วันที่ 8 กันยายนของทุกปี ไม่ได้เป็นเพียงวันสำคัญทางการศึกษาที่ชวนให้สังคมหวนคิดถึงความสำคัญของการ “อ่านออกเขียนได้” หากแต่เป็นวันที่ประชาคมโลกใช้ย้ำเตือนว่า “การรู้หนังสือ” คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและสังคม
ปี 2569 ถือเป็นวาระพิเศษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” (International Literacy Day) ภายใต้แนวคิด “การรู้หนังสือเพื่อผู้คน โลก และความผาสุกรุ่งเรือง” (Literacy for people, the planet, and prosperity)
งานเฉลิมฉลองระดับโลกจัดขึ้นโดยองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ร่วมกับรัฐบาลเม็กซิโก ระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2569 ขณะที่ประเทศไทย โดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อแสดงจุดยืนในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ของคนไทยให้สอดคล้องกับทิศทางของประชาคมโลก

จากจุดเริ่มต้น สู่ภารกิจที่ยังไม่จบ
ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ.1965 หรือ พ.ศ.2508 ที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจากทั่วโลกว่าด้วยการขจัดการไม่รู้หนังสือ (World Conference of Ministers of Education on the Eradication of Illiteracy) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเตหะราน ได้เสนอให้วันที่ 8 กันยายน ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นการประชุม เป็น “วัน International Literacy Day” ต่อมา UNESCO ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1966 และเชิญชวนประเทศสมาชิกทั่วโลกร่วมจัดกิจกรรม เพื่อกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการรู้หนังสือ
ก่อนที่การจัดงานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือจะเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2510 จากวันนั้นถึงวันนี้ โลกเดินทางมาไกลถึง 60 ปี แต่โจทย์เรื่อง “การไม่รู้หนังสือ” กลับยังไม่หมดไป ข้อมูลที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในวาระครบรอบ 60 ปี สะท้อนให้เห็นช่องว่างทางการศึกษาที่น่ากังวล โดยทั่วโลกยังมีผู้ใหญ่ประมาณ 739 ล้านคน ที่ขาดทักษะการรู้หนังสือขั้นพื้นฐาน และในจำนวนนี้ราว 63% เป็นผู้หญิง ขณะเดียวกัน เด็กนักเรียนระดับประถมศึกษามากกว่า 42% ยังมีทักษะการอ่านไม่ถึงระดับขั้นต่ำ และยังมีเด็กอีกประมาณ 273 ล้านคนที่หลุดออกจากระบบโรงเรียน ตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นเครื่องเตือนว่า แม้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ของโลกจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ “โอกาสในการเข้าถึงความรู้” ยังไม่ได้กระจายไปถึงทุกคนอย่างเท่าเทียม

“รู้หนังสือ” ไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้
โจทย์สำคัญของ “การรู้หนังสือ” ไม่ได้หมายถึงเพียงความสามารถในการอ่านออกเขียนได้อีกต่อไป แต่คือรากฐานสำคัญของการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมภูมิคุ้มกันให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตและปรับตัวได้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลง
เป้าหมายสำคัญคือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย เข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่มีคุณภาพได้ทุกที่ ทุกเวลาอย่างทั่วถึงและเสมอภาค พร้อมพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การสร้างพลเมืองที่มีความรู้เท่าทัน มีความรับผิดชอบต่อสังคมและโลก สามารถนำความรู้ไปต่อยอดการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความมั่นคงและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
หากเปรียบ “การรู้หนังสือ” เป็น “รากแก้วของต้นไม้” การรู้หนังสือในปัจจุบันไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้ แต่เป็น “รากแก้ว” ที่ทำหน้าที่ดูดซับข้อมูลข่าวสาร เพื่อนำไปหล่อเลี้ยงกิ่งก้านหลัก 3 กิ่งให้เติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่ ผู้คน (People), ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ (Prosperity), และสิ่งแวดล้อม (Planet) ซึ่งหมายความว่า คนในยุคใหม่ต้องสามารถ “อ่าน” ได้มากกว่าตัวหนังสือ เพราะในวันที่ข้อมูลข่าวสารมีอยู่มหาศาล การอ่านออกเขียนได้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

จาก “บ้าน” สู่ “สมาร์ทโฮม”
การพัฒนาทักษะการรู้หนังสือในยุคดิจิทัลจึงอาจเปรียบได้กับการ “ต่อเติมบ้าน” หากในอดีตการศึกษาอาจมุ่งสร้างเพียง “ฐานบ้าน” ให้คนอ่านออกเขียนได้ ปัจจุบันจำเป็นต้องต่อเติมบ้านหลังนั้นให้กลายเป็น “สมาร์ทโฮม” ภายในบ้านต้องมีทั้งทักษะดิจิทัล การรู้เท่าทันสื่อ การใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย รวมถึงความสามารถในการแยกแยะข้อมูลจริง-ข้อมูลเท็จ และรู้จักใช้ AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ปล่อยให้เทคโนโลยีเป็นผู้กำหนดชีวิต นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบการศึกษาไทยว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงความรู้และทักษะใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

“การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ต้องเป็นตาข่ายนิรภัย
อีกประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามคือ เด็กและเยาวชนจำนวนมากไม่ได้อยู่ในระบบโรงเรียนแบบปกติ เมื่อมีเด็กหลุดออกจากระบบ การศึกษาจึงไม่ควรหมายถึงการปิดประตู แต่ต้องมี “ตาข่ายนิรภัย” รองรับคนเหล่านี้ ผ่านระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย ทั้งการศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การฝึกทักษะอาชีพ และการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงผู้ใหญ่ที่พลาดโอกาสทางการศึกษาในอดีต ซึ่งไม่ควรถูกตีตราว่า “เรียนไม่ทัน” หรือ “หมดโอกาส” เพราะโลกยุคใหม่ไม่ได้ถามว่าคุณเรียนจบเมื่ออายุเท่าไร แต่ถามว่าคุณสามารถเรียนรู้และปรับตัวได้หรือไม่

60 ปีที่ผ่านไป กับโจทย์หลังปี 2030
การเฉลิมฉลองวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือในปีนี้ จึงมีความหมายมากกว่าการรำลึกถึงความสำเร็จตลอด 60 ปีที่ผ่านมา แต่คือการตั้งคำถามว่า “การรู้หนังสือในอีก 10 ปีข้างหน้าควรมีหน้าตาอย่างไร” โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุค AI เศรษฐกิจดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนทางเศรษฐกิจและสังคมการสร้างคนให้ “อ่านออกเขียนได้” จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ภารกิจต่อจากนี้คือทำให้ทุกคนสามารถ “อ่านโลกออก” ซึ่งหมายความถึง อ่านการเปลี่ยนแปลงให้ทัน ,อ่านข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ ,อ่านโอกาสของตัวเอง อ่านความเสี่ยงที่กำลังเข้ามา และที่สำคัญคือ อ่านอนาคตของโลกที่ตัวเองกำลังจะใช้ชีวิตอยู่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว “การรู้หนังสือ” ไม่ใช่เรื่องของตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่คือ สิทธิ โอกาส และเครื่องมือในการมีชีวิตที่ดีขึ้น
และเมื่อโลกกำลังร่วมกันกำหนดวาระการศึกษาหลังปี 2030 การครบรอบ 60 ปีครั้งนี้ จึงอาจไม่ใช่บทสรุปของภารกิจ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการ “คิดใหม่ ทำใหม่” เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกวัน




