ไบแนนซ์ โล่งอก! ยอดถอนสินทรัพย์เริ่มทรงตัว ยอดฝากสูงมาก หลังถูกโจรกรรมไปกว่า 2 แสนล้าน
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า จากกรณีที่ไบแนนซ์ (Binance) แพลตฟอร์มการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี หรือเงินสกุลดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกแฮกสินทรัพย์ไปราว 6,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.12 แสนล้านบาท) เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จนต้องปิดการซื้อขายไป ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ได้เปิดให้ลูกค้าสามารถถอนสินทรัพย์ได้ตามปกติแล้ว ซึ่งไบแนนซ์แจ้งว่า ลูกค้าของไบแนนซ์ ได้ถอนสินทรัพย์ออกไปแล้วรวม 3,640 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.23 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็น 2.1 เปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์ทั้งหมด
ไบแนนซ์ พยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยระบุว่า ยอดการถอนสินทรัพย์เริ่มทรงตัว หลังจากพุ่งสูงขึ้นในช่วงแรก ขณะที่ปริมาณการฝากเงินยังคงอยู่ในระดับที่ “สูงมาก” แม้จะเกิดเหตุการณ์ที่นักวิเคราะห์มองว่า อาจเป็นการโจรกรรมเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกก็ตาม
ทั้งนี้ ราคาบิตคอยน์ (BTC) ซึ่งร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้ฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงสุดสัปดาห์ โดยกลับมาซื้อขายในระดับสูงกว่า 78,00 ดอลลาร์สหรัฐ ในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน ส่วน อีเธอร์ (ETH) ซึ่งแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือนเมื่อวันศุกร์ ก็ฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย มาอยู่ที่ 2,287 ดอลลาร์สหรัฐ
ไบแนนซ์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับซื้อ ขาย และแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล มีผู้ใช้งานลงทะเบียนทั่วโลกถึง 335 ล้านคน โดยทางแพลตฟอร์มระบุเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายนว่า ณ วันที่ 28 ตุลาคม มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแลรวมทั้งสิ้น 171,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เหตุการณ์โจรกรรมที่เกิดขึ้นกับไบแนนซ์ครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ล่าสุดในบรรดาคดีโจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซี ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากทีมนักวิจัยของ TRM Labs ระบุว่า ปีที่แล้วมีเหตุการณ์โจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซี เกิดขึ้นเกือบ 150 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 2,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ข่าวระบุว่า ระดับการถอนเงินถือเป็นบททดสอบเบื้องต้นว่า ลูกค้ายังคงให้ความไว้วางใจไบแนนซ์ ในการฝากเงินไว้กับแพลตฟอร์มหรือไม่ หลังจากเกิดเหตุโจมตี โดยทางไบแนนซ์ระบุว่า ได้ชดเชยสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปแล้วถึง 95 เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้ มูลค่าตามราคาตลาด ของเหรียญสเตเบิลคอยน์ หรือสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ มักจะปรับตัวลดลงในช่วงที่มีเงินไหลออกจากตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นนับตั้งแต่ช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา ข้อมูลจาก Coinmarketcap.com ระบุว่า มูลค่ารวมของสเตเบิลคอยน์สองสกุลใหญ่ที่สุด อย่าง USDT และ USDC ได้ลดลงไปประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ไบแนนซ์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในประเทศจีน ระบุว่า ได้ชดเชยคริปโทเคอร์เรนซีที่ถูกขโมยไปมูลค่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยใช้เงินทุนของบริษัทเองในการจัดซื้อโทเคนมาทดแทน ส่วนโทเคนที่ถูกขโมยไปอีก 5 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำกว่า ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการจัดหามาทดแทน
ซึ่งแม้จะมีมาตรการดังกล่าว แต่ผู้ใช้งานบางรายก็กำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยง
โดยไบแนนซ์ ระบุว่า จะทยอยเปิดให้ถอนเงินเป็นระยะ โดยให้ความสำคัญกับความต้องการผู้ใช้งานเป็นหลัก ในระยะแรกจะครอบคลุมโทเคน 15 รายการ รวมถึง Bitcoin, Ether, เหรียญ Stablecoin อย่าง USDC และ USDT รวมถึง Dogecoin
ไบแนนซ์ ระบุบน X ก่อนหน้านี้ว่า “เราใช้วิธีทยอยดำเนินการโดยจัดลำดับความสำคัญของโทเคนต่างๆ ตามข้อมูลความต้องการของผู้ใช้งานในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา” และว่า “ขอให้มั่นใจได้ว่าสภาวะตลาดในขณะนี้ยังคงมีความมั่นคง”



