ค้าภายใน ดึง 6 ห้างยักษ์ กระตุ้นซื้อผลไม้ไทย 5 หมื่นตัน สร้างรายได้เกษตร 2,690 ล้าน
เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมเร่งระบายผลผลิตผลไม้ไทย ผ่านแนวทางสร้าง Demand ใหม่ในตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยจับมือกับ 6 ค้าปลีกรายใหญ่ ได้แก่ โก โฮลเซลล์, บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์, โลตัส, เดอะมอลล์ กรุ๊ป, ท็อปส์ และ แม็คโคร เชื่อมโยงผลผลิตจากสวนเกษตรกรเข้าสู่ตลาดค้าปลีก ค้าส่ง และตลาดพรีเมียม พร้อมใช้พลังศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ขยายฐานผู้บริโภค โดยความร่วมมือสามารถเชื่อมโยงรับซื้อและกระจายผลไม้ไทยรวมกว่า 50,000 ตัน มูลค่ากว่า 2,690 ล้านบาท
“แนวทางบริหารจัดการผลไม้ปี 2569 ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มจุดขาย แต่ต้องการสร้างตลาดและผู้บริโภคกลุ่มใหม่ เพื่อให้ผลผลิตที่ออกจากสวนมีช่องทางรองรับที่หลากหลายและสามารถเข้าสู่ตลาดได้รวดเร็ว โดยวางกลไกเชื่อมโยงตั้งแต่ สวนเกษตรกร–ตลาดกลางสินค้าเกษตร–โมเดิลเทรด–ผู้บริโภค ให้เป็นห่วงโซ่เดียวกัน หัวใจสำคัญ คือ การใช้ศักยภาพของโมเดิลเทรด แต่ละรายให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคแตกต่างกัน ตั้งแต่ตลาดคนรุ่นใหม่ คนเมือง นักท่องเที่ยว ตลาดพรีเมียม ไปจนถึงตลาดผู้ประกอบการและธุรกิจบริการ ทำให้ผลไม้ไทยไม่ได้พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่สามารถกระจายเข้าสู่หลายช่องทางตลอดฤดูกาล”
นายฉันทพัทธ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน กรมเพิ่มมิติการตลาดด้วยการดึงศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์เข้ามาช่วยสร้างกระแสการบริโภค โดยมุ่งเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และฐานแฟนคลับซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อเปลี่ยนจากการประชาสัมพันธ์สินค้าไปสู่การสร้างความต้องการซื้อจริงในตลาด สำหรับเครือข่าย Modern Trade แต่ละรายได้วางกลยุทธ์แตกต่างกัน อย่าง โก โฮลเซลล์ ซึ่งเป็นห้างค้าส่งสินค้าพรีเมี่ยม ใช้ Entertainment Marketing ดึง “นอร์ท–อ๊อตโต้” สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ควบคู่กับการเชื่อมโยงรับซื้อสินค้าเกษตร ขณะที่ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ใช้ฐานลูกค้าคนเมืองและนักท่องเที่ยว พร้อมดึง “คอปเปอร์–ฟีฟ่า” ช่วยขยายการรับรู้และการบริโภคผลไม้ไทย

สำหรับ โลตัส มีจุดแข็งจากการมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 1,700 สาขา และนำจุดแข็งในฐานะ Smart Community Center เชื่อมผลไม้ไทยเข้ากับ Lifestyle ของคนเมือง โดยใช้ “แม้ก–ณฐ” เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกระแส ขณะที่ เดอะมอลล์ กรุ๊ป เน้น Value Creation ยกระดับผลไม้ไทยคัดคุณภาพเข้าสู่ Premium & Lifestyle Market พร้อม “ธีร์–เวฟ” สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผลไม้ไทยมีภาพลักษณ์มากกว่าสินค้าตามฤดูกาล
ขณะที่ ท็อปส์ ต่อยอดตลาด Everyday Premium และ Young Lifestyle ทำให้ผลไม้ไทยคุณภาพกลายเป็นทางเลือกในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการพัฒนาเกษตรกรและยกระดับสินค้าสู่ตลาดพรีเมี่ยม พร้อมใช้ Fan Engagement ผ่าน “ลาเต้–คิม” เชื่อมฐานแฟนคลับเข้ากับการซื้อจริง ขณะที่ แม็คโคร ซึ่งเป็นห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ที่ใหญ่ที่สุด ใช้ศักยภาพด้านค้าส่งและค้าปลีกเชื่อมตลาดทั้ง B2B และ B2C กระจายผลผลิตจากสวนไปยังร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจบริการ และผู้บริโภคทั่วไป พร้อม “ติวเตอร์–ยิม” ช่วยขยายกระแสสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่

“สิ่งที่กรมฯ ต้องการสร้างไม่ใช่เพียงยอดขายจากกิจกรรมระยะสั้น แต่คือการขยายฐานคนกินผลไม้ไทย ให้กว้างขึ้น เพราะเมื่อมีผู้บริโภคเพิ่มขึ้นและมีช่องทางตลาดรองรับหลากหลายขึ้น จะช่วยลดแรงกดดันด้านการระบายผลผลิตในช่วงที่ผลไม้ออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก ใช้ศักยภาพที่แตกต่างกันของแต่ละ Modern Trade มาต่อกันเป็นเครือข่าย ตั้งแต่ตลาดคนรุ่นใหม่ คนเมือง นักท่องเที่ยว ตลาดพรีเมียม ไปจนถึงตลาด B2B เมื่อแต่ละช่องทางช่วยกันสร้าง Demand ก็จะทำให้ผลผลิตจากเกษตรกรมีตลาดรองรับที่หลากหลายมากขึ้น”นายฉันทพัทธ์ กล่าว
นายฉันทพัทธ์ กล่าวว่า นอกจากการสร้างกระแสแล้ว Modern Trade ทั้ง 6 ราย ยังร่วมจัดโปรโมชั่น เพิ่มพื้นที่จำหน่าย และทำกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดฤดูกาล เพื่อเร่งการหมุนเวียนของผลไม้ไทยในตลาด ขณะเดียวกันหลายเครือข่ายยังร่วมกับกรมการค้าภายในในการเชื่อมโยงรับซื้อผ่านตลาดข้อตกลง และช่วยดูดซับผลผลิตในช่วงฤดูกาลผลไม้ด้วย กรมฯมองว่า กลไกดังกล่าวจะช่วยยกระดับการบริหารตลาดผลไม้ไทยจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การสร้างระบบตลาดที่มี Demand รองรับตั้งแต่ต้นทาง โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงขายผลผลิตให้หมด แต่ต้องทำให้ผลไม้ไทยสามารถเข้าสู่ตลาดได้หลายระดับ ทั้งตลาดทั่วไป ตลาดพรีเมียม ตลาดค้าส่ง และตลาดธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกร




