‘ประเสริฐ’ จับมือเยอรมนี ยกระดับอาชีวะไทย ปั้นกำลังคนรับตลาดแรงงานอนาคต
เมื่อวันที่ 8 กันยายน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ที่ประชุมได้รับทราบการจัดทำบันทึกความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการของไทยกับกระทรวงศึกษาธิการของเยอรมนี เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการอาชีวศึกษา โดยมีสาระสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาทักษะภาษา , การแลกเปลี่ยนนักเรียนและบุคลากร และการจัดส่งนักเรียนอาชีวศึกษาไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสถานประกอบการทั้งในประเทศไทยและประเทศเยอรมนี ซึ่งตนมีกำหนดเดินทางไปประเทศเยอรมนีในวันที่ 13 กันยายน 2569 นี้ เพื่อหารือและผลักดันความร่วมมือดังกล่าว เนื่องจากข้อตกลงเดิมกำลังจะสิ้นสุดลง จึงต้องเร่งดำเนินการต่ออายุและขยายความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้นักเรียนอาชีวศึกษาได้เรียนรู้และฝึกงานกับภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนี
“เยอรมนีมีบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยจำนวนมาก เช่น เมอร์เซเดสเบนซ์ และบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งมีความต้องการกำลังคนที่มีทักษะเฉพาะด้าน ดังนั้น ความร่วมมือครั้งนี้ จะมุ่งสร้างโอกาสให้นักเรียนอาชีวะได้ฝึกประสบการณ์จริงในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเมื่อมีทักษะภาษาเยอรมันหรือภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการมีงานทำและมีรายได้ที่ดีขึ้น” นายประเสริฐ กล่าว
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ตนได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนกำลังคนด้านอาชีวศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศและความต้องการของตลาดแรงงาน โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวศึกษาเป็น 45% จากปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 35% เพื่อให้ประเทศไทยมีกำลังคนสายวิชาชีพเพียงพอต่อภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ศธ.จะพิจารณาปรับปรุงสาขาวิชาที่มีผู้เรียนน้อย รวมถึงพัฒนาหลักสูตรและเปิดสาขาใหม่ให้สอดคล้องกับอาชีพในอนาคต โดยจะศึกษาข้อมูลความต้องการของตลาดแรงงานควบคู่ไปกับความสนใจของผู้เรียน เช่น อาชีพด้านพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นหนึ่งในสาขาที่มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้น ทั้งงานติดตั้ง ซ่อมบำรุง และดูแลระบบ ซึ่งจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง รวมถึงต้องมีความรู้ด้านความปลอดภัย เนื่องจากเป็นงานที่ต้องปฏิบัติงานบนที่สูง โดยภาครัฐควรเตรียมกำลังคนให้พร้อมรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าว เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนไป เราต้องมองว่าในอนาคตประเทศต้องการคนแบบไหน ไม่ใช่ผลิตคนตามสาขาที่เคยมีมาเท่านั้น ต้องดูว่าอุตสาหกรรมใหม่ๆ ต้องการกำลังคนด้านใด แล้วเตรียมเด็กให้มีทักษะตรงกับงาน ขณะเดียวกันเด็กที่เรียนสายสามัญก็สามารถต่อยอดเข้าสู่อาชีวศึกษาได้ หากค้นพบว่าตัวเองต้องการเรียนวิชาชีพ เพื่อให้มีทั้งวุฒิการศึกษาและทักษะอาชีพติดตัว



