เจาะปรากฏการณ์ ‘ยุคทองกาแฟไทย’ สเปเชียลตี คอฟฟี่ สร้างมูลค่าทะลุ 3 หมื่นล้าน
จากเครื่องดื่มในชีวิตประจำวันอย่าง “กาแฟ” กำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าจับตามองของไทย โดยเฉพาะกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ที่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องรสชาติ หากแต่เชื่อมโยงไปถึงคุณภาพของเมล็ดกาแฟ กระบวนการผลิต เกษตรกร ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับที่มาและเรื่องราวของกาแฟมากขึ้น
ณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย เปิดเผยว่า ตลาดกาแฟไทยมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2567 คนไทยบริโภคกาแฟเฉลี่ย 1.7 แก้วต่อคนต่อวัน เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากในอดีต และยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมากเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำด้านการบริโภคกาแฟ
ที่น่าสนใจคือ แม้กาแฟพิเศษจะมีสัดส่วนเพียง 16% ของปริมาณการบริโภคกาแฟทั้งหมด แต่กลับสร้างมูลค่าถึง 48% ของตลาดรวม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 28,000-30,000 ล้านบาท และมีอัตราเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 15% ต่อปี

การเติบโตดังกล่าวยังสะท้อนผ่านจำนวนผู้เล่นรายใหม่ในตลาด ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเครื่องดื่มใหม่ 310 ราย เพิ่มขึ้น 3.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มีทุนจดทะเบียนราว 1-3 ล้านบาท
แต่สิ่งที่ทำให้ช่วงเวลานี้ถูกมองว่าเป็น “ยุคทองของกาแฟพิเศษไทย” ไม่ได้อยู่เพียงที่ขนาดของตลาด หากยังอยู่ที่คุณภาพของผลผลิตซึ่งพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการประกวดสุดยอดเมล็ดกาแฟพิเศษไทย ครั้งที่ 13 ประจำปี 2569 ซึ่งจัดโดยสมาคมกาแฟพิเศษไทย พบว่า จากเมล็ดกาแฟที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 296 ตัวอย่าง มี 48 ตัวอย่างที่ผ่านเข้าสู่กลุ่มเมล็ดกาแฟที่ดีที่สุดแห่งปี และในจำนวนนี้มีถึง 8 ตัวอย่างที่ทำคะแนน Cupping Score ได้ทะลุ 90+ ซึ่งเป็นระดับที่สามารถเทียบเคียงกับแหล่งปลูกชั้นนำของโลก
ณัฏฐ์ฐิติระบุว่า พัฒนาการดังกล่าวเป็นผลจากเกษตรกรรุ่นใหม่ที่นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ กระบวนการหมัก หรือ Processing รวมถึงพันธุศาสตร์ เข้ามาพัฒนาผลผลิตอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันยังมีการขยายความหลากหลายของสายพันธุ์มูลค่าสูง เช่น Gesha, Java, Typica และ Bourbon ทำให้กาแฟไทยมีเอกลักษณ์และศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น

ด้าน ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด มองว่า การเติบโตของกาแฟพิเศษไทยเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายระดับ ตั้งแต่เกษตรกรที่พัฒนาคุณภาพผลผลิต ผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับสินค้าและบาริสต้า ไปจนถึงผู้บริโภคที่เข้าใจคุณค่าของกาแฟไทยมากขึ้น การเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำจึงกลายเป็นจุดแข็งสำคัญของไทย เพราะกาแฟหนึ่งแก้วไม่ได้เกิดขึ้นจากคนเพียงคนเดียว แต่เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของเกษตรกร นักพัฒนากาแฟ โรงคั่ว บาริสต้า เจ้าของร้าน และผู้บริโภค
การเติบโตของตลาด คุณภาพเมล็ดกาแฟ ไปจนถึงพลังของคนทั้งห่วงโซ่ กำลังถูกนำมารวมไว้ในพื้นที่เดียวผ่าน Thailand Coffee Fest 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 10 โดยสมาคมกาแฟพิเศษไทยร่วมกับ The Cloud ภายใต้แนวคิด “Made by All of Us” ที่สะท้อนว่าเบื้องหลังกาแฟหนึ่งแก้วไม่ได้มีเพียงผู้ปลูกหรือผู้ชง หากแต่เกิดจากคนหลากหลายบทบาทที่ร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ตั้งแต่เกษตรกร นักพัฒนากาแฟ โรงคั่ว บาริสต้า เจ้าของร้าน ไปจนถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะการที่เมล็ดกาแฟไทยสามารถทำคะแนน Cupping Score ทะลุ 90+ ได้ถึง 8 ตัวอย่างจากการประกวดสุดยอดเมล็ดกาแฟพิเศษไทย ครั้งที่ 13
โจทย์ต่อจากนี้คือการทำให้การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสร้างคุณค่าให้กับทุกคนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ



