สพฐ. ห่วงสุขภาพนักเรียน-ครู กำชับสถานศึกษาเฝ้าระวังเข้ม รับมือ PM2.5

6.11.26 | 14:15 น.

สพฐ. ห่วงสุขภาพนักเรียน-ครู กำชับสถานศึกษาเฝ้าระวังเข้ม รับมือ PM2.5

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานศึกษาทั่วประเทศได้เปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2569 และกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลที่มักเกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งอาจมีปริมาณเกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ และเตรียมความพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทุกคนในสถานศึกษา

ดร.ธนู กล่าวต่อว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีความห่วงใยต่อสุขภาพและความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา จึงกำชับให้ สพฐ. แจ้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตและสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ เน้นย้ำให้สถานศึกษาในสังกัดปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเคร่งครัด โดยแบ่งการดำเนินงานเป็นมาตรการระยะเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที


“สำหรับ มาตรการระยะเร่งด่วน กำหนดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศเป็นประจำทุกวัน ผ่านเว็บไซต์ air4thai.pcd.go.th หรือแอปพลิเคชัน Air4Thai พร้อมปรับการจัดกิจกรรมและการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับระดับคุณภาพอากาศ ตั้งแต่ระดับดีมากและระดับดี ที่สามารถจัดกิจกรรมได้ตามปกติ ระดับปานกลางให้ลดกิจกรรมนอกอาคาร ไปจนถึงระดับสีส้มและสีแดงที่ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกัน โดยให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น PM2.5 จัดการเรียนการสอนภายในอาคารหรือห้องเรียนปลอดฝุ่น ลดหรืองดกิจกรรมกลางแจ้ง และพิจารณาปรับรูปแบบการเรียนการสอนหรือเปิด-ปิดสถานศึกษาตามความเหมาะสมและระเบียบที่เกี่ยวข้อง” ดร.ธนู กล่าว

ดร.ธนู กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังกำชับให้ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาสื่อสารข้อมูลสถานการณ์ฝุ่นและแนวทางป้องกันตนเองแก่นักเรียนทุกวัน พร้อมสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็กเล็กและนักเรียนที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบหัวใจและทางเดินหายใจ รวมถึงจัดเตรียมห้องเรียนปลอดฝุ่น ทำความสะอาดอาคารเรียนอย่างสม่ำเสมอ ประชาสัมพันธ์ความรู้ในการดูแลสุขภาพ ตลอดจนให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาติดตามสถานการณ์และลงพื้นที่ช่วยเหลือสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ส่วนมาตรการระยะยาว มุ่งสร้างความร่วมมือในการลดปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน โดยรณรงค์ให้บุคลากร นักเรียน และผู้ปกครองใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือเดินทางร่วมกัน ส่งเสริมเครือข่ายนักเรียน ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักศึกษาวิชาทหาร และจิตอาสา ให้มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและรณรงค์แก้ไขปัญหาฝุ่น พร้อมส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกและดูแลต้นไม้ โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ที่ช่วยฟอกอากาศ ตลอดจนบูรณาการความรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบจากมลพิษทางอากาศเข้าสู่การจัดการเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมให้แก่นักเรียนและชุมชน” ดร.ธนู กล่าว

Advertisement

ดร.ธนู กล่าวต่อว่า นอกจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ที่อยู่ในระหว่างการเยียวยาฟื้นฟู การดูแลสุขภาพนักเรียนและครูจากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กก็สำคัญเช่นกัน จึงได้กำชับให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กำกับ ติดตาม และตรวจสอบการดำเนินงานของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกมาตรการเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดย สพฐ. จะเฝ้าระวังและสนับสนุนการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลสุขภาพและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเต็มที่