หลอมรวมความผูกพัน ก้าวสู่หน้าประวัติศาสตร์ใหม่ ดุสิตธานี
ดุสิตธานี – นับตั้งแต่วันแรกที่โรงแรมดุสิตธานีได้เปิดให้บริการ จนกระทั่งถึงวันที่ดุสิตธานีพร้อมปิดประวัติศาสตร์บทแรก ทุบตึกปิดปรับปรุง เพื่อ “เปลี่ยนผ่าน” สู่การเดินทางบทใหม่ ที่มีกำหนดการเผยโฉมใหม่ในอีก 4 ปีข้างหน้า ต่างได้บันทึกเรื่องราวเอาไว้มากมาย ตลอดระยะเวลากว่า 5 ทศวรรษที่ผ่านมา
ซึ่งการ “เปลี่ยนแปลง” ดังกล่าวก็นำมาทั้งความเสียดาย ซาบซึ้ง และยินดี ปะปนกันไป
ด้วย “ดุสิตธานี” เป็นสถานที่ที่บรรจุ “ความทรงจำของใครหลายคน” โดยเฉพาะบรรดาเซเลบริตี้ที่มีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้น ต่างแต่งสูทผูกเนกไท และสวมชุดราตรีสุดหรูเข้าร่วมงาน “ผูกพันด้วยใจ ก้าวไปกับดุสิต” เพื่อร่วมย้อนรำลึกความทรงจำอย่างคับคั่ง ณ ห้องนภาลัย บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ
ชนินทธ์ โทณวณิก รองประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.ดุสิตธานี กล่าวว่า งานในครั้งนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพื่ออำลาโรงแรมดุสิตธานี แต่จัดขึ้นเพื่อขอบคุณที่ทุกคนให้การสนับสนุนโรงแรมดุสิตธานีอย่างดีมาโดยตลอด และเพื่อบอกกล่าวกันว่า “โรงแรมดุสิตธานียังจะไม่ไปไหน” เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในด้านการตลาดและผู้แข่งขัน ซึ่งตึกที่มีอายุร่วม 50 ปี ก็จะมีปัญหาอยู่บ้าง โดยใน 4 ปีข้างหน้าจะได้พบกับ “โรงแรมดุสิตธานีโฉมใหม่” ที่ยังคงใช้ปรัชญาในการบริหาร ออกแบบ และการดูแลเรื่องการบริการเหมือนเดิม
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดุสิตธานี กล่าวว่า ในปีที่โรงแรมดุสิตธานีย่างเข้าสู่ปีที่ 50 นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะก้าวเข้าสู่บทใหม่ ซึ่งก็ไม่ลืมเอกลักษณ์และตัวตนของความเป็นดุสิต โดยจะเก็บรักษาเอาสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่ดีเหล่านี้ไปไว้ที่โรงแรมดุสิตธานีแห่งใหม่ อาทิ ยอดสีทองของโรงแรม น้ำพุและน้ำตกที่อยู่กลางโรงแรม ล็อบบี้ ต้นไม้และแลนด์สเคป ตลอดจนสิ่งสำคัญอย่างงานประติมากรรม งานศิลปกรรม และงานสถาปัตยกรรม จะถูกเก็บเอาไว้หมด
“ในขณะเดียวกันก็ต้องเติมในสิ่งที่เป็นความใหม่ ทันสมัย ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในโลกปัจจุบันและอนาคต ซึ่งไม่ง่ายเลย แต่เราก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำออกมาให้สำเร็จ เป็นความผสมผสานระหว่างความเป็นดุสิตธานีและความทันสมัยที่จะเกิดขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้า” ศุภจีกล่าว





ด้านเซเลบคนดังที่มีความผูกพันกับโรงแรมดุสิตธานี ก็ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความทรงจำที่มีต่อโรงแรมแห่งนี้
เริ่มที่ ใหญ่-อมาตย์ นิมิตภาคย์ ช่างภาพชื่อดังของเมืองไทย เป็นอีกหนึ่งคนที่ “ฝังราก” การทำงานอยู่ที่โรงแรมดุสิตธานี ด้วยต้องเป็นช่างภาพถ่ายประจำงานแฟชั่นโชว์ ณ ห้องนภาลัย และห้องเทียร่า อยู่เป็นระยะเวลากว่าสิบปี เผยว่า สมัยก่อนเวลาจัดแฟชั่นโชว์ใหญ่ๆ ก็ต้องจัดที่ดุสิตธานี ซึ่งงานมีทุกวัน ก็เลยต้องมาทุกวัน จนรู้สึกเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง และถ้าไม่มาทำงานเจ้าตัวก็มักจะมารีแล็กซ์กับดิสโก้เทคอยู่บ่อยๆ
แต่กระนั้นดูเหมือนว่า “ความผูกพัน” ระหว่างตากล้องชื่อดังกับดุสิตธานี จะเริ่มตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก เพราะแม้บ้านของเขาจะอยู่แถวหัวลำโพง แต่เมื่อมองมาก็ยังคงเห็น “ยอดชฎา” ของดุสิตธานีเรียกว่า “โดดเด่น” ที่สุด ณ ตอนนั้น และก็ยังต้องมองทุกวัน เพราะยามไปโรงเรียนก็ต้องขับรถผ่าน
“การปรับปรุงของดุสิตธานีครั้งนี้ รู้สึกยินดีด้วยอย่างยิ่ง เพราะว่าดุสิตธานีก็ต้องพัฒนาตามกระแสโลก ซึ่งอาจจะดีกว่าเก่า ได้ข่าวว่าจะทำใต้ดินด้วย ก็น่าจะสวยงามและกลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เพราะตรงนี้ก็ติดกับสวนลุมพินีด้วย เปรียบได้กับเป็นเซ็นทรัล พาร์คของนิวยอร์ก” ช่างภาพชื่อดังกล่าวพร้อมรอยยิ้ม และว่า
“4 ปี เดี๋ยวนี้ผ่านไปไว ดุสิตธานี โฉมใหม่จะเป็นอย่างไร เดี๋ยวก็ได้เห็นกัน”
ขณะที่ เป๊ะ-กนิษฐ์ สารสิน พิธีกรและนักแสดงชื่อดัง ซึ่งควงคู่มาพร้อมภรรยาคนสวย เอ๋ม-อมรา สารสิน เผยถึงความผูกพันที่มีมาตั้งแต่เด็กว่า เวลาเป็นเด็กก็มักจะหาอะไรเล่น ซึ่งบ้านก็อยู่ใกล้ ก็เลยชอบมาวิ่งเล่นและเล่นกับช้างที่หน้าโรงแรม ซึ่งหากให้พูดถึงเสน่ห์ของดุสิตธานีก็คงต้องกล่าวถึง “โรงแรมไทยในระดับสากล” เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย เป็นเอกลักษณ์ของไทย
“มุมนึงก็ใจหายนะที่ตึกที่เห็นมาตลอดหลายปีจะถูกทุบ ไม่มีแล้ว แต่ทุกอย่างก็ต้องพัฒนาต่อไป จะให้อยู่อย่างเดิมก็ลำบาก” กนิษฐ์กล่าวพร้อมเล่าเรื่องวัยเด็กอย่างอารมณ์ดีว่า
“เอกลักษณ์ของดุสิตธานีที่ทุกคนจำได้คือ ยอดชฎาที่แหลมๆ ซึ่งผมก็มีความผูก “พัน” จริงๆ กับตรงนี้ เพราะตอนเป็นเด็กเคยเล่นว่าว และว่าวไปพันรอบส่วนปลายแหลมเอาไว้ ก็ต้องปล่อยให้ว่าวขาดไป” ฟังแล้วก็ต้องยกนิ้วให้ เพราะ ผูก “พัน” มากจริงๆ


มาต่อที่เซเลบริตี้สาว เปิ้น-อภิชา เลาหพงศ์ชนะ ที่เรียกว่าเป็นแขกพ่วงด้วยตำแหน่งลูกค้าเจ้าประจำของที่นี่ เธอเล่าว่า ครอบครัวของเธอจะต้องมารับประทานอาหารกลางวันร่วมกันทุกวันอาทิตย์ของเดือน โดยคุณแม่จะพามาประมาณเดือนละ 1-2 ครั้ง โดยร้านโปรดของครอบครัวคือร้านอาหารญี่ปุ่น “โชกุน” ก่อนจะสลับหมุนเวียนไปตามร้านอื่นๆ เช่น ร้านอาหารไทย เวียดนาม แต่กระนั้นตั้งแต่เด็กจนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จนกระทั่งปัจจุบันครอบครัวของเธอก็ยังคง “ฝากท้อง” ไว้ที่ห้องอาหารภายในโรงแรมแห่งนี้
โดยเมนูโปรดที่เซเลบสาวใช้คำว่า “เสพติด” จนต้องซื้อกลับบ้านทุกครั้ง คือ แซนด์วิชกุ้งและสังขยามะพร้าวอ่อน เพราะอร่อยเด็ดถูกปากมากๆ เรียกว่าเป็นลูกค้าเจ้าประจำที่พนักงานต่างจำได้ !
นอกจากนี้ในสมัยที่ยังเป็นเด็ก เธอมีโอกาสเข้าร่วมการจิบน้ำชายามบ่าย ก่อนชมแฟชั่นโชว์เป็นเพื่อนคุณแม่อยู่บ่อยๆ โดยภายในงานก็จะมีลูกโป่งเอาไว้ให้เด็กๆ ได้เล่น อีกด้วย
ซึ่งทั้งหมดนี้คือ “ความทรงจำที่ดี” ของเธอ โดยเธอเชื่อว่าในอีก 4 ปีข้างหน้าจะได้เห็นดุสิตธานีในโฉมใหม่ที่ยังคงมีกลิ่นอายที่คุ้นเคย “เหมือนกับครอบครัว”
“ในอีก 4 ปีข้างหน้าจะได้เห็นดุสิตธานีในโฉมใหม่ ต้องกล่าวก่อนว่าเปิ้นผูกพันกับดุสิตธานีไม่เพียงแค่เรื่องรูปลักษณ์ของตึก แต่ผูกพันกับความรู้สึกว่า นี่คือบ้านอีกหลังของเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากสัมผัสในดุสิตธานี โฉมใหม่จึงเป็นความรู้สึกที่เมื่อเดินเข้าไปแล้วเรารู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน ให้ความรู้สึกคุ้นเคย เพราะว่านอกจากคุณพ่อคุณแม่จะพาเปิ้นมาตั้งแต่เด็กแล้ว น้องชายเปิ้นยังแต่งงานที่นี่ด้วย พอมีหลานก็พาหลานมากินข้าวที่นี่ ครอบครัวเราจึงผูกพันกับดุสิตธานีมาก” อภิชากล่าวด้วยรอยยิ้ม
ปิดท้ายด้วย พิม-ศิรินันท์ โทณวณิก ทายาทรุ่นใหม่ของเครือดุสิตธานี ลูกสาวของ ชนินทธ์ โทณวณิก ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ดุสิตธานี เผยว่า หลายคนอาจจะบอกว่า “โรงเรียน” เปรียบได้กับบ้านที่สองของตัวเอง แต่กับเธอแล้ว “โรงแรมดุสิตธานี” คือบ้านหลังที่ 2 ซึ่งอาจจะเป็นบ้านที่หลังใหญ่หน่อย เพราะมีคนเข้าออกมากมาย วิ่งเล่นที่นี่ตั้งแต่เด็ก พนักงานก็คุ้นเคยกันดี เหมือนเลี้ยงเธอมา
ในฐานะของทายาทผู้บริหารโรงแรมดุสิตธานี ศิรินันท์กล่าวว่า ดีใจและภาคภูมิใจมากที่โรงแรมเป็นที่รู้จักทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะเธอไม่ได้มองว่าดุสิตธานีเป็นแค่โรงแรมของคนไทย แต่ดุสิตธานีเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ได้ป่าวประกาศความเป็นไทยออกไปให้ทั่วโลกได้รู้จัก ให้นักท่องเที่ยวรู้ว่านี่คือวัฒนธรรมของคนไทย เวลาเขาไปที่ไหนเขาเล่าต่อได้ว่า อาหารไทยอร่อยมาก วัฒนธรรมไทย สถาปัตยกรรมไทย งดงามยังไง ภาคภูมิใจตรงนี้ ตรงที่เราสามารถนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ออกไปทั่วโลกได้
“อีก 4 ปี ทุกคนจะได้พบกับดุสิตธานีในโฉมใหม่ พิมอาจจะได้เข้ามาช่วยงานที่โรงแรม กลับมาช่วยดูแลเรื่องบัญชีและงานบริหารทั่วไป ส่วนปัจจุบันก็ทำบริษัทเกี่ยวกับไอทีอยู่ ซึ่งครอบครัวโอเพ่นมาก เขาเปิดโอกาสให้ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อนกลับมาทำงานกับที่บ้าน เผื่อจะได้ไอเดียมาใช้ในการพัฒนาโรงแรม เพราะในโลกยุคใหม่ก็หนีไม่พ้นดิจิทัล” ศิรินันท์กล่าว และทิ้งท้ายว่า
“อยากจะขอบคุณที่แฟนๆ ชื่นชอบในความเป็นโรงแรมดุสิตธานี แต่ทุกอย่างต้องเคลื่อนไปข้างหน้า อย่าลืมเตรียมพบกับดุสิตธานีโฉมใหม่ในอีก 4 ปีข้างหน้า”



ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– เปิดใจ ‘ชนินทธ์ โทณวณิก’ กัดฟันทุบ ‘ดุสิตธานี’ ปิดตำนานโรงแรมสัญชาติไทย 49 ปี
– งานศิลปะล้ำค่า บนห้องอาหารเบญจรงค์ มาสเตอร์พีซ ‘ท่านกูฏ’ ประวัติศาสตร์อีกหน้า ‘ดุสิตธานี’

