
เมื่อวันที่ 3 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการเปิดเผยผลการวิเคราะห์หลักฐานทางโบราณพฤกษคดี ซึ่งเป็นการศึกษาพืชชนิดต่างๆ จากแหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์ ร่วมสมัยทวารวดีเมื่อกว่าพันปีมาแล้ว ในนากุ้งแห่งหนึ่งใกล้วัดสุทธิวราวาส หรือวัดกลางคลอง ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีการเผยแพร่บทความ ‘ของป่า ข้าว และหมาก : ผลการวิเคราะห์ทางโบราณพฤกษคดีเบื้องต้นจากแหล่งเรือจมพนมสุรินทร์ จังหวัดสมุทรสาคร’ ในนิตยสารศิลปากร ตั้งแต่ฉบับเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2562 เขียนโดยณัฏฐา ชื่นวัฒนา นักโบราณพฤกษคดี นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยโตรอนโต ประเทศแคนาดา, ปรียานุช จุมพรม นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี และอภิรดา โกมุท นักศึกษาปริญญาเอก สาขาโบราณคดีทางทะเลและประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลีย

บทความดังกล่าว เปิดเผยถึงผลการศึกษาพืชที่พบในเรือพนมสุรินทร์ อาทิ เมล็ดพืชคล้ายเมล็ดจันทน์เทศ, หมาก, หวาย, หญ้า, ไม้ไผ่ รวมถึงเมล็ดพืชที่ไม่ทราบชนิด 224 เมล็ด โดยมีประเด็นน่าสนใจคือผลการศึกษา ‘เศษข้าวเปลือก’ ที่พบในไหทรงตอร์ปิโด ซึ่งมีสัณฐานค่อนไปทาง ‘เรียวยาว’ อันเป็นลักษณะใกล้เคียงกับข้าวสายพันธุ์ ‘อินดิกา’ หรือ ‘ข้าวเจ้า’ อย่างมาก โดยเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้สูงว่าข้าวสายพันธุ์ดังกล่าว เดินทางจากตะวันตกสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาถึงภาคกลางตอนล่างของไทยในช่วงประมาณ 1,200-1,300 ปีมาแล้ว

เนื้อในในบทความตอนหนึ่ง ระบุดังนี้
‘ข้าวในเรือพนมสุรินทร์นั้น พบหนาแน่นภายในภาชนะดินเผาทรงตอร์ปิโด หมายเลข B4 เป็นเปลือกข้าวที่มีลักษณะสมบูรณ์ภายในภาชนะ พร้อมกับดินโคลนและครบน้ำมันดินติดเต็มพื้นผิว จากสภาพที่หลงเหลืออยู่ พบว่าเป็นร่องรอยของเมล็ดข้าวเปลือกที่ยังไม่ได้สีเป็นข้าวสาร เศษเปลือกข้าวที่พบนั้น เกือบทั้งหมดมีลักษณะเป็นเปลือกที่สมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยการแตกหักที่เกิดจากการตำข้าว หรือบดเปลือกเพื่อแยกข้าวสารออกจากข้าวเปลือกแต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงมากว่าไหทรงตอร์ปิโดหมายเลข B4 นั้น ใช้เป็นภาชนะบรรจุข้าวเปลือกในการใช้งานครั้งสุดท้าย ในฐานะอาหารของลูกเรือหรือสินค้าส่งออกก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น
นอกจากเปลือกข้าวที่พบบนผิวไหทรงตอร์ปิโดแล้ว ยังพบก้อนวัตถุแข็งที่มีเศษเปลือกข้าว และเมล็ดข้าวสารติดอยู่บนผิวหน้าด้วย ปัจจุบันเศษแกลบข้าวและเมล็ดข้าวเสื่อมสลายไปหมด คงเหลือแต่ก้อนตะกอนแข็งที่ติดอยู่กับภาชนะเพียงเท่านั้น
การศึกษาเปลือกข้าวที่พบภายในไหทรงตอร์ปิโดหมายเลข B4 นั้น พบว่ามีความหนาแน่นค่อนข้างมากในพื้นที่ตัวอย่างขนาดประมาณ 49 ตารางเซนติเมตร สามารถวัดข้าวเปลือกที่มีขนาดสมบูรณ์ได้จำนวน 10 เมล็ด โดยใช้หน่วยเป็นมิลลิเมตร เมื่อได้ผลการวัดขนาดค่าเฉลี่ย ผลคำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง …..พบว่า ข้าวเปลือกจากเรือพนมสุรินทร์ มีสัณฐาฯและขนาดค่อนไปทางเรียวยาว จากนั้นนำขนาดข้าวเปลือกที่ได้มาคำนวณหาขนาดโดยประมาณของเมล็ดข้าวสาร ได้ผลดังนี้
จากผลการคำนวณดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ขนาดโดยประมาณของข้าวสารมีขนาดใกล้เคียงกับสัณฐาณข้าวสายพันธุ์อินดิกาอย่างมาก ค่ามาตรฐานที่ได้จากการวิเคราะห์ขนาดของกลุ่มข้าวสารภายในไหทรงตอร์ปิโดหมายเลข B4 นั้น มีค่า 2.28 นอกจากนี้ เมล็ดข้าวจำนวน 60 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่าง มีสัดส่วนที่สูงและยาว ซึ่งค่าตัวอย่างของข้าวที่เรียวยาวเช่นนี้ ไม่เคยปรากฏมาก่อนในกลุ่มข้าวที่พบในแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของไทย’
บทความดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ผลการวัดขนาดข้าวสารนี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่ข้าวสายพันธุ์อินดิกาหรือ ‘ข้าวเจ้า’ เดินทางจากตะวันตกสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาถึงภาคกลางตอนล่างของไทยในช่วงประมาณ 1,200-1,300 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นค่าอายุที่ได้จากผลการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ของอินทรียวัตถุในเรือพนมสุรินทร์ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนระบุว่า กลุ่มตัวอย่างที่สามารถวัดขนาดเมล็ดข้าวได้นั้นยังมีจำนวนน้อยเกินไป เนื่องจากเป็นเพียงการศึกษาเบื้องต้น จึงจำเป็นต้องมีการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นต่อไป
อ่านข่าว-สกู๊ปที่เกี่ยวข้อง 7 ปีในนากุ้ง 1,200 ปีในประวัติศาสตร์ ‘เรือโบราณพนมสุรินทร์’ กรมศิลป์ถึงเวลา ‘เอาจริง’
คืบหน้าขุดเรือ ‘พนมสุรินทร์’ ยุคทวารวดี พบเศษไม้เพิ่ม นักโบราณฯบันทึกละเอียด
เขย่าปม ‘พนมสุรินทร์’ เรืออาหรับ 1,200 ปี วันนี้ถึงไหน?
นักโบราณฯ เปิดชื่อพืชพบในเรือพนมสุรินทร์ 1,200 ปี คอลัมนิสต์ดังคว้าปรุงเมนูเด็ด คนแห่ชิมแน่น (คลิป)
