หน้าแรก เศรษฐกิจ ดีอี ถกเพิ่มโ...

ดีอี ถกเพิ่มโทษ บัญชีม้า ชงตัดสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค เผยน.ร.-น.ศ.ตกเป็นเหยื่ออื้อ

17.09.26 | 19:13 น.

ดีอี ถกเพิ่มโทษ ‘บัญชีม้า’ เล็งตัดสิทธิสวัสดิการรัฐ เดินหน้าสกัดบริษัทนอมินีโยงแก๊งสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 4/2569 และคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี น.ส.ชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง ธปท. ก.ล.ต. ปปง. ตร. สมาคมธนาคารไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม


สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีวาระหารือเพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดีอี สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ สพธอ. เพื่อยกระดับการทำงานร่วมกันและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและช่วยเหลือประชาชนจากภัยออนไลน์

น.ส.บุณย์ธิดากล่าวว่า ปัจจุบันพบว่า นักเรียน นักศึกษาเป็นอีกกลุ่มที่มีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหลอกเรื่องทุนการศึกษา หลอกเช่าหอพัก หรือการหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันต้องทำให้ข้อมูลเตือนภัยเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงและลงลึกถึงระดับชุมชน ทั้งนี้ เราสามารถนำกลไกแบบดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น โดยประสานความร่วมมือกับ กรมการปกครอง ผ่านกลไกการประชุมระดับอำเภอและการประชุมของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประจำทุกเดือนอยู่แล้ว โดยสามารถเชื่อมโยงเข้าถึงชุมชนกว่า 77,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ นำสื่อประชาสัมพันธ์และข้อมูลเตือนภัยจากตำรวจไซเบอร์ กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มารวบรวมและอัปเดตทุกเดือน เพื่อส่งต่อข้อมูลภัยรูปแบบใหม่ไปถึงประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการประสานความร่วมมือกับ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อสร้างการประชาสัมพันธ์การตระหนักรู้เรื่องภัยออนไลน์ไปยังสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ให้นักเรียนและนักศึกษา รู้เท่าทันกลโกงและสามารถป้องกันตัวเองได้

Advertisement

“ที่สำคัญ เราต้องไม่หยุดเพียงการส่งข้อมูลเท่านั้น แต่ต้องมีการติดตามและประเมินผลว่า สื่อประชาสัมพันธ์ หรือข้อมูลการสร้างความตระหนักรู้ได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงหรือไม่ และประชาชนสามารถนำข้อมูลไปใช้ป้องกันตนเองได้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้การประชาสัมพันธ์เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง และช่วยให้ประชาชนปลอดภัยจากการหลอกลวงออนไลน์ ผลความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม” น.ส.บุณย์ธิดากล่าว

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังติดตามแนวทางการดำเนินการตามมาตรการเก็บข้อมูลพิกัดภูมิศาสตร์ (Location) ในการทำธุรกรรมการเงิน รวมถึงการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ ศปอท. ภายใต้มาตรา 8/6 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและรับมืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงประเด็นสำคัญคือ การขับเคลื่อนกรอบยุทธศาสตร์ National Anti-Fraud Master Plan เพื่อบูรณาการระบบและกลไกของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ พร้อมพิจารณาหลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามมาตรา 8/5 (6) หรือประกาศรายชื่อบุคคลบัญชีม้า

สำหรับการประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรการรับมือภัยออนไลน์ของประเทศ โดยมุ่งเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อ สกัดกั้นเส้นทางอาชญากรรม ลดความเสียหาย และเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชนในการใช้บริการดิจิทัล อย่างเป็นรูปธรรม อีกหนึ่งประเด็นที่คณะกรรมการให้ความสำคัญคือปัญหาการใช้บริษัทนอมินีเป็นเครื่องมือสนับสนุนขบวนการอาชญากรรม ซึ่งจากหลายกรณีที่ปรากฏ พบความเชื่อมโยงของนิติบุคคลบางแห่งกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ ทั้งในด้านการทำธุรกรรม การเคลื่อนย้ายเงิน และการอำพรางผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

น.ส.บุณย์ธิดากล่าวว่า ในส่วนของปัญหาบัญชีม้า ที่ประชุมยังหารือถึงแนวทางเพิ่มมาตรการสำหรับผู้ที่ถูกพิสูจน์และมีคำตัดสินว่าเป็นบัญชีม้า หลังพบว่าจำนวนบัญชีม้ามีแนวโน้มลดลง แต่ยังจำเป็นต้องมีมาตรการเพิ่มเติม ซึ่งกระทรวงดีอีได้หารือกับกระทรวงการคลังเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการกำหนดมาตรการด้านสิทธิสวัสดิการภาครัฐเพิ่มเติมจากบทลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งอาจรวมถึงการพิจารณาตัดสิทธิสวัสดิการบางประเภท เช่น สิทธิการรักษาพยาบาลตามโครงการบัตรทอง 30 บาท ทั้งนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและหารือแนวทางที่เหมาะสม

“หากยังยอมขายบัญชีธนาคารเพื่อแลกกับเงิน คนเหล่านี้ไม่ควรได้รับสวัสดิการจากภาครัฐซึ่งมีเป็นร้อยรายการ โดยอาจรวมถึงสิทธิในการเข้ารักษาพยาบาลบัตรทอง 30 บาทด้วย” น.ส.บุณย์ธิดากล่าว

น.ส.บุณย์ธิดากล่าวต่อว่า ดังนั้น กระทรวงดีอีจะเร่งประสานความร่วมมือกับ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย รวมถึงกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการข้อมูล ตรวจสอบนิติบุคคล โครงสร้างผู้ถือหุ้น ธุรกรรมและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนติดตามความเชื่อมโยงของบริษัทที่มีพฤติการณ์น่าสงสัย เพื่อนำไปสู่การดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

“เราต้องไม่หยุดเพียงการจับกุมมิจฉาชีพที่อยู่ปลายทาง แต่ต้องตัดวงจรและโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ให้บริษัทนอมินีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนขบวนการ Scam และอาชญากรรมออนไลน์ในประเทศไทย” น.ส.บุณย์ธิดากล่าว