ชุดทำคดีแตงโม โต้กลับ DSI ยันยุติแค่ชั้นสืบสวน-ไร้ผลทางกฎหมาย ชี้ส่ง ป.ป.ช. แค่ส่งตามระบบ หลังหาหลักฐานฆ่าไม่พบ-ไม่เข้าบิดเบือน ตั้งข้อสังเกตว่าอาจรับงานดิสเครดิตช่วงแต่งตั้งโยกย้าย ลั่นเตรียมฟ้องกลับ
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม จากกรณีปรากฎเป็นข่าวว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยคณะพนักงานสืบสวนที่ 20/2568 ดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ที่นางพนิดา ศิริยุทธโยธิน หรือแม่แตงโม และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ มอบหมายทนายความ ตรวจสอบกรณีการเสียชีวิตน.ส.ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ หรือแตงโม อดีตนักแสดงสาวชื่อดัง ที่ตกเรือสปีดโบ๊ทเสียชีวิต เมื่อปี 2565 เสร็จสิ้นสิ้นแล้ว โดยมีสำนวนคดีรวม 45 แฟ้ม เอกสารกว่า 13,000 แผ่น เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลธรรมดา ประมาณ 40 ราย ที่ร่วมบิดเบือนผลการสอบสวนในกระบวนการยุติธรรม มีพฤติการณ์เป็นที่ต้องสงสัยว่า มีกลุ่มบุคคลส่วนต่างๆ ร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้การช่วยเหลือแก่บุคคลอื่นให้ไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง เตรียมส่งสำนวนให้สำนักงาน ป.ป.ช. ในวันพุธที่ 26 ส.ค.69 เวลา 10.00 น.นี้นั้น
มีรายงานข่าวแจ้งว่า เเหล่งข่าวชุดสืบสวนสอบสวนทำคดีเเตงโม ออกมาระบุในเรื่องนี้ว่า จากที่รับฟังข่าว โดย อ้างว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากชุดสืบสวนสวนของดีเอสไอ มองว่า เป็นการสืบสวน ไม่มีการกล่าวหา ไม่มีการฟันธง คนฆ่ายังเลื่อนลอย จนนานแล้ว ที่สุดเเล้วก็สั่งยุติ เรื่องจึงให้ส่งไป ป.ป.ช. สถานะเคสนี้ ไม่ได้มีผลทางกฎหมาย ไม่มีเจ้าภาพรับสอบสวน ปกติสืบสวนเเล้ว คดีต้องมีการสอบสวนต่อ อันนี้ไม่มีสำนวนสอบสวน ส่วนสืบสวนก็เป็นการรวบรวมความเห็น ข้อมูล หลักๆก็คงเป็นเอกสารในชั้นศาล หลายๆศาลของเก่าที่มีอยู่แล้ว มาทำความเห็นของเจ้าหน้าที่ แต่ทำความเห็นนอกศาล วิเคราะห์กันโดยไม่ผ่านกระบวนการสอบสวนตามกฎหมาย เรียกว่าถ้าเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเมื่อสืบสวนเสร็จต้องมีการ กล่าวหาเเละรับสอบสวน แล้วค่อยผ่านสำนวนไป ป.ป.ช.
กรณีที่ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ไปร้องดีเอสไอ ว่าคดีแตงโมมีเงื่อนงำโดยมีกลุ่มคนร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้การช่วยเหลือบุคคลอื่นให้ไม่ต้องรับโทษ จึงขอให้รับเป็นคดีพิเศษ โดยดีเอสไอ สืบสวนมานานกว่า 1 ปี กระทั่งพันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีคำสั่งให้ยุติเรื่องโดยสมบูรณ์แล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา สรุปคือ ดีเอสไอยุติแค่ชั้นสืบสวน ไม่ทำการสืบสวนต่อ คดีนี้สืบสวนมานานแล้ว แต่ดีเอสไอยังไม่รู้ว่า ใครฆ่า ใช้อะไรฆ่า ไม่มีคำตอบ ยังไม่ฟันธงว่าเป็นการฆ่า โดยขาดองค์ประกอบเรื่องการบิดเบือนช่วยเหลือ เพราะข้อหาไหน ที่คนร้ายไม่ต้องรับโทษ ถ้าเป็นข้อหาฆ่า ก็ยังไม่ได้ เพราะดีเอสไอ ยังยืนยันไม่ได้ว่าใครฆ่า กระทั่งตัวนายอัจฉริยะก็ยืนยันไม่ได้
เรื่องนี้จะเห็นว่าตัวเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ทำการสืบสวนเรื่องนี้ก็ไม่มีการรับเป็นผู้ยืนยันกล่าวหาใคร ไม่มีระบุตัวตน ว่าใครเป็นผู้กระทำจะเห็นได้ตั้งเเต่เเรกที่รับทำคดีทางดีเอสไอ ไม่ได้รับทำสำนวนสอบสวนเป็นคดีพิเศษ ไม่มีการฟันธง สืบสวนยังไม่ได้ตัวใคร มีการฆ่าหรือไม่ ข้อมูลยังเลื่อนลอย
อย่างไรก็ตา ต้องทราบกันไว้ว่าหลักการสอบสวนที่ถูกต้องตามกฎหมายคือ ดีเอสไอต้องรับทำการสอบสวนเป็นคดีพิเศษ เพื่อส่งให้ ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน แล้วรอป.ป.ช.จะทำสำนวนเอง หรือรอรับสำนวนกลับมาทำ แต่เงื่อนไข คือต้องมีการเริ่มสอบสวนก่อน แต่อันนี้คือไม่ได้เกิดการสอบสวนเลย
จนกระทั่งมายุติเรื่อง เเละให้ส่งไป ป.ป.ช.ก็เท่ากับดีเอสไอ ปัดตกจากหน่วยงานตัวเอง เรื่องนี้ถือว่าไม่มีผลทางกฎหมายที่จะไปเริ่มกระบวนการสอบสวนทั้งนี้ ผลหลังจากนี้เมื่อดีเอสไอ ปัดตก เพราะหาพยานหลักฐานฆ่าไม่เจอ เรียกว่าออกตัวแรงแต่สุดท้าย ก็ต้องลง เปรียบเหมือนงานเลี้ยงต้องมีที่สิ้นสุด การส่งหนังสือให้ ป.ป.ช. เป็นขั้นตอนปกติ กรณียุติเรื่องไม่ทำต่อ เป็นหลักการกฎหมาย
“เคสนี้หากลองเทียบกับคดีที่ตำรวจทำการสืบสวนที่ปกติจะมีการกล่าวหา ยกตัวอย่างเช่นคดีของ เว็บพนัน ที่พบว่ามีอดีตนายตำรวจใหญ่เกี่ยวข้อง เท่ากับพบการกระทำความผิด ตำรวจที่สืบสวนพบความผิดต้องมีการกล่าวหา ดำเนินคดี พอกล่าวหาแล้วก็ส่งสำนวนไป ป.ป.ช.เพราะมีเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ แต่การกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐ 157 ในคดีแตงโม ที่ผ่านมานักร้องชื่อดังที่ตกเป็นข่าวมีการกล่าวหา จนท หลายคดีแล้ว มีการกล่าวหาชุดทำคดีเเละอัยการต่อ ตำรวจ ปปป.ตรง หลายเรื่องเลย
ก็กลับไปวนเข้าระบบเดิมก็ส่งไปจบที่ ส่ง ป.ป.ช.ต่อ เเล้วก็หยุด เพราะไม่มีพยานหลักฐาน ก็ได้ข่าวว่าเรื่องจบไปตั้งนานแล้ว แต่อยู่ ๆ ก็มีการมาออกข่าวโจมตีตำรวจชุดทำคดีตอนที่กำลังมีการแต่งตั้ง โยกย้าย ทั้งที่ดีเอสไอมีคำสั่งยุติเรื่องตั้งเเต่วันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ก็เกิดข้อสงสัยว่าเรื่องนี้มีการรับงานใคร”
เทียบกันง่ายคดีสาเหตุการตายของดาราสาวเเตงโมที่มีข่าวมา ดีเอสไอแค่สืบสวนยังไม่ผ่านการสอบสวนเลย
แต่ของตำรวจที่มีการฟ้องศาลไปเเล้ว เป็นทั้งการสืบสวน ผ่านการสอบสวน มีการอ้างอิงการสอบพยานหลักฐาน มีน้ำหนักกว่า การวิเคราะห์ของตำรวจ เป็นเรื่องพยานหลักฐานชั้นสอบสวน แม่นยำกว่า
เรื่องนี้ดีเอสไอควรจะออกมาเเถลงความจริงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า ดีเอสไอ ยุติเรื่องไปแล้ว ไม่ได้การสอบสวนหรือรับเป็นคดีพิเศษต่อ การส่งเรื่องไป ป.ปช.ก็คือการส่งหนังสือราชการไปตามขั้นตอนกฎหมายตามปกติที่มีการยุติเรื่อง
ตามกระแสข่าว ที่ปล่อยออกมาโจมตี เจ้าหน้าที่ตำรวจต่อเนื่องตั้งแต่ทำคดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ฟ้องคดีหมิ่นประมาทคนที่โจมตีหลายคดี แต่มีกลุ่มคนที่ใช้ข้ออ้างช่วงที่ดีเอสไอสืบสวน มาใช้เป็นข้อต่อสู้ช่วยให้บุคคลพ้นผิด อาจเป็นการยืมมือเจ้าหน้ารัฐ เชื่อว่าอาจมีกลุ่มบุคคลทำเป็นขบวนการ ซึ่งทางตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมาย ว่าใครเป็นคนอยู่เบื้องหลัง ทำการช่วยเหลือบุคคลให้พ้นผิด จากการโจมตีเจ้าหน้าที่ตลอดมาทั้งที่ไม่มีมูลความจริง เรื่องนี้ต้องมีการดำเนินคดีกลับอย่างแน่นอน ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป



