นักศึกษาวัย 19 ถูกคอลฯอ้างเอี่ยวคดีฟอกเงิน ซ้ำสั่งกุเรื่อง หลอกพ่อได้ทุนเมืองนอก สูญเงินกว่า 2.4 ล้าน
วันที่ 21 ก.ย. ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยสถิติคดีอาชญากรรมออนไลน์ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 13-19 ก.ย. 2569 โดยมีการรับแจ้งความผ่านระบบ Thaipoliceonline จำนวน 5,514 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 236 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงวันที่ 6-12 ก.ย. 2569 พบว่าจำนวนคดีลดลง 204 คดี ขณะที่มูลค่าความเสียหายลดลงกว่า 61 ล้านบาท
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นประเภทคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด จำนวน 4,103 คดี คิดเป็น 74.4% ของคดีทั้งหมด และยังเป็นประเภทคดีที่สร้างความเสียหายสูงสุดเช่นกัน โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 54 ล้านบาท หรือคิดเป็น 22.9% ของความเสียหายทั้งหมด
สำหรับการปฏิบัติงานของศูนย์ ACSC ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ประสานความร่วมมือกับกลุ่มธนาคารต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ ก่อนประสานตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที สามารถระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนที่เงินจะถูกโอนไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้จำนวน 21 ราย รวมมูลค่ากว่า 3.8 ล้านบาท
หนึ่งในเคสที่น่าสนใจ เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ได้ประสาน สน.บางนา เข้าช่วยเหลือนักศึกษาชาย อายุ 19 ปี หลังถูกกลุ่มมิจฉาชีพโทรศัพท์อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีส่วนพัวพันกับคดีฟอกเงิน ก่อนออกอุบายให้ถอนเงินทั้งหมดในบัญชีออกมาเพื่อให้ตรวจสอบ
ขณะนั้นผู้เสียหายมีเงินในบัญชีประมาณ 400,000 บาท จึงเดินทางไปถอนเงินสดจากธนาคารแห่งหนึ่ง ก่อนที่คนร้ายจะส่งผู้ร่วมขบวนการมารับเงินทันที บริเวณหน้าธนาคาร จากนั้นยังข่มขู่ว่าต้องใช้เงินอีก 2 ล้านบาท เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ อ้างว่าจะคืนเงินให้ภายหลังตรวจสอบเสร็จ
เมื่อผู้เสียหายไม่มีเงินดังกล่าว คนร้ายจึงออกอุบายว่าจะช่วยเหลือให้พ้นคดี แต่ต้องนำเงินมาตรวจสอบเพิ่มเติม พร้อมสั่งให้ผู้เสียหายโกหกผู้ปกครองว่าได้รับทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ และต้องใช้เงินเป็นค่าดำเนินการวีซ่า รวมถึงเป็นเงินที่ต้องแสดงในบัญชีธนาคาร อีกทั้งกำชับห้ามบอกเรื่องดังกล่าวกับบุคคลอื่น
ผู้เสียหายหลงเชื่อและออกจากบ้านไปเช่าโรงแรมแห่งหนึ่งในซอยศรีนครินทร์ 65 เขตประเวศ จากนั้นโกหกบิดาเพื่อขอเงิน 2 ล้านบาท และมีการถอนเงินสดออกมาถึง 2 ครั้ง ทุกครั้งคนร้ายจะส่งผู้ร่วมขบวนการมารับเงินที่โรงแรมบริเวณมุมอับ เพื่อหลีกเลี่ยงกล้องวงจรปิด
ต่อมาคนร้ายยังบังคับให้ผู้เสียหายขอเงินจากบิดาเพิ่มอีก 1.5 ล้านบาท ให้กุเรื่องว่าเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทาง ค่าประกันชีวิต และค่าครองชีพในต่างประเทศ ซึ่งบิดาได้โอนเงินให้จริง
ระหว่างผู้เสียหายกำลังจะเดินทางไปถอนเงินที่ธนาคาร แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารกสิกรไทยตรวจพบความผิดปกติ จึงระงับบัญชีและโทรศัพท์แจ้งผู้ปกครอง พร้อมประสาน War Room เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม คนร้ายยังคงโทรศัพท์กดดันผู้เสียหายให้ไปยกเลิกการอายัดบัญชี โดยข่มขู่ว่าหากไม่ทำตามจะถูกจับและหมดอนาคต ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและกลับไปที่ธนาคาร อ้างว่าจำเป็นต้องใช้เงินด่วนเพื่อไปติดต่อญาติ ช่วยเคลียร์คดี และไถ่ถอนโฉนดที่ดินของมารดาซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ
ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่สังเกตเห็นว่าผู้เสียหายสวมใส่หูฟังและพูดคุยกับบุคคลบางคนอยู่ตลอดเวลา เมื่อสอบถาม ผู้เสียหายอ้างว่ากำลังคุยกับพี่ชาย แต่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าปลายสายอาจเป็นกลุ่มมิจฉาชีพ จึงพยายามพูดคุยให้ผู้เสียหายตั้งสติและแจ้งให้ทราบว่ากำลังตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพ จนผู้เสียหายเริ่มได้สติและยอมให้ความร่วมมือ
จากการตรวจสอบพบว่า ผู้เสียหายถูกหลอกให้สูญเงินรวมประมาณ 2.4 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแนะนำให้รีบเข้าแจ้งความที่ สน.บางนา รวมถึง สน.ปทุมวัน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ศูนย์ ACSC ฝากเตือนประชาชนว่า หากได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานต่างๆ และมีการข่มขู่ให้โอนเงิน ถอนเงิน หรือเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน ขอให้ตั้งสติและตรวจสอบกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรง อย่าหลงเชื่อหรือทำตามคำสั่งของบุคคลที่ติดต่อมาโดยเด็ดขาด



