
ปธน.อินโด ปลดฟ้าผ่าขุนคลัง หลังปท.ยังจมวิกฤตศก. ตั้งมือรองกุมบังเหียนแทน
เมื่อวันที่ 14 กันยายน สำนักงานประธานาธิบดีอินโดนีเซียแถลงว่า ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้สั่งปลดนายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และได้แต่งตั้งนายซูอาฮาซิล นาซารา รัฐมนตรีช่วยฯ ขึ้นเป็นขุนคลังคนใหม่แทน การผลัดเก้าอี้ครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ อินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและนักวิเคราะห์เป็นอย่างมาก
นายซูอาฮาซิล ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังมาตั้งแต่ปี 2019 เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลเพื่อร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง ขณะที่นายปูร์บายา วัย 61 ปีถูกพบเห็นว่าได้ออกจากทำเนียบรัฐบาลไปกลางคันระหว่างการประชุมรัฐสภา โดยขุนคลังอินโดนีเซียคนใหม่กล่าวหลังรับตำแหน่งว่า สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการบริหารงบประมาณแผ่นดินให้น่าเชื่อถือ ซึ่งเขามุ่งมั่นที่จะรักษาระดับการขาดดุลงบประมาณให้ต่ำกว่าเพดานตามกฎหมาย ที่ 3% ของจีดีพี
“ผมจะยังคงบริหารงบประมาณแผ่นดินอย่างน่าเชื่อถือ สร้างความมั่นใจในการสื่อสารกับประชาชนอย่างน่าเชื่อถือ และจะทำให้แน่ใจว่าการดำเนินการภายใต้งบประมาณของรัฐนั้น ช่วยสนับสนุนโครงการสำคัญของรัฐบาล” ขุนคลังคนใหม่กล่าว
คำสั่งปลดฟ้าผ่านายปูร์ยบายาพ้นขุนคลังมีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากเขาดำรงตำแหน่งนี้มาครบ 1 ปี โดยในช่วงที่เขาอยู่ในตำแหน่งนั้น อินโดนีเซียเต็มไปด้วยวิกฤตเศรษฐกิจหลายประการ รวมถึงค่าเงินรูเปียห์ที่ตกลงอย่างรวดเร็วและการขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้นโยบายอัดฉีดสภาพคล่องอย่างรวดเร็วเข้าสู่ระบบธนาคารเพื่อกระตุ้นการเติบโตนั้นยังสร้างความขัดแย้งกับธนาคารกลางด้วย
กรณีความขัดแย้งล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับนายปูร์บายาคือการประกาศอย่างกะทันหันว่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ”ดานันทารา อินโดนีเซีย” จะโอนกำไรจำนวน 120 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 2.26 แสนล้านบาทให้กับรัฐบาลเพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายการขาดดุลทางการคลังในปีนี้ อย่างไรก็ดีซีอีโอของกองทุนดานันทาราเปิดเผยในเวลาต่อมาว่าไม่มีการหารือเกี่ยวกับแผนดังกล่าว
ขณะที่สถาบันจัดอันดับเครดิต 2 แห่งได้ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของอินโดนีเซียจากบวกเป็นลบในปีนี้ โดยอ้างถึงความไม่แน่นอนทางนโยบายและแผนการใช้จ่ายทางการคลัง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อเศรษฐกิจอินโดนีเซียซึ่งมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นหนึ่งในกลุ่ม G20


