อย่าปล่อยให้ ‘เมกุมิ’ ต้องสู้เพียงลำพัง
“มีหลายคนบอกกับฉันว่า ไม่กลัวเหรอ บางคนอาจจะเป็นคนไม่ดี จะถูกทำร้ายเอาได้ แต่ฉันไม่กลัว ฉันไม่เคยกลัวความตาย แต่สิ่งที่กลัวที่สุดคือการสูญเสียความเชื่อมั่นในความถูกต้อง”
เมกุมิ โมริโมโตะ นักศึกษาหญิงชาวญี่ปุ่นเผย หลังมีผู้บันทึกเหตุการณ์ขณะที่เธอห้ามปรามผู้ใช้จักรยานยนต์บนทางเท้าด้วยความกล้าหาญ บริเวณแยกลำสาลี บางกะปิ กรุงเทพมหานคร ด้วยต้องการให้ผู้ขับขี่เคารพกฎหมาย แม้ว่าในบางครั้งจะถูกผู้ขับขี่บางส่วนแสดงอาการไม่พอใจ รวมไปถึงเกิดการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น เธอก็ยังยึดมั่นในความถูกต้อง และปฏิบัติดังเดิม
เรียกเสียง “ชื่นชม” และ “คำขอบคุณ” จากโลกออนไลน์อย่างล้นหลาม เพราะสิ่งที่เธอทำ ได้กลายเป็น “แบบอย่างที่ดี” ให้แก่สังคม
หากกฎเหล็กของการเป็น “ฮีโร่” คือ “ความกล้า” ยืนหยัด และเชื่อมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง
“เมกุมิ โมริโมโตะ” หรือ “มะลิซัง” ก็คือฮีโร่ของผู้ใช้งานบนทางเท้า

ปฐมบท
จากฮิโรชิมา สู่ เมืองฟ้าอมร
จากชานเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น เมกุมิ ในวัย 48 ปี เดินทางมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นในปีถัดมาเธอก็ตัดสินใจที่จะมา “ศึกษาต่อ” ที่ประเทศไทยอย่างจริงจัง
“จริงๆ ฉันเกิดที่ไทย ที่กรุงเทพมหานคร แต่ไปโตที่ญี่ปุ่น ไปที่นั่นตั้งแต่ยังเป็นทารก จากนั้นก็ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นมาโดยตลอด” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงสดใส และเผยถึงแรงบันดาลใจในการเดินทางอันน่าตื่นเต้นของเธอว่า
“เริ่มแรกฉันรู้สึกอยากจะท่องเที่ยวไปในประเทศต่างๆ จึงเดินทางไปเที่ยวประเทศแคนาดา ประมาณ 10 วัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าวิถีชีวิตของคนที่นั่นแตกต่างจากวิถีชีวิตอันเคยชินของฉัน โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ผู้คนที่นั่นรับประทานขนมปังเป็นหลัก แต่ฉันรักในการทานข้าวเป็นมื้อหลัก จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ฉันปักหลักที่ประเทศไทยเพราะฉันรักอาหารไทย คนไทยใจดี และมีสาขาวิชาที่ฉันสนใจเปิดให้เรียนด้วย” เมกุมิเล่าอย่างอารมณ์ดี
ขณะที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น เมกุมิมีประสบการณ์การทำงาน 2 ปี ในบทบาทของ “เจ้าหน้าที่แผนกบริหารงานบุคคล” ฝ่ายบริหารกิจการ ที่สำนักอธิบดี กระทรวงการคลัง ประเทศญี่ปุ่น กระนั้นเธอรู้สึกว่ายังไม่ใช่งานที่ใช่ เพราะเธอชื่นชอบการเป็น “ครู” มากกว่า จึงตัดสินใจประกอบอาชีพครูในวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป และวิชาเกษตรศาสตร์ สอนเด็กมัธยมปลายของโรงเรียนแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น
และดังคำที่ว่า “การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด” และ “ไม่มีใครแก่เกินเรียน” แม้ว่าจะมีอายุ 55 ปีแล้ว แต่เมกุมิ ยังมีไฟในการเรียน
