“ทัศนัย” จี้ “ยศชนัน” ปมแอบอ้างผลงาน ถามมีมาตรฐานกลางไว้ทำไม หาก อว. ส่งเรื่องให้มหา’ลัยตรวจตัวเอง

21.08.26 | 08:17 น.

“ทัศนัย” จี้ “ยศชนัน” ปมร้องแอบอ้างผลงานวิชาการ ถามมีมาตรฐานกลางไว้ทำไม หาก อว.ส่งเรื่องให้มหา’ลัยตรวจตัวเอง

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ผศ.ดร.ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์สาขาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายหลังเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กรณีข้อร้องเรียนเรื่องการแอบอ้างผลงานทางวิชาการ รวมถึงกรณีที่ตนถูกตั้งกรรมการสอบวินัย ภายหลังออกมาตั้งคำถามเรื่องธรรมาภิบาลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ผศ.ดร.ทัศนัย ระบุว่า ตนพร้อมด้วยอาจารย์สุรชัยได้เข้าชี้แจงต่อ กมธ. โดยมีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกระทรวง อว. เข้าร่วมชี้แจงด้วย ซึ่งหลังจากรับฟังเป็นเวลาหลายชั่วโมง เห็นว่าสิ่งที่น่าหนักใจกว่ากรณีของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง คือระบบราชการที่สามารถดำเนินการได้ครบทุกขั้นตอน แต่ความยุติธรรมอาจยังไม่เกิดขึ้น

ผศ.ดร.ทัศนัย ระบุว่า อาจารย์สุรชัยเห็นว่าผลงานทางวิชาการของตนถูกนำไปใช้ จึงร้องเรียนต่อมหาวิทยาลัย และเมื่อไม่เชื่อมั่นในกระบวนการภายใน จึงร้องเรียนไปยังหน่วยงานของรัฐ ทั้ง ป.ป.ช. และกระทรวง อว. โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีทั้งหนังสือรับเรื่อง หนังสือส่ง คำชี้แจง การตั้งกรรมการ และผลการพิจารณา แต่ผู้ร้องยังต้องนำเอกสารชุดเดิมไปสอบถามหน่วยงานต่างๆ ว่าใครจะเป็นผู้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างแท้จริง

ผศ.ดร.ทัศนัย ยังตั้งข้อสังเกตต่อคำชี้แจงของผู้แทนกระทรวง อว. โดยระบุว่า เมื่อกระทรวงได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กระทรวงได้ส่งหนังสือไปสอบถามมหาวิทยาลัย ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะตอบกลับว่าได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วและเห็นว่าไม่มีความผิด จากนั้นกระทรวงจึงรับคำตอบดังกล่าวกลับมา

Advertisement

ผศ.ดร.ทัศนัย ตั้งคำถามว่า หากการกำกับดูแลหมายถึงการสอบถามผู้ถูกร้องเรียนว่าได้ตรวจสอบตัวเองแล้วหรือไม่ และเมื่อได้รับคำตอบว่า “ตรวจแล้ว ไม่ผิด” ก็ถือว่าหน้าที่ของหน่วยงานกำกับสิ้นสุดลง ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า “การกำกับดูแล” ยังมีความหมายเพียงใด และเหตุใดจึงต้องเปิดช่องทางร้องเรียน หากท้ายที่สุดเรื่องถูกส่งกลับไปให้หน่วยงานที่ถูกร้องเรียนเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองตัวเอง

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ซึ่งกำหนดมาตรฐานกลางเกี่ยวกับตำแหน่งทางวิชาการ โดยเฉพาะข้อ 25.1 ของประกาศ ก.พ.อ. พ.ศ.2564 ที่กล่าวถึงจริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาการ รวมถึงพฤติการณ์ที่ส่อถึงการลอกเลียนผลงานของผู้อื่น และการนำผลงานของผู้อื่นไปใช้เสนอขอตำแหน่งทางวิชาการโดยอ้างว่าเป็นผลงานของตนเอง

ผศ.ดร.ทัศนัย ระบุว่า ในที่ประชุมมีคำชี้แจงว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (สป.อว.) ไม่มีหน้าที่เข้าไปดำเนินการทางวินัยแทนมหาวิทยาลัย แต่ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามไม่ใช่การขอให้กระทรวงลงโทษบุคลากรแทนมหาวิทยาลัย หากเป็นการตรวจสอบว่ามหาวิทยาลัยรักษามาตรฐานกลางทางวิชาการหรือไม่ โดยเห็นว่า “ไม่มีอำนาจลงโทษแทนมหาวิทยาลัย” กับ “ไม่มีหน้าที่ตรวจสอบว่ามหาวิทยาลัยรักษามาตรฐานกลางหรือไม่” เป็นคนละเรื่องกัน

พร้อมระบุว่า ความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยมีขึ้นเพื่อให้มหาวิทยาลัยมีเสรีภาพในการบริหารและสร้างองค์ความรู้ ไม่ควรถูกตีความจนกลายเป็นการตรวจสอบ วินิจฉัย และรับรองตัวเอง โดยหน่วยงานภายนอกถือคำรับรองดังกล่าวเป็นจุดสิ้นสุดของกระบวนการ เพราะอาจทำให้ “ความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย” กลายเป็น “ความเป็นอิสระจากความรับผิดชอบ”

ผศ.ดร.ทัศนัย ยังตั้งคำถามตรงถึงนายยศชนันว่า ประเทศไทยมีมาตรฐานกลางทางวิชาการไว้เพื่ออะไร หากเมื่อเกิดข้อร้องเรียนว่ามหาวิทยาลัยอาจไม่รักษามาตรฐาน หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับทำได้เพียงส่งหนังสือไปสอบถามมหาวิทยาลัย ก่อนนำคำตอบของมหาวิทยาลัยกลับมาตอบประชาชน รวมถึงตั้งคำถามว่า หาก ก.พ.อ. มีหน้าที่กำหนดมาตรฐาน และ สป.อว. มีหน้าที่เกี่ยวกับการกำกับมาตรฐาน แต่เมื่อมาตรฐานถูกตั้งคำถามกลับไม่มีผู้รับผิดชอบตรวจสอบ แล้วจะมีกระทรวง อว. ไว้ทำไม

นอกจากนี้ ผศ.ดร.ทัศนัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ตนถูกตั้งกรรมการสอบวินัย ภายหลังออกมาตั้งคำถามเรื่องความซื่อสัตย์ทางวิชาการ การใช้งบประมาณ และธรรมาภิบาล โดยตั้งคำถามต่อรัฐมนตรี อว. ว่า สิ่งใดทำให้มหาวิทยาลัยไทยเสื่อมเสียชื่อเสียงมากกว่ากัน ระหว่างคนที่ตั้งคำถาม หรือระบบที่ทำให้คำถามเหล่านี้ไม่มีผู้รับผิดชอบตอบ

“ก่อนจะพูดถึงการขยับอันดับมหาวิทยาลัยไทย ก่อนจะวาดอนาคตวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือพาประเทศไปถึงอวกาศ ผมคิดว่ากระทรวง อว. ยังมีภารกิจพื้นฐานกว่านั้นมาก” ผศ.ดร.ทัศนัย ระบุ

พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงทำให้ระบบตรวจสอบมาตรฐานทางวิชาการเป็นที่เชื่อถือ ผู้ร้องขอความเป็นธรรมไม่ต้องใช้เวลาหลายปีเดินเรื่องระหว่างหน่วยงาน และบุคลากรในมหาวิทยาลัยสามารถตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกดำเนินการทางวินัย

“เรื่องพวกนี้ยังไม่ต้องใช้จรวดครับ แค่ทำให้มหาวิทยาลัยไทยรักษามาตรฐานทางวิชาการ และทำให้คนยังเชื่อได้ว่าระบบตรวจสอบมีอยู่จริง ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมแล้ว ก่อนจะพามหาวิทยาลัยไทยขึ้นไปสูงกว่านี้ ช่วยหยุดไม่ให้มันตกต่ำไปกว่านี้ก่อนเถอะครับ” ผศ.ดร.ทัศนัย ระบุ

“ทัศนัย-สุรชัย” ร่วมชี้แจงกรรมาธิการกฎหมายฯ 20 ส.ค. เปิดข้อมูลข้อพิรุธงานวิจัย “เมืองฮอด” พบคดีมีมติเอกฉันท์ชี้มูลวินัยร้ายแรง