หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท.เตือนไทยต...

ธปท.เตือนไทยติดหล่มปัญหาโครงสร้าง ศักยภาพโตเหลือ 2.7% จับตาจีดีพีปี 70 เหลือ 1.8%

10.09.26 | 16:46 น.

ธปท.เตือนไทยเตรียมเผชิญความท้าทาย เร่งแก้ปมติดหล่มปัญหาโครงสร้าง-จีดีพีส่อโตเตี้ย

เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บรรยายพิเศษหัวข้อ “บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยต่อการนำพาเศรษฐกิจไทย สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” ภายในงานสัมมนาใหญ่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประจำปี 2026 The Board of Trade of Thailand Annual Seminar 2026 Unlocking New Growth ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแซงกรี-ลา กรุงเทพฯ ว่า ธปท.มีเครื่องมือเยอะมากในการดำเนินนโยบายด้านการเงิน แต่มีอยู่อย่างจำกัด จึงต้องอาศัยการขับเคลื่อนที่สอดประสานกันทั้งนโยบายด้านการคลัง รัฐบาลและภาคเอกชน โดยหากมองไปข้างหน้าประเทศไทยยังมีความท้าทายรออยู่ทั้งจากปัญหาในเชิงโครงสร้างและศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่ต่ำลง สะท้อนจากการคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ในปี 2569 นี้ คาดว่าจะโตที่ 2.3% ส่วนปี 2570 จะโตที่ 1.8% ซึ่งเป็นตัวเลขที่แม้ยังสามารถเติบโตได้ แต่ ธปท.ไม่เคยบอกเลยว่า ตัวเลขนี้ดี


นายดอน กล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยถือว่าได้แรงสนับสนุนจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไปต่อได้ ถือเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยฉุดเศรษฐกิจไทยขึ้น ต่างจากปีก่อนๆ ที่มักถูกมองว่าเป็นตัวฉุดรั้ง เนื่องจากช่วงที่เกิดวิกฤตสงครามตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐ อิหร่าน และอิสราเอล ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานให้ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมีความกังวลว่า จีดีพีไทยปีนี้จะโตเพียง 1% เท่านั้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่ขณะนี้เศรษฐกิจโลกถือว่ายังไปได้ ทำให้ภาคการส่งออกไทยเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลัก รวมถึงหากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานจากรัฐบาล ภายใต้พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท จีดีพีไทยปีนี้จะโตได้เพียง 1.8% เท่านั้น เพราะเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐช่วยดันจีดีพีเพิ่มขึ้นมาประมาณ 0.5%

“ศักยภาพเศรษฐกิจไทยลดลงจากอดีตที่เคยโตได้ 5% ช่วงปี 2546-2550 เหลือ 3.5% หลังวิกฤตการเงินโลก และปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 2.7% เท่านั้น ซึ่งเป็นผลจาก 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.แรงงาน ที่หดตัวจนกลายเป็นปัจจัยลบจากสังคมสูงวัย 2.การลงทุนที่ลดลงมาก โดยหากจะดันจีดีพีให้โตเกิน 3% ต้องลงทุนสูงถึง 30% ของจีดีพี และ 3.การเพิ่มผลิตภาพหรือเทคโนโลยี (TFP) ยังทำได้ช้า รวมถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ทั้งการแข่งขันจากสินค้าจีน หนี้ครัวเรือนสูง สังคมสูงวัย คุณภาพการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางสินทรัพย์และโอกาส การคอร์รัปชัน และเสถียรภาพทางการเมือง” นายดอน กล่าว

นายดอน กล่าวว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทย ธปท.ถือว่าประเมินได้ถูกต้องในด้านการส่งออกที่คาดว่าจะโตได้ด้วยตัวเลข 2 หลักจากแรงส่งสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและเอไอ แม้สัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการส่งออก (Import Content) พุ่งสูงขึ้นจากอดีตที่ 48% เป็น 70% ทำให้หักลบประโยชน์สุทธิที่มีผลต่อจีดีพีน้อยลงกว่าในอดีต ด้านการลงทุนภาคเอกชน ได้รับแรงหนุนจากคำขอจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในกลุ่มดิจิทัล Data Center และซอฟต์แวร์ แต่ภาพรวมการลงทุนยังต่ำกว่าอดีต เพราะหมวดก่อสร้างหดตัวลงมาก และการลงทุนใหม่เป็นแบบใช้ทุนเข้มข้น (Capital Intensive) ใช้แรงงานน้อยและพึ่งพาแรงงานต่างชาติ รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนในประเทศลดต่ำลง และการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี

Advertisement

นายดอน กล่าวว่า ด้านอัตราเงินเฟ้อ ตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ 2.5% และมีแนวโน้มสูงขึ้นช่วงปลายปีจากราคาอาหารสดที่ได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ โดยเงินเฟ้อต่ำส่วนหนึ่งสะท้อนว่า กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ จากผลสำรวจพบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าเกิน 10% ได้เพราะผู้บริโภคจ่ายไม่ไหว ทำให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานส่งผลให้รายได้ลดลงยังน่าเป็นห่วงอยู่ ขณะเดียวกัน พบว่า วิกฤตสินเชื่อและธุรกิจเอสเอ็มอีที่หดตัวติดลบติดต่อกันถึง 16 ไตรมาส หรือ 4 ปีเต็ม ซึ่งถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่วิกฤตปี 2540 ขณะที่หนี้เสีย (NPL) ของเอสเอ็มอียังวิ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ ยอดขายปลีกของเอสเอ็มอียังหดตัว ติดลบกว่า 7.1% สวนทางธุรกิจรายใหญ่ที่ขยายตัวได้กว่า 9.6% สะท้อนปัญหาการเติบโตแบบกระจุกตัวของธุรกิจไทย

“ในช่วงหลังๆ จะเห็นว่า เศรษฐกิจได้ต้องเผชิญภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นถี่ขึ้นมากกว่าเดิม โดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ไทยเผชิญภาวะช็อกต่อเนื่อง ทั้งความขัดแย้งทางการเมือง สงครามการค้า โควิด-19 และวิกฤตพลังงาน ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่มีเวลาปรับตัว เพราะต้องใช้เวลารับมือกับภาวะวิกฤตก่อน ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยแม้ยังโตได้ แต่มีความอ่อนแอลงเรื่อยๆ รวมถึงเป็นการโตแบบไม่ทั่วถึง แต่ต้องบอกว่า อย่าคาดหวังจากธปท.มากนัก เพราะหน่วยงานเดียวทำอะไรมากไม่ได้ หากหวังพึ่งพาธปท.คนเดียว ประเทศชาติจะยังไม่ไปไหน แต่ก็จะทำหน้าที่ในบทบาทที่สำคัญของเราให้ดีที่สุด” นายดอน กล่าว