หน้าแรก เศรษฐกิจ บีโอไอ โชว์ตั...

บีโอไอ โชว์ตัวเลข ครึ่งปีญี่ปุ่นลงทุน 3.2 หมื่นล. ‘ค่ายรถใหญ่’ จ่อทุ่มเพิ่ม

8.09.26 | 06:30 น.

บีโอไอโชว์ตัวเลข ครึ่งปีญี่ปุ่นลงทุน3.2หมื่นล. ‘ค่ายรถใหญ่’จ่อทุ่มเพิ่ม เงินเฟ้อสิงหาพุ่ง2.53% พิษ’สงคราม-ศก.โลก’ ลุ้นไทยเที่ยวไทย1ต.ค.

เมื่อวันที่ 7 กันยายน นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงแนวโน้มการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นหลังมีกระแสย้ายฐานการผลิตในบางอุตสาหกรรม ว่า ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสำคัญในการสร้างฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักร ปัจจุบันการลงทุนของญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมาเน้นการลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ รวมถึงการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตอบโจทย์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลก


นายนฤตม์ กล่าวว่า ตัวเลขการลงทุนของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นตัวสะท้อนได้อย่างชัดเจน โดยในปี 2568 นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 302 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 113,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน และเป็นหนึ่งในปีที่มียอดลงทุนสูงสุดของญี่ปุ่น โดยอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของนักลงทุนญี่ปุ่น มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริม 28,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 57 จากปีก่อน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 19,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 76 อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 54 ขณะที่กลุ่มโลจิสติกส์และบริการมีมูลค่า 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการลงทุนที่หลากหลายขึ้นในกิจการดิจิทัล รวมถึงอุตสาหกรรมอากาศยานและชิ้นส่วน การลงทุนก็เพิ่มขึ้นมากอย่างชัดเจน สะท้อนการยกระดับฐานอุตสาหกรรมเดิม ควบคู่กับการต่อยอดสู่กิจการที่ใช้เทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายนฤตม์ กล่าวว่า ความเชื่อมั่นดังกล่าวสะท้อนชัดเจนผ่านโครงการลงทุนที่สำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น บริษัท อีซูซุ ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับฐานการผลิตรถกระบะในไทยด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การใช้พลังงานสะอาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับมาตรฐาน Euro 6 ขณะที่ บริษัท มาสด้า ภายใต้บริษัทร่วมทุนออโต้อัลลายแอนซ์ ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโรงงานให้รองรับการผลิตรถยนต์ Mazda รุ่นใหม่แบบ MHEV โดยมาสด้าเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อจำหน่ายในไทยและส่งออกไปยังญี่ปุ่นและอาเซียน นอกจากนี้ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีและประกาศแผนลงทุนในไทยเพิ่มเติมอีก 16,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อรองรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า พร้อมใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ All New Pajero เพื่อจำหน่ายในไทยและส่งออกทั่วโลก ขณะที่บริษัท ฮอนด้า ได้ประกาศเตรียมลงทุนเพิ่ม 12,000 ล้านบาท ภายในปี 2572 เพื่อขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์โมเดลใหม่ 2 รุ่น ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศเดียวนอกญี่ปุ่นที่ฮอนด้าผลิตรถยนต์รวม 8 รุ่น แสดงให้เห็นว่าไทยยังเป็นฐานผลิตสำคัญและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกในอนาคต

ที่กระทรวงพาณิชย์ นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือนสิงหาคม 2569 เท่ากับ 102.67 สูงขึ้น 2.53% ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ปัจจัยจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศทรงตัวระดับสูงกว่าปีก่อน จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และมีการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม ร่วมกับการใช้ปฏิบัติการทางทหาร ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้างในอัตราที่ค่อนข้างสูงเฉลี่ยอีก 3-5% และมีแนวโน้มทรงตัวในระดับดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการปรับตัวสูงขึ้นของอาหารสด ทั้งไข่ไก่ ไก่สด ผักสด และผลไม้สด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลของกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส ประกอบกับสภาพอากาศมีความแปรปรวนส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม สินค้า 464 รายการในคำนวณเงินเฟ้อเดือนสิงหาคม แยกเป็นสูงขึ้น 310 รายการ เท่าเดิม 31 รายการ และลดลง 123 รายการ โดยหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 2.23 หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 2.99%

Advertisement

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักอาหารสดและพลังงานออก) เดือนสิงหาคมสูงขึ้น 1.44% เร่งตัวขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2569 ที่สูงขึ้น 1.34 % ส่งผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเฉลี่ย 8 เดือนแรกปี 2569 สูงขึ้น 1.37% และเงินเฟ้อพื้นฐาน 8 เดือน 0.94%

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมหารือร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในวันที่ 8 กันยายนนี้ เพื่อเคาะข้อสรุปโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” โดยกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาแนวทาง Flash Rate คุมราคาโรงแรมไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคาช่วงไฮซีซั่น ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยืนยันรูปแบบร่วมจ่าย (Co-payment) เพื่อดึงเงินประชาชนร่วมสมทบ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนจริง 5,000–6,000 บาทต่อสิทธิ์

โครงการดังกล่าวเสนอของบเงินกู้ 4,000 ล้านบาท จัดสรร 1 ล้านสิทธิ์ แบ่งเป็นส่วนลดค่าที่พักสูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อสิทธิ์ (วงเงิน 3,000 ล้านบาท) และคูปองท่องเที่ยว 1,000 บาทต่อสิทธิ์ (วงเงิน 1,000 ล้านบาท) เพิ่มจากเดิมที่ให้ 500 บาท พร้อมขยายการใช้สิทธิ์ครอบคลุมธุรกิจบริการ สปา และเวลเนส คาดว่าจะชงเข้า ครม. สัปดาห์หน้า และทดสอบระบบร่วมกับธนาคารกรุงไทย ก่อนเปิดลงทะเบียน 1 ตุลาคม 2569

ด้าน น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่าปี 2569 ตั้งเป้ารายได้ท่องเที่ยว 2.7 ล้านล้านบาท เติบโตไม่ต่ำกว่า 7% แบ่งเป็นต่างประเทศ 1.6 ล้านล้านบาท และในประเทศ 1.1 ล้านล้านบาท โดยคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติกรณีฐานอยู่ที่ 32.6–32.7 ล้านคน และตั้งเป้าดันให้แตะ 33 ล้านคน ส่วนปี 2570 ตั้งเป้าเชิงท้าทายไว้ที่ 3 ล้านล้านบาท ต่างชาติต้องไม่ต่ำกว่า 35 ล้านคน โดยชูจุดแข็งกลุ่มเฮลท์ แอนด์ เวลเนส เป็นแกนหลักขับเคลื่อน