่ให้บริการกับภาคเอกชนอย่าง บนจ. นายจ้าง และแรงงานต่าวด้าวหรือไม่ เพื่อให้ได้รับบริการตลอดกระบวนการอย่างรวดเร็ว โปร่งใสรวมถึงการใช้ดุลยพินิจที่ถูกต้องเป็นธรรม หากการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวไม่ได้รีบร้อนจริง ฟิวเจอร์ สกายก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตรวจเอกสารในจำนวนที่เกินกว่า TOR กำหนดไว้มากมายเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากต้องจ้างพนักงานเพิ่ม ต้องขอให้พนักงานทำงานล่วงเวลา (O/T) และต้องการทำงานกันแบบ 24 ชั่วโมง

“การทำงานในลักษณะนี้ ทำให้เรามีค่าใช้จ่ายถึงเดือนละประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่า เงินทุกบาทที่เรานำมาลงทุนในโครงการนี้ มีต้นทุน มีดอกเบี้ย และแม้มีการวางแผนทางธุรกิจ รวมแผนรับมือในเรื่องสภาพคล่องมาเป็นอย่างดี แต่การที่คู่ค้าภาครัฐที่เป็นภาคเอกชนอย่างเราไม่ได้รับเงินค่าจ้างจากหน่วยงานภาครัฐมานานกว่า 10 เดือนนั้น ทุกคนย่อมรู้ดีว่า โอกาสรอด มีน้อยมาก แต่เพื่อให้ระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวดำเนินต่อไป เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศไม่สะดุด และประเทศไทยไปต่อได้ ผู้บริหารของฟิวร์เจอร์ สกาย จึงพยายามในการหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน แต่ก็ขอให้ทุกคนมั่นใจว่า ยังไงเราก็จะไม่ถอย และจะกัดฟันเดินหน้าต่อไป พร้อมๆ กับการเรียกร้องให้ กรมการจัดหางาน จ่ายเงินค่าจ้างให้เรา”

นายชัยรัตน์ กล่าวว่า แม้งานรับขึ้นทะเบียนและออกบัตรประจำตัวแรงงานต่างด้าวผ่านระบบ e-WorkPermit ที่บริษัทดำเนินการอยู่ในขณะนี้ จะเต็มไปด้วยอุปสรรคและขวากหนาม แต่ก็จะกัดฟันสู้ เพื่อให้โครงการนี้ดำเนินต่อไป เนื่องจากระบบ e-WorkPermit ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์กลางของการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวของประเทศไทย ดังนั้น หากระบบนี้ไปต่อไม่ได้จะลามไปถึงการผลิตในภาคอุตสาหกรรมหรือแม้กระทั่งในภาคครัวเรือน ธุรกิจขนาดย่อมจนถึงขนาดกลาง ที่มีความต้องการแรงงานซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นอกจากนี้ระบบ e-WorkPermit ยังเป็นระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์ รวมทั้งยังป้องกันระบบการทุจริตคอร์รัปชั่น ของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคเอกชนและภาครัฐได้อีกด้วย จึงเป็นธรรมดาที่มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามที่จะล้มระบบนี้ เนื่องจากต้องการนำระบบเดิมซึ่งเป็นระบบที่ต้องใช้ดุลยพินิจในทุกขั้นตอนของการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวกลับมาใช้