ปลัดยธ.สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประกาศนโยบายคืนความสุข ขีดเส้นดีเอสไอ แจงข้อมูลรั่วศุกร์นี้

26.08.26 | 12:14 น.

ปลัดยธ.สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประกาศนโยบายคืนความสุข ขีดเส้นดีเอสไอ แจงข้อมูลรั่วศุกร์นี้
เมื่อเวลา 09.09 น. วันที่ 26สิงหาคม ที่ กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เข้าปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง โดยในเวลา 09.09 น. ได้ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงร่วมแสดงความยินดี


นายปิยะศิริ ได้เปิดเผยถึงนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจงานกระทรวงยุติธรรมกับสื่อมวลชนประจำกระทรวงยุติธรรม ว่า ตนแยกเป็นสองส่วน โดยเฉพาะวานนี้ (25 ส.ค.) ได้มีการประชุมผู้บริหารและชี้แจงไปแล้วว่า นโยบายที่ตนรับมา จะมาจากคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เน้น 7 ด้าน แต่ในส่วนตัวที่ตนเป็นข้าราชการประจำ ก็มีหน้าที่ที่จะผลักดันนโยบายให้ไปสู่การปฏิบัติ ฉะนั้น แนวทางการที่จะทำให้นโยบายเกิดผลสำเร็จ มันจะต้องมีวิธีการและกระบวนการ ใจความสำคัญคือความรวดเร็วในการทำงาน เพราะในยุคนี้การสื่อสารเชิงรุกคือต้องเข้าถึงประชาชนและฟังเข้าใจง่าย ทำอย่างไรให้กฎหมายฟังแล้วเข้าใจง่ายขึ้น และรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเองมากขึ้น และนอกจากนี้ การทำงานเป็นทีมและการใช้เครือข่ายบูรณาการเพื่อที่งานจะสำเร็จได้นั้น จะต้องควบคู่กับความสุข ถ้าตนไม่สามารถทำให้กระทรวงยุติธรรมมีความสุขได้ ตนจะสร้างความสุขให้กับคนอื่นได้อย่างไร

ทั้งนี้ นโยบายการปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาดก็ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล เดิมทีตนเคยทำงานอยู่ทั้งในกรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงาน ป.ป.ส. มาก่อน ฉะนั้น ยาเสพติดมันคือสิ่งที่ทำลายประเทศชาติและเยาวชน สิ่งที่จะต้องทำไม่ว่าจะเป็นการป้องกันหรือการปราบปรามหรือการฟื้นฟูบำบัด เราจะทำเต็มที่ ทั้งนี้ เราจะทำอย่างไรให้มันมีคุณภาพและประชาชนต้องเกิดความมั่นใจ ทำอย่างไรไม่ให้สถานศึกษาหรือเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้อง นี่คือหัวใจสำคัญที่เราจะทำให้สำเร็จลุล่วงต่อไป

นายปิยะศิริ กล่าวถึงกรณีมีสถานะเป็นกรรมการ ภายในคณะทำงานสร้างเสริมสังคมสันติสุข ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 หรือกฎหมายนิรโทษกรรม โดยเฉพาะกรอบเวลาการเริ่มประชุมของคณะกรรมการฯ ว่า ทราบว่าจะมีการเชิญประชุมภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ และส่วนผลและการขับเคลื่อนจะเป็นอย่างไร คงต้องรอผลในที่ประชุมของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ในที่ประชุมก็คงต้องมีการวางกรอบ กฎ เกณฑ์ต่าง ๆ แนวทาง และอำนาจหน้าที่ ส่วนกรณีนักโทษลี้ภัยทางการเมือง จะเข้าข่ายกฎหมายนิรโทษกรรมด้วยหรือไม่นั้น ตอนนี้ตนยังคงตอบไม่ได้ เนื่องจากยังต้องรอให้มีการประชุมเกิดขึ้นก่อน

Advertisement

นายปิยะศิริ กล่าวถึงกรณีที่ดีเอสไอมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเหตุที่ข้อมูลและพยานหลักฐานสำคัญในสำนวนคดีฮั้ว สว. หลุดสู่สาธารณะ จนกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ว่า ภายในวันศุกร์นี้ (28 ส.ค.) ทางดีเอสไอจะต้องมีการรายงานข้อมูลขึ้นมาให้ตนรับทราบ แต่ในส่วนกระบวนการก็เป็นไปตามข่าวสารที่ปรากฏ ซึ่งดีเอสไอได้ไปดำเนินการแจ้งความเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าใครเป็นคนนำเอกสารออกไป หรือใครเป็นผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนกรณีว่าหากมีตรวจสอบแล้วพบว่ามีเจ้าหน้าที่ภายในสังกัดดีเอสไอ หรือคนในรัฐบางชุดที่แล้วเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ตนยังไม่สามารถไปตอบได้มากขนาดนั้น เนื่องจากมันอยู่ที่กระบวนการตรวจสอบทางคดีอาญาของตำรวจกองบังคับการปราบปราม

เมื่อถามว่าข้อมูลส่วนบุคคลและหลักฐานในคดีที่หลุดออกไปสู่สาธารณะเช่นนี้ ซึ่งถูกใช้ในการพาดพิงถึงบุคคลที่สาม จะกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กรดีเอสไอหรือไม่นั้น นายปิยะศิริ กล่าวว่า เราไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงว่าเนื้อหาส่วนนั้นจริงทั้งหมดหรือเท็จทั้งหมด หรือมีการปรุงแต่งหรือไม่ อย่างไร เพราะที่ทุกคนเห็น มันก็เป็นแค่เอกสาร เพียงแผ่นด้านหน้า ซึ่งตนคิดว่าคนที่จะยืนยันได้ว่ามันจริงหรือไม่จริงอย่างไร ก็ต้องเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเอง

นายปิยะศิริ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ดีเอสไอไปแจ้งความดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข้อมูลภายในสำนวน จะไม่เป็นการฟ้องปิดปาก (SLAPP) หรือดิสเครดิตใช่หรือไม่ เพราะก็ถือเป็นการตรวจสอบสาธารณะนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าสำนวนในคดี แม้จะบางส่วนหรือแค่แผ่นเดียว มันเป็นเอกสารที่จะต้องถูกเปิดเผยในชั้นศาล ฉะนั้น การที่ดีเอสไอรักษาสิทธิ์ของตัวเอง แล้วไปทำให้เกิดความเชื่อมั่น หรือทำให้สังคมได้ตรวจสาธารณะด้วย รวมไปถึงการดำเนินคดีก็เป็นหน้าที่ของดีเอสไออยู่แล้ว ต่อให้ไม่ใช่ดีเอสไอแต่เป็นหน่วยงานอื่นที่ถูกนำเอาเอกสารชั้นความลับหลุดออกไป เขาก็ต้องดำเนินการเหมือนกัน ตนจึงอยากขอความเป็นธรรมให้หน่วยงานดีเอสไอด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วิสัยทัศน์ของนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้จัดทัพยุติธรรมยุคใหม่ ทบทวนกระบวนงาน อะไรเลิก – อะไรเริ่มใหม่ – อะไรต่อยอด ภารกิจกระทรวงยุติธรรม โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนา การบริหารราชการ และการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชนหรือกลุ่มเป้าหมายอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งพระปณิธานและพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังในเรือนจำต่าง ๆ รวมถึงเด็กและเยาวชนในศูนย์ฝึกและอบรมฯ ในด้านต่าง ๆ โดยส่งเสริมการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง เพื่อพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ ช่วยให้ผู้พ้นโทษมีอาชีพติดตัวและพึ่งพาตัวเองได้ในระยะยาว

ในส่วนของนโยบายแนวทางและนโยบายในช่วงเริ่มต้นการดำรงตำแหน่ง จุดเน้น คือ การแก้ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมโดยการบังคับใช้กฎหมาย และเน้นการให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวก รวดเร็ว โดยปรับแนวคิดเสมอว่า ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน คือ “ญาติ” ที่ต้องดูแลเหมือนคนในครอบครัว และนอกจากนโยบายที่ทำเพื่อประชาชนแล้ว ยังเน้นเรื่องขับเคลื่อนความผาสุกของคนในองค์กร ต้องเข้าถึงง่าย รับฟัง เพื่อพัฒนาทุกด้านให้ดีขึ้น โดยเชื่อว่าองค์กรที่จะสำเร็จได้ คนทำงานต้องมีความสุข ความสำคัญของงาน ต้องควบคู่กับความสำคัญของคน