DSI สอบแล้ว 5 บริษัทเรือ อ้างเจอร่องน้ำ-เครื่องเสีย ทำส่งน้ำมันคลังสุราษฎร์ช้า ล่องหน 60 ล้านลิตร

23.04.26 | 12:21 น.

โฆษกดีเอสไอเผยพนักงานสอบสวนสอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือไปแล้วทั้งสิ้น 5 เจ้า จากทั้งหมด 8 เจ้า บ่ายวันนี้ นัดสอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือ 1 เจ้า และอีก 2 บริษัทเจ้าของเรือขอเลื่อนให้ปากคำในฐานะพยานไปเป็นสัปดาห์หน้า

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 เมษายน จากกรณีที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติเอกฉันท์รับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า วันนี้คณะพนักงานสอบสวนได้นัดหมายกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเจ้าของเรือ 3 แห่งมาให้ข้อมูลในฐานะพยาน ช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้คณะพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือไปแล้ว 3 แห่ง

ทั้งนี้ พฤติการณ์ของบริษัทเรือที่ทำให้พนักงานสอบสวนต้องเชิญสอบปากคำในฐานะพยาน เนื่องด้วยทางศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) ได้มีการนำส่งข้อมูลให้กับดีเอสไอว่า มีเรือเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 99 เที่ยวเรือ แต่เมื่อวิเคราะห์พบว่ามี 20 เที่ยวเรือที่มีรูปแบบการเดินเรือค่อนข้างแตกต่างไปจากเที่ยวเรืออื่น ๆ โดยเฉพาะการใช้เวลาเดินเรือนานกว่าปกติ ดีเอสไอจึงรับเอาข้อมูลมาเป็นเรื่องสืบสวนเพื่อพิสูจน์ว่ากรณีการประวิงเวลาเดินเรือถือเป็นความผิดอาญาหรือไม่ และจากการตรวจสอบเที่ยวเรือทั้ง 20 เที่ยว พบเรือเกี่ยวข้อง 12 ลำ จากบริษัทเจ้าของเรือ 8 บริษัท จึงต้องเชิญมาให้ปากคำชี้แจง

พ.ต.ต.วรณัน เปิดเผยอีกว่า สำหรับการให้ปากคำชี้แจงของ 2 บริษัทเจ้าของเรือ อันประกอบด้วย 1.บริษัท บิ๊กซี จำกัด – BIG SEA CO.,LTD และ 2.บริษัท ทรานส์โอเชี่ยน ซัพพลาย (1992) จำกัด – TRANS OCEAN SUPPLY (1992) COMPANY LIMITED เมื่อวันที่ 21 เม.ย.69 ที่ผ่านมา มีข้อมูลสอดรับว่าอาจเป็นการแล่นเรือประวิงเวลาในน่านน้ำทะเลนั้น ส่วนใหญ่เท่าที่มีการสอบสวนมา ข้อเท็จจริงที่ตรงกันคือข้อมูลทางเทคนิค เพราะมีการใช้เวลาเดินทางมากกว่าปกติจริง แต่เหตุผลที่ให้นั้นจะเป็นข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใดเราก็ต้องนำไปตรวจสอบขยายผลต่อไป ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุปัจจัยเรื่องเครื่องจักรเรือไม่ทำงาน หรือกรณีเรื่องอุทกศาสตร์เรื่องร่องน้ำ ก็เป็นหน้าที่ที่คณะพนักงานสอบสวนต้องนำไปตรวจสอบด้วย

Advertisement

อนึ่ง คำให้การของพยานบริษัทเจ้าของเรือ 2 แห่งในภาพรวมก็ยืนยันในเรื่องของร่องน้ำ น้ำขึ้นน้ำลง และเครื่องจักรเสีย ยืนยันว่าเราพร้อมรับฟังคำชี้แจง เพราะทางบริษัทฯ ก็ได้มีการนำเอาพยานเอกสารมาประกอบการชี้แจงด้วยเช่นกัน ถามว่าคำให้การของพยานเชื่อได้เลยหรือไม่นั้น เรามองว่าเป็นเรื่องที่ต้องนำเอาไปตรวจสอบต่อไป เพราะเรื่องร่องน้ำ น้ำขึ้นน้ำลง มันเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ซึ่งกรมเจ้าท่าจะสามารถให้คำอธิบายได้ เพราะการกล่าวอ้างถึงเรื่องปัญหาร่องน้ำ ลักษณะสำคัญของน่านน้ำบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี จะมีร่องน้ำไม่เหมือนที่กรุงเทพมหานคร มีขึ้นมีลง บางเวลาก็มีน้ำขึ้นวันละครั้ง เพราะน้ำขึ้นก็มีทั้งขึ้นใหญ่และขึ้นเล็ก ถ้าน้ำขึ้นใหญ่ก็เข้าได้ แต่ถ้าน้ำขึ้นเล็กก็เข้าไม่ได้

ส่วนเรื่องประเด็นว่าเรือต้องไปต่อคิวเพราะคลังน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีคิวเต็มนั้น ก็เป็นส่วนที่เขาสามารถให้การได้ แต่เราก็ต้องนำไปตรวจสอบต่อ ทั้งเรื่องอุทกศาสตร์ เรื่องเครื่องจักร เรื่องการปิดสัญญาณ AIS

เมื่อถามว่าคำให้การชี้แจงของพยานอาจจะมีลักษณะว่า เขาไม่ได้ต้องการให้เรือขนส่งน้ำมันของตัวเองต้องส่งน้ำมันล่าช้า เพราะก็จะทำให้เสียประโยชน์ทางธุรกิจเช่นเดียวกันนั้น พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า สมมติฐานก็เป็นเช่นนั้น แต่เราก็ต้องดูว่าแล้วมันล่าช้าด้วยเหตุผล หรือมีการได้ประโยชน์อะไรจากการที่เรือแล่นล่าช้าหรือไม่ เพราะหากดูจาก 99 เที่ยวเรือ ตามข้อมูลของ ศรชล. ก็ไม่ได้มีเที่ยวเรืออื่นเเล่นล่าช้าเหมือนกับ 20 เที่ยวเรือดังกล่าว

เมื่อถามว่ามีข้อมูลเปิดเผยออกมาว่าน้ำมันที่อยู่ในเรือขนส่งน้ำมันกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานีประมาณ 57-60 ล้านลิตรนั้น แท้จริงอาจไม่ได้ล่องหนหายไปไหน แต่เป็นเพราะเรือที่บรรทุกขนส่งน้ำมันไม่ได้มีการบรรทุกน้ำมันเต็มอัตราตามที่มีการกำหนด เช่น กำหนดไว้ 2,000,000 ลิตร แต่บรรจุไปแค่ 1,800,000 ลิตร ได้มีการตรวจสอบจากต้นทางไปถึงปลายทาง ว่ามันมีการหายด้วยวิธีการผ่องถ่ายน้ำมันจากเรือสู่เรือ (Ship to ship) หรือไม่นั้น

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า เท่าที่มีการตรวจสอบข้อมูล รูปแบบของเรือทั้ง 20 เที่ยวเรือค่อนข้างมีหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น ใน 1 เที่ยวเรือจะมีการปิดระบบสัญญาณ AIS ซึ่งก็เป็นข้อสงสัยว่าเป็นการปิดโดยจงใจหรือระบบมีปัญหาหรือไม่ ส่วนในประเด็นของการผ่องถ่ายน้ำมันจากเรือสู่เรือ (Ship to ship) ยอมรับว่ามีจริงตามที่ ศรชล. พบข้อมูล แต่จะเป็นการผ่องถ่ายน้ำมันเจาะเรือสู่เรือในช่วงวันเวลาใดอยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบ เพราะต้องมีการตรวจสอบทางเทคนิค และด้วยเจตนาใดก็ต้องไปตรวจสอบ หากมีความผิดทางอาญา ก็จะได้รับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ เพราะตอนนี้เป็นเพียงเรื่องสืบสวนที่จะต้องทำให้เกิดความชัดเจนก่อนว่าข้อมูลที่ทาง ศรชล. พบนั้น มีข้อเท็จจริงอย่างไร

เมื่อถามว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการนำตัวเลขมาเปรียบเทียบหรือไม่ โดยเฉพาะตัวเลขระหว่างการเสียภาษีภายหลังมีการกดจ่ายน้ำมันออกไป มีความสอดคล้องกันหรือไม่ พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า ในเรื่องของตัวเลขการเสียภาษีทางศูนย์ประสานงานฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่ แต่กองคดีคุ้มครองผู้บริโภคจะตรวจสอบในเรื่องของพฤติการณ์เรือและบริษัทเจ้าของเรือ ส่วนบริษัทเจ้าของเรือได้ให้การยอมรับหรือไม่ว่าเรือของตนเองได้เข้ารับน้ำมันเต็มอัตราจริงจากโรงกลั่นนั้น ทางบริษัทเจ้าของเรือก็ได้นำเอาพยานเอกสารมาชี้แจงแล้ว ซึ่งเราก็รับฟังทั้งหมดแต่ก็ต้องเอาไปตรวจสอบต่อไป

พ.ต.ต.วรณัน เปิดเผยอีกว่า ส่วนความคืบหน้ากรณีของ บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นบริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่นั้น ภายหลังหลังจากที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับสอบสวนเรื่องคดีการกักตุนน้ำมันไว้เป็นคดีพิเศษนั้น เราก็ได้ให้โอนคดีดังกล่าวนี้มาเป็นคดีพิเศษด้วย เมื่อวันจันทร์ 20 เม.ย.69 ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่ไปกับพนักงานสอบสวนตำรวจ และประสานหารือกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อรับโอนสำนวนคดีเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรขณะนี้ก็ยังมีทีมงานอยู่ในพื้นที่คอยสอบสวนปากคำพยานเพิ่มเติมสำหรับประกอบเข้าสำนวนคดีด้วย

ส่วนความคืบหน้าสำนวนคดีของ บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ขั้นตอนคือทางศูนย์ประสานงานอยู่ระหว่างตรวจสอบกลั่นกรองว่าเข้าตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษหรือไม่ เพราะไม่ได้หมายความว่าทุกคดีมันจะต้องเป็นคดีพิเศษ แต่จะต้องมีพฤติการณ์ที่เข้าเงื่อนไขตามประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษที่มีมติไว้ โดยถ้าหากคณะกรรมการกลั่นกรองพบว่าเข้าข่ายตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษก็จะได้เสนอให้อธิบดีดีเอสไอสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษอีกหนึ่งสำนวน แล้วจึงจะมีการระบุหน้าที่ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบสำนวนการสอบสวน เพราะในดีเอสไอมีทั้งในส่วนของกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และยังมีสำนักผู้เชี่ยวชาญด้านคดีพิเศษต่าง ๆ ส่วนพฤติการณ์ของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง จะมีแค่เรื่องการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่นั้น ต้องไปขยายผลเพิ่มเติมต่อไป ส่วนจะได้รับเป็นคดีพิเศษหรือไม่นั้น อยู่ที่ดุลพินิจของอธิบดีดีเอสไอ

พ.ต.ต.วรณัน เปิดเผยอีกว่า กรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรณีที่พบเรือเพิ่มเติมอีก 2 ลำมีการวิ่งผิดปกตินั้น ทางดีเอสไอคงต้องรอทางตำรวจได้มีการประสานมาก่อน เพราะเราต้องยึดมติของคณะกรรมการคดีพิเศษ ที่มีการกำหนดขอบเขตว่าจะรับพฤติการณ์ทางคดีลักษณะใดไว้เป็นคดีพิเศษบ้าง หากเข้าข่ายจึงจะได้มีการประสานงานร่วมกัน โดยเรามีหน้าที่ค้นหาความจริง เพราะทุกครั้งที่น้ำมันออกจากคลังน้ำมัน ก็จะมีหลายหน่วยงานหลายฝ่ายที่จะมีเอกสารข้อมูล ทั้งเรื่องการขนส่งน้ำมัน ทั้งเรื่องการจ่ายภาษีจ่ายน้ำมันออกไป ผู้ส่งมีสิทธิขนส่งหรือไม่ หรือปริมาณการแจ้งขนส่งน้ำมันมีเท่าใด และปริมาณที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีมันสอดคล้องกันหรือไม่ ทั้งหมดเหล่านี้ต้องนำมาเปรียบเทียบคู่ขนานกัน ทั้งกรณี Ship to ship ว่าเป็นเรื่องของการขนส่งน้ำมันจริงหรือไม่ ก็ต้องไปขยายผลดูให้ชัดเจน

ฉะนั้น 20 เที่ยวเรือดังกล่าวปลายทางมันชัดอยู่แล้วว่าต้องไปคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ที่เราสงสัยคือการแล่นเรือช้ามันมีเหตุทางอาญาหรือไม่ เพราะน้ำมันถือเป็นสินค้าควบคุมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 หากมีความต้องการเยอะในส่วนของการอุปโภคบริโภค แต่กลับมีการขนส่งล่าช้าโดยตั้งใจ หรือตั้งใจประวิง ปฏิเสธการส่งมอบ ส่วนเหล่านี้จะเป็นความผิดทั้งหมดได้ เพราะมันไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจเรื่องราคาอย่างเดียว เพราะราคาไม่ได้อยู่ในองค์ประกอบกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของเจตนาการประวิงส่งมอบมากกว่า

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า เนื่องจากในคดีการกักตุนน้ำมัน คณะทำงานพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือ จำนวน 20 เที่ยวเรือ ด้วยเรือ 12 ลำ (จาก 8 บริษัท) ที่เเล่นเข้ารับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออกไปยังคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนพบว่ามีน้ำมันหายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตร โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติออกหนังสือเรียกเชิญกรรมการบริษัทเรือขนส่งน้ำมัน จำนวน 8 บริษัทที่เป็นเจ้าของเรือทั้ง 12 ลำ มาสอบปากคำในฐานะพยาน โดยเริ่มต้นสอบสวนปากคำตั้งแต่วันอังคารที่ 21 เม.ย.69 – วันพฤหัสบดีที่ 23 เม.ย.69 ซึ่งประเด็นที่จะใช้ในการสอบถาม อาทิ การประกอบธุรกิจของบริษัท ใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ ความเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันทางเรือในช่วงวิกฤตขาดแคลนพลังงาน สัญญาจ้าง ตลอดจนใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ หลังพบความผิดปกติหลายอย่างในการขนส่งน้ำมันทางเรือในจำนวนดังกล่าว ทั้งการปิด GPS ถึง 10 เที่ยวเรือ การพบว่าเรือจอดอยู่กลางทะเล ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการถ่ายน้ำมันกลางทะเลถึง 2 เที่ยวเรือ และการประวิงเวลาที่ชัดเจนถึง 20 เที่ยวเรือ ซึ่งเป็นการประวิงเวลาเดินเรือในห้วงก่อนวันที่ 26 มี.ค.69 ที่คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติค่ำวันที่ 25 มี.ค.69 ปรับลดอัตราชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่มเบนซินและดีเซลรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า ในบรรดาการสอบสวนปากคำกรรมการผู้มีอำนาจลงนามบริษัทเจ้าของเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องจากเรือจำนวน 12 ลำ 20 เที่ยว 8 บริษัท พบว่า คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสอบสวนปากคำไปแล้ว 5 บริษัทเรือ ดังนี้ 1.บริษัทเรือเจ้าแรก 1 บริษัท คณะพนักงานสอบสวนปากคำที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2.เมื่อวันที่ 21 เม.ย.69 สอบสวนปากคำบริษัทเจ้าของเรือ 2 บริษัท คือ บริษัท บิ๊กซี จำกัด – BIG SEA CO.,LTD และบริษัท ทรานส์โอเชี่ยน ซัพพลาย (1992) จำกัด – TRANS OCEAN SUPPLY (1992) COMPANY LIMITED 3.วันที่ 22 เม.ย.69 คณะพนักงานสอบสวน สอบปากคำบริษัทเจ้าของเรืออีก 2 บริษัท 4.วันที่ 23 เม.ย.69 นัดหมายสอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือ 1 บริษัท ในเวลา 13.00 น.เป็นต้นไป ดังนั้น จึงเหลือบริษัทเจ้าของเรืออีกเพียง 2 บริษัท ที่ได้มีการประสานขอเลื่อนออกไปเป็นสัปดาห์หน้าแทน