หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.ชี้เงินเฟ้...

พณ.ชี้เงินเฟ้อ ต.ค.พุ่ง 3.90% สูงสุดรอบ 45 เดือน เหตุน้ำมันแพง-ท่วม ซ้ำหนี้พุ่งฉุดเชื่อมั่นดิ่ง

7.11.26 | 06:00 น.

พณ.ชี้เงินเฟ้อ ต.ค.พุ่ง 3.90% สูงสุดรอบ 45 เดือน เหตุน้ำมันแพง-ท่วม ดันราคาผักสด-อาหารบางกลุ่มสูงขึ้น ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคหดตัว เหตุหนี้ครัวเรือนสูง

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่ว(เงินเฟ้อ) เดือนตุลาคม 2569 เท่ากับ 103.90 สูงขึ้น 3.90% เทียบเดือนตุลาคมปีก่อน และสูงขึ้น 0.94% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเงินเฟ้อสูง 3.90% นับว่าเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 45 เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 โดยปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น 29.18 % และสูงขึ้นทุกชนิดเมื่อเทียบเดือนเดียวกันปีก่อน รวมถึงราคาผักสดและอาหารบางกลุ่มสูงขึ้นในช่วงน้ำท่วม


ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน(หักกลุ่มพลังงานและอาหาร) สูงขึ้น 1.58% ทำให้ 10 เดือนแรกปี 2569 เงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยสูงขึ้น 1.77% และเงินเฟ้อพื้นฐานสูงขึ้น 1.06%

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า รายการสินค้าที่ใช้ในการคำนวณเงินเฟ้อ 464 รายการ ในเดือนตุลาคม สินค้าราคาสูงขึ้น 306 รายการ ไม่เปลี่ยนแปลง 30 รายการ และลดลง 128 รายการ โดยหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 4.26% เร่งจากเดือนกันยายนที่ 3.07% ขณะที่หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 3.66% จากเดือนก่อนที่ 2.67%

นายนันทพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า สนค.ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน 5,585 รายทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนตุลาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 46.5 ปรับลดลงจากระดับ 48.9 ในเดือนก่อนหน้า และอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 50 โดยความเชื่อมั่นยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการของภาครัฐที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและสนับสนุนรายได้ของผู้ประกอบการรายย่อย

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ภาระค่าใช้จ่ายและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นข้อจำกัดในการฟื้นตัวของกำลังซื้อและการบริโภค ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และการค้าโลก รวมถึงอุทกภัยที่ผ่านมากระทบต่อรายได้การประกอบอาชีพ และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูความเสียหาย ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคมปรับลดลง

ร.อ.หญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ผ่านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูง โดยมุ่งเน้นการผลักดันปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ และการแพทย์แม่นยำ สู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุขทั่วประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและอายุยืนแห่งเอเชีย โดยตั้งเป้าหมายสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.5 ล้านล้านบาท ภายในปี 2575

โดยการขับเคลื่อนครั้งนี้ เป็นผลสรุปจากการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทย ครั้งที่ 1 ซึ่งเห็นชอบแนวทางการพัฒนาประเทศสู่ Scientific Wellness Economy ผ่าน 3 เสาหลักยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. การพัฒนาระบบตรวจวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึกและบริการป้องกันโรค 2. การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการฟื้นฟูสุขภาพ และ 3. การเร่งรัดนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เป็นของคนไทย