เดินหน้าสืบสานพระราชปณิธาน สร้างความมั่นคงด้านน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตปชช.พื้นที่จ.นครศรีธรรมราช
พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วย นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ในฐานะรองประธานอนุกรรมการฯ และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

การประชุมติดตามผลจัดขึ้น ณ ห้องประชุมโครงการชลประทานนครศรีธรรมราช โดยรับฟังความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำสำคัญ ทั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งล้วนมุ่งแก้ไขปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การบรรเทาอุทกภัย การเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำ การจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการสนับสนุนภาคการเกษตร

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งกรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างคลองระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ และสะพาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในเขตเมือง เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุมพื้นที่ 12 ตำบล ช่วยเหลือประชาชนกว่า 32,000 ครัวเรือน อีกทั้งเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนในช่วงฤดูแล้งกว่า 5.5 ล้านลูกบาศก์เมตร และสนับสนุนพื้นที่เกษตรกว่า 17,400 ไร่

นอกจากนี้ ยังติดตามผลการดำเนินงานของโครงการฝายคลองสังข์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอทุ่งใหญ่ ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2528 และยังคงใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถส่งน้ำให้ประชาชน 326 ครัวเรือน ใน 14 หมู่บ้าน มีน้ำอุปโภคบริโภคตลอดทั้งปี และหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกว่า 11,200 ไร่ สะท้อนถึงความยั่งยืนของโครงการพระราชดำริที่ยังคงสร้างประโยชน์ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
สำหรับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ติดตามความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตำบลช้างกลาง ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างและมีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 65 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 เพื่อส่งน้ำอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนกว่า 1,200 ครัวเรือน และสนับสนุนพื้นที่เกษตรประมาณ 660 ไร่ รวมถึงโครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำคลองวังหีบ อำเภอทุ่งสง ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถบริหารจัดการน้ำได้ทั้งฤดูแล้งและฤดูฝน ช่วยเหลือประชาชนกว่า 2,550 ครัวเรือน และพื้นที่เกษตรกว่า 17,000 ไร่
ภายหลังการประชุม องคมนตรีและคณะได้ลงพื้นที่ไปยังโครงการฝายคลองเสลาพร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอฉวาง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อปี 2539 เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของราษฎรในพื้นที่ ปัจจุบันโครงการสามารถส่งน้ำให้ประชาชนกว่า 800 ครัวเรือน มีน้ำใช้ตลอดปี และสนับสนุนพื้นที่เกษตรกว่า 1,450 ไร่
การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังได้สะท้อนผลสำเร็จของโครงการผ่านเสียงของประชาชนผู้ได้รับประโยชน์ โดย นายโชติมา วงศ์สวัสดิ์ ตัวแทนกลุ่มผู้ใช้น้ำ เปิดเผยว่า จากเดิมพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งและขาดแคลนน้ำ การมีฝายพระราชดำริทำให้ชุมชนมีน้ำใช้ตลอดปี เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการปลูกยางพารามาสู่การปลูกทุเรียน มังคุด และผลไม้เศรษฐกิจ สร้างรายได้ที่มั่นคง พร้อมทั้งช่วยลดความขัดแย้งเรื่องการใช้น้ำในชุมชน และยังต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่อีกทางหนึ่ง
ด้าน นางรัชนี รัตนบุรี เจ้าของสวนทุเรียนในตำบลละอาย กล่าวว่า การมีแหล่งน้ำที่มั่นคงทำให้สามารถปลูกทุเรียน บนพื้นที่ 4 ไร่ ได้อย่างเต็มศักยภาพ ปัจจุบันมีรายได้จากผลผลิตปีละกว่า 2–3 แสนบาท ควบคู่กับการทำเกษตรผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกพืชผักไว้บริโภคและแบ่งปันเพื่อนบ้าน พร้อมกล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า หากไม่มีโครงการพระราชดำริ ก็คงไม่สามารถพัฒนาสวนและสร้างรายได้เช่นทุกวันนี้ได้

ความสำเร็จของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นภาพสะท้อนของพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมุ่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างตรงจุด และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงด้านอาหาร การเกษตร เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ปัจจุบัน ด้วยพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทรงรับโครงการตามที่ประชาชนถวายฎีกาขอพระราชทานความช่วยเหลือซึ่งในพื้นที่ภาคใต้มีถึง 32 โครงการ โดยดำเนินการแล้วเสร็จและสร้างประโยชน์แก่ประชาชนแล้ว 18 โครงการ เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีน้ำใช้ มีอาชีพที่มั่นคง และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนตลอดไป



