เปิดผล PISA 2025
วัดคุณภาพการศึกษาไทยในเวทีโลก
หมายเหตุ – กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA 2025 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ผลปรากฎว่านักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นในทุกด้าน “มติชน” นำเสนอรายละเอียดดังนี้
โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งถือว่าคุณภาพของการศึกษาเป็นตัวชี้วัดศักยภาพของการพัฒนาทางเศรษฐกิจในอนาคต
สำหรับการประเมิน PISA 2025 เน้นประเมินด้านวิทยาศาสตร์เป็นด้านหลัก ส่วนด้านคณิตศาสตร์และการอ่านเป็นด้านรอง นอกจากนี้ PISA 2025 ยังมีการประเมินเพิ่มเติมด้านการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล (Learning in the Digital World) ซึ่งมุ่งวัดทักษะการแก้ปัญหาเชิงคำนวณของนักเรียน ตลอดจนความสามารถในการกำกับ วางแผน และจัดการการเรียนรู้ของตนเองในสภาพแวดล้อมดิจิทัล
PISA 2025 มีนักเรียนจากทั่วโลกเข้าร่วมการประเมินกว่า 760,000 คน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของนักเรียนอายุ 15 ปี ประมาณ 33 ล้านคน จาก 91 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในฐานะศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ ได้ดำเนินการจัดสอบ PISA 2025 เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 โดยมีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมการประเมิน จำนวน 8,547 คน จากสถานศึกษา 273 แห่ง ครอบคลุมทุกสังกัดการศึกษา ในการประเมินนี้นักเรียนทำแบบทดสอบและแบบสอบถามด้วยคอมพิวเตอร์ผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีการเก็บข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษาผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ปัจจัยด้านต่างๆ ที่อาจมีความสัมพันธ์หรือส่งผลต่อผลการประเมินของนักเรียน
PISA 2025 ประเมินด้านวิทยาศาสตร์เป็นด้านหลัก โดยให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเน้นความสามารถในการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ การออกแบบและประเมินกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการแปลความหมายข้อมูลและใช้ประจักษ์พยานในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างมีวิจารณญาณ ตลอดจนการศึกษาค้นคว้า ประเมิน และใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อการตัดสินใจและการลงมือกระทำได้อย่างเหมาะสม ทั้งในระดับส่วนบุคคล ระดับท้องถิ่น/ประเทศ และระดับโลก
นอกจากนี้ PISA 2025 ยังให้ความสำคัญกับการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในบริบทหรือสถานการณ์ต่างๆ อย่างหลากหลายในการจัดการกับประเด็นทางวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ผลการประเมินด้านวิทยาศาสตร์ของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีคะแนนเฉลี่ย 482 คะแนน ซึ่งจีนสี่มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง) และสิงคโปร์ มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าทุกประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมการประเมิน
โดยจีนสี่มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง) มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดคือ 597 คะแนน ส่วนสิงคโปร์มีคะแนนเฉลี่ย 560 คะแนน สำหรับประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์รองลงมา ได้แก่ มาเก๊า จีนไทเป ญี่ปุ่น เอสโตเนีย เกาหลี สหราชอาณาจักร แคนาดา นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย
สำหรับผลการประเมินด้านคณิตศาสตร์และการอ่าน กลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีคะแนนเฉลี่ย 463 และ 461 คะแนน ตามลำดับ โดยจีนสี่มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง) มีคะแนนเฉลี่ยด้าคณิตศาสตร์สูงที่สุด คือ 612 คะแนน รองลงมาคือ สิงคโปร์ ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ย 563 คะแนน ส่วนด้านการอ่าน สิงคโปร์มีคะแนนเฉลี่ย ด้านการอ่านสูงที่สุดคือ 535 คะแนน รองลงมาคือ จีนสี่มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง) ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ย 527 คะแนน
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับ PISA 2022 พบว่า กลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีคะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านและคณิตศาสตร์ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ลดลง 14 และ 9 คะแนน ตามลำดับ ส่วนด้านวิทยาศาสตร์ลดลง 3 คะแนน แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม มี 8 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีคะแนนเฉลี่ยทั้งสามด้านเพิ่มขึ้นจาก PISA 2022 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ จอร์เจีย กัมพูชา จอร์แดน มอนเตเนโกร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไทย ตุรกี และฟิลิปปินส์
ส่วนประเมิน ด้านการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล ซึ่งวัดความสามารถในสองส่วน ได้แก่ การแก้ปัญหาเชิงคำนวณ (Computational Problem Solving) และการกำกับตนเองเพื่อการเรียนรู้ (Self-regulated Learning) ซึ่งผลการประเมินด้านการแก้ปัญหา เชิงคำนวณได้เผยแพร่พร้อมกับการประเมินหลักทั้งสามด้าน โดยกลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีคะแนนเฉลี่ย ด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ 500 คะแนน ซึ่งประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีผลการประเมินด้านนี้สูงสุดคือ มาเก๊า มีคะแนนเฉลี่ย 572 คะแนน รองลงมาห้าอันดับแรกเป็นประเทศ/เขตเศรษฐกิจในเอเชียทั้งหมด ได้แก่ สิงค์โปร์
จีนสี่มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง) ญี่ปุ่น จีนไทเป และฮ่องกง ส่วนการรายงานผลด้านการกำกับตนเอง เพื่อการเรียนรู้จะเผยแพร่ในปี พ.ศ.2570
นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์ 432 คะแนน ด้านคณิตศาสตร์ 407 คะแนน ด้านการอ่าน 392 คะแนน และด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ 476 คะแนน ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ในทุกด้าน โดยนักเรียนหญิงมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่านักเรียนชายทั้งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ยกเว้นด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณที่นักเรียนชายมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่านักเรียนหญิง
สำหรับผลการประเมินจำแนกตามสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะด้านการออกแบบและประเมินกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการแปลความหมายข้อมูลและใช้ประจักษ์พยานในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างมีวิจารณญาณ 434 คะแนน ซึ่งมากกว่าคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะด้านการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ และสมรรถนะด้านการศึกษาค้นคว้า ประเมิน และใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อการตัดสินใจและการลงมือกระทำ ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 428 และ 429 คะแนน ตามลำดับ
เมื่อเทียบกับ PISA 2022 พบว่า คะแนนเฉลี่ยทั้งสามด้านของประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยด้านวิทยาศาสตร์ มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 23 คะแนน ส่วนด้านคณิตศาสตร์และการอ่าน มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นด้านละ 13 คะแนน
ทั้งนี้ แนวโน้มผลการประเมินของประเทศไทยตั้งแต่ PISA 2000 จนถึง PISA 2025 พบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์และการอ่านมีแนวโน้มลดลง ส่วนด้านวิทยาศาสตร์ถือว่าไม่เปลี่ยนแปลงทางสถิติ
เมื่อวิเคราะห์ตามกลุ่มโรงเรียน พบว่า กลุ่มโรงเรียนเน้นวิทยาศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยทุกด้านสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD และมีคะแนนเฉลี่ยใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีคะแนนเฉลี่ยสูง สำหรับกลุ่มโรงเรียนสาธิตมีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ส่วนด้านการอ่านมีคะแนนเฉลี่ยใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ทั้งนี้ กลุ่มโรงเรียนอื่นๆ ยังคงมีคะแนนเฉลี่ยในทุกด้านต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับ PISA 2022 พบว่า เกือบทุกกลุ่มโรงเรียนมีคะแนนเฉลี่ยในทิศทางที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาสของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในทั้งสามด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับกลุ่มโรงเรียนของสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร มีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนกลุ่มโรงเรียนมัธยมศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและกลุ่มโรงเรียนในสังกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่านระหว่างนักเรียนกลุ่มคะแนนสูง (มีคะแนนอยู่ในตำแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90) กับนักเรียนกลุ่มคะแนนต่ำ (มีคะแนนอยู่ในตำแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10) ของประเทศไทย พบว่า นักเรียนทั้งสองกลุ่มมีคะแนนเฉลี่ยในแต่ละด้านแตกต่างกันประมาณ 200 คะแนน และเมื่อเทียบกับ PISA 2022 พบว่า ความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยทั้งสามด้านของนักเรียนทั้งสองกลุ่มนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
นักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มบนสุดของประเทศ (ตั้งแต่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 ขึ้นไป) หรือนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มได้เปรียบมีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มล่างสุดของประเทศ (ต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25) หรือนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มด้อยเปรียบอยู่ 55 คะแนน ซึ่งมีช่องว่างที่แคบกว่ากลุ่มประเทศสมาชิก OECD ที่นักเรียนทั้งสองกลุ่มนี้มีคะแนนเฉลี่ย ด้านวิทยาศาสตร์แตกต่างกันถึง 85 คะแนน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ PISA 2015 ถึง PISA 2025 ช่องว่างความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์นักเรียนไทยทั้งสองกลุ่มนี้ไม่เปลี่ยนแปลง
แต่สำหรับกลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีช่องว่างของความแตกต่างที่แคบลง เนื่องจากนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มด้อยเปรียบมีคะแนนเฉลี่ย
ที่เพิ่มขึ้น แต่กลุ่มนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มได้เปรียบยังคงรักษาระดับของคะแนนเฉลี่ยได้เท่าเดิม
สำหรับนักเรียนกลุ่มช้างเผือก ซึ่งเป็นนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มด้อยเปรียบ แต่มีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์อยู่ในกลุ่มบนสุดของประเทศ (ตำแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 ขึ้นไป) พบว่า ประเทศไทยมีนักเรียนกลุ่มช้างเผือกอยู่ 17% ในขณะที่ประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนกลุ่มนี้อยู่ 12% จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นักเรียนเหล่านี้ถือได้ว่ามีความเข้มแข็งทางวิชาการโดยสามารถมีผลการประเมินที่ดีได้ แม้จะมีความด้อยเปรียบทางสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมก็ตาม
การรายงานผลการประเมิน PISA นอกจากนำเสนอเป็นคะแนนเฉลี่ยแล้ว ยังรายงานผลเป็นระดับสมรรถนะ ซึ่งแบ่งเป็น 6 ระดับ ทั้งนี้ สำหรับด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ระดับ 2 ถือเป็นระดับพื้นฐานที่นักเรียนสามารถใช้ทักษะและความรู้ในชีวิตจริงได้ ผลการประเมินครั้งนี้พบว่ามีนักเรียนไทยที่มีสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปอยู่ที่ 59% ในขณะที่กลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนกลุ่มนี้อยู่ที่ 74% ส่วนประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีผลการประเมินสูง ได้แก่ จีนสี่มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง) สิงคโปร์ เอสโตเนีย ญี่ปุ่น จีนไทเป และเกาหลี มีนักเรียนมากกว่า 85% ที่มีสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไป สำหรับด้านคณิตศาสตร์ และการอ่าน ประเทศไทยมีนักเรียนที่มีสมรรถนะตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปในแต่ละด้านอยู่ที่ 41%
ส่วนประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนที่มีสมรรถนะตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปอยู่ที่ 65% และ 69% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับ PISA 2022 พบว่านักเรียนไทยที่มีสมรรถนะตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปเพิ่มขึ้น โดยด้านวิทยาศาสตร์มีนักเรียนเพิ่มขึ้น 12% ด้านคณิตศาสตร์ มีนักเรียนเพิ่มขึ้น 9% และด้านการอ่านมีนักเรียนเพิ่มขึ้น 6%
สำหรับการรายงานผลตามระดับสมมรรถนะในด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ ระดับ 3 ถือเป็นเกณฑ์อ้างอิงที่นักเรียนเริ่มแสดงให้เห็นว่ามีความรู้และทักษะที่เพียงพอที่จะพัฒนาความสามารถในด้านนี้ต่อไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ผลการประเมินพบว่า มีนักเรียนไทยที่มีความสามารถทางการแก้ปัญหาเชิงคำนวณตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไปอยู่ที่ 55% ในขณะที่กลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนกลุ่มนี้ 64% ส่วนมาเก๊ามีนักเรียนกลุ่มนี้มากถึง 93%
จากผลการประเมิน PISA 2025 แสดงให้เห็นว่า ในภาพรวมประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกของคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนไทย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีช่องว่างของคะแนนเฉลี่ยระหว่างนักเรียนกลุ่มสูงกับนักเรียนกลุ่มต่ำที่กว้างมาก ซึ่งแสดงถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยังคงต้องได้รับการแก้ไข ขณะเดียวกัน ด้านการอ่านยังคงมีคะแนนอยู่ในระดับที่ควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยควรมุ่งพัฒนาการอ่านเชิงความหมาย การวิเคราะห์และประเมินข้อมูลจากแหล่งที่หลากหลาย และการสร้างโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกอ่าน และคิดวิเคราะห์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้นักเรียนสามารถใช้การอ่านเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการพัฒนาครู การจัดการเรียนรู้ที่เน้นสมรรถนะ ตลอดจนการสนับสนุนทรัพยากรและสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพให้แก่สถานศึกษาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อช่วยลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำในการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งยกระดับคุณภาพสถานศึกษาทั่วประเทศให้ครอบคลุมทุกสังกัด