“ตอนแรกที่ตั้งใจมาเรียน ฉันเกรงใจมาก เพราะไม่รู้ว่าเขาจะเปิดรับไหม และฉันก็อายุมากแล้ว แต่ฉันเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์ที่มีคุณลุงวัย 70 ปี ไปสมัครเรียนวิชาดนตรี ฉันก็คิดว่าฉันเองยังอายุไม่ถึง 60 ปี ทำไมจะเรียนไม่ได้ คุณลุงจึงกลายเป็นแรงผลักดันสำหรับฉัน” นักศึกษาน้องใหม่กล่าวและเล่าต่อว่า
“ก่อนหน้านี้ฉันเรียนคณะศึกษาศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพมหานคร เรียนจนกระทั่งใกล้จะจบเหลือเพียงแค่สอบไฟนอลอีกครั้ง แต่ต้องประสบอุบัติเหตุเนื่องจากมีการวางป้ายโฆษณาบนทางเท้าจนไม่เหลือที่ให้เดิน ฉันจึงต้องลงเดินบนพื้นถนนที่ไม่ค่อยดีแล้วเกิดล้มจนกระดูกที่ข้อเท้าหัก ต้องได้รับการผ่าตัด แต่ก็กลัวเพราะเพื่อนสนิทของฉันเคยผ่าตัดแล้วเสียชีวิต กลายเป็นรอยแผลที่ทำให้ฉันไม่กล้าผ่าตัด ฉันจึงต้องอาศัยไม้เท้าในการช่วยเดิน และอุบัติเหตุครั้งนั้นก็ทำให้ฉันไม่สามารถไปสอบได้ จึงต้องสละสิทธิในการสอบไป”
นอกจากนี้เรื่อง “ระยะเวลาในการเดินทาง” ไปเรียน ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เมกุมิตัดสินใจย้ายไปเรียนในต่างจังหวัด ซึ่งก็คือ “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร”
และกลายเป็น “นักศึกษาชั้นปีที่ 1” อีกครั้ง
เธอเล่าว่า “ขณะเดียวกันตอนที่ฉันลงเรียนหลักสูตรศาสตร์แห่งแผ่นดินที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ฉันต้องตื่นแต่เช้าทุกวัน ประมาณตี 4-5 เพื่อไปรอรถเมล์ บางวันรถเมล์ก็มาช้า พอมาถึงคนก็เต็ม ขึ้นไม่ได้ เวลาในการเดินทางนานมาก ยิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วน อย่างต่ำประมาณ 2-4 ชั่วโมง ในหนึ่งวันฉันใช้เวลาในการเดินทางไป-กลับ ร่วม 5-7 ชั่วโมง ประกอบกับสภาพร่างกายของฉันที่ไม่ค่อยไหวแล้ว เลยตัดสินใจมาเรียนที่สกลนครเพราะการเดินทางสะดวกกว่า และได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติด้วย”
“ฉันสนใจเรียน คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร สาขาอาหารปลอดภัยและโภชนาการ เพราะมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่เพียงแต่ทำอาหารอร่อย จัดสวยงาม แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการกินเพื่อสุขภาพ กินเพื่อรักษาและบรรเทาโรค”
ทั้งนี้ เมกุมิอาศัยในหอพักนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัย และเข้าร่วมทุกกิจกรรมของคณะและมหาวิทยาลัยด้วยความสนุกสนาน
“เพื่อนๆ ในชั้นเรียนน่ารัก ทุกคนใจดี ส่วนการเรียนก็ยากนิดหน่อย (หัวเราะ) ส่วนเรื่องความต่างระหว่างอายุไม่ได้เป็นปัญหาเลย” เธอกล่าว

ฮีโร่บนทางเท้า กับประสบการณ์
ด้านความปลอดภัยบนท้องถนน
เป็นเรื่องที่เมื่อได้ฟังแล้วก็ตกใจไม่น้อย เมื่อเมกุมิเล่าว่า ตลอดระยะเวลา 6 ปี ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เธอคอยห้ามปรามผู้ขับขี่จักรยานยนต์บนทางเท้ามาแล้วร่วม 100 ครั้ง และเคยมีประสบการณ์ถูกทำร้ายมา 4 ครั้ง ทั้งโดนต่อย โดนถีบ แต่เธอก็ไม่ยอมปล่อยผ่าน
หลายคนจึงสงสัยว่า “อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เมกุมิยืนหยัดถึงเพียงนี้”
เมกุมิคลายความสงสัยว่า สิ่งนั้นคือคำว่า “อันตราย” เธอทำเพราะเป็นห่วงอันตรายที่จะเกิดขึ้น เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว ก็ได้รับความเสียหายทั้งผู้ใช้งานบนทางเท้าและผู้ขับขี่จักรยานยนต์
“อย่างในคลิปที่เผยแพร่ออกไป หากสังเกตจะเห็นว่าคนขับมอเตอร์ไซค์มีเด็กเล็กๆ และผู้หญิงโดยสารมาด้วย โดยที่ไม่สวมหมวกกันน็อก หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจริงๆ ก็อันตรายมากๆ สิ่งนี้คือสิ่งเล็กๆ ที่ทุกคนไม่ใส่ใจ เช่นเดียวกับการขับรถบนทางเท้า หากมีหนึ่งคนทำ ฝ่าฝืนกฎหมาย ก็จะมีรายต่อไปทำตามเรื่อยๆ
“และฉันมักจะทนไม่ได้เมื่อเห็นการทำผิดกฎระเบียบ ในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการใช้ถนน อย่างการขับขี่รถจักรยานยนต์ขึ้นมาบนทางเท้า ซึ่งทุกคนรู้ว่าผิดกฎ และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ เฉี่ยวชนคนเดินเท้าได้ ฉันจึงเข้าไปบอกกล่าวกับคนพวกนั้นว่าไม่ควรขี่จักรยานยนต์ขึ้นมา มันอันตราย ข้างหน้ามีผู้คนเดินสัญจรอยู่เป็นจำนวนมาก เดี๋ยวจะเกิดอุบัติเหตุเอาได้ บางคนก็รับฟังและยอมเลี้ยวรถกลับ แต่บางคนก็ต่อว่าฉัน ซึ่งฉันก็จะพยายามพูดกับคนนั้นให้ยอมเข้าใจ”
ไม่เพียงแค่เรื่องของการขับขี่บนทางเท้า แต่เมกุมิยังแสดงความห่วงใยไปถึง “ความปลอดภัยบนท้องถนน” โดยเล่าถึงสถานการณ์ที่เธอประสบมาก่อน อย่างที่พื้นบนทางเท้ามีหลุมบ่อที่เกิดจากการแตกหักของพื้น หลายคนไม่ระวังก็สะดุดล้ม ขณะเดียวกันเมื่อมีน้ำขังในหลุมบนทางเท้าแล้วมอเตอร์ไซค์ขับผ่าน เกิดน้ำกระเซ็นโดนคนที่ยืนอยู่ สกปรกมาก
บทลงโทษ “คนผิดกฎ” ในญี่ปุ่น
เมื่อถามว่า หลายคนมองว่า “คนญี่ปุ่น” กับระเบียบวินัย คือของคู่กัน แล้วในกรณีแบบนี้ในประเทศญี่ปุ่นหรือคนญี่ปุ่น มีการปลูกฝังเรื่อง “การเคารพกฎจราจร” ยังไงบ้าง?
เมกุมิเผยว่า คนญี่ปุ่นที่ทำผิดกฎหมายก็มี ไม่ใช่ไม่มี แต่ปฏิกิริยาจากคนในสังคมของญี่ปุ่นจะรุนแรงมาก
“หากมีคนทำผิดกฎจราจรผู้คนที่อยู่โดยรอบจะมองด้วยสายตาดูถูก ไม่ยอมรับ จนทำให้ผู้ทำผิดรู้สึกอับอายในระดับที่อับอายมากๆ การฝ่าฝืนกฎหมายจึงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากทำ”
ทั้งนี้ การกระทำของเมกุมิ ได้สร้างรอยกระเพื่อมในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้ประเด็นการขับขี่บนทางเท้าคือการทำผิดกฎหมาย กลับมาได้รับความสนใจ หลายภาคส่วนเริ่มดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง
เรียกว่าเป็น “เมกุมิเอฟเฟ็กต์” ที่ทำให้สังคมเปลี่ยนไปในทางที่ดี
กระนั้นคงจะดีกว่า หากเรื่องนี้เป็นการจุดประกายประเด็นสังคมและได้รับการสนับสนุนในการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่ “เมกุมิจะได้ไม่ต้องต่อสู้เพียงลำพัง”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
บริษัทไล่ออกแล้ว ‘รปภ.’ ขู่ตบ ‘น้องมะลิ’ ไล่รถวิ่งบนทางเท้า
วีรสตรีบนบาทวิถีเอ๋ย, เธอต่อสู้กับอะไร : โดย กล้า สมุทวณิช
เจอแล้ว “มะลิ” นศ.ญี่ปุ่น “สาวใจกล้า” ไล่จยย.ขี่บนทางเท้าลงถนน
เปิดใจ ‘นิสิตหญิง’ ไล่จยย.ขี่บนฟุตปาธ ที่แท้คนญี่ปุ่น เคยโดนต่อย-ถีบ เพราะทำแบบนี้มา100ครั้ง

