อัยการถาม ตร.สืบภ.5 ใช้เครื่องมือล้วงข้อมูลมือถือขออนุญาตศาลหรือไม่ หวั่นต่อไปปชช.กระทบสิทธิ์

16.11.18 | 15:12 น.

อัยการธนกฤต ตั้งข้อสังเกต สืบภาค 5ใช้ เครื่องมือล้วงข้อมูลชาวพม่าจับคลิปลามกเด็ก ขออนุญาตศาลก่อนหรือไม่ ชี้กฎหมายให้อำนาจ เจ้าหน้าที่ ที่รมต.ดิจิทัล ตั้งขึ้นมีอำนาจขอหมายศาล ไม่ใช่หน่วยงานใดก็ได้ หวั่นเข้าถึงข้อมูลประชาชน กระทบสิทธิเสรีภาพ


ตามที่มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.สส.ภ. 5 และชุดสืบสวนภาค 5 ได้ใช้เครื่องมือพิเศษ Cellebrite ในการเข้าถึงและดึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของนายยุ้ม เคอ ชาวเมียนมา พร้อมกับดำเนินคดีนายยุ้ม เคอ ในข้อหามีสื่อลามกอนาจารเด็กไว้ในครอบครอง เพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย นั้น

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ให้ความเห็นในประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การที่เจ้าหน้าที่รัฐจะตรวจสอบหรือเข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ซึ่งถือว่าเป็นระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด เพื่อใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดนั้น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 18 และมาตรา 19 บัญญัติให้ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลที่มีเขตอำนาจเสียก่อน และเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแล้วถึงจะดำเนินการได้ ไม่ใช่ว่าได้ดำเนินการเข้าถึงและดึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือมาแล้ว ค่อยไปขอหมายค้นจากศาลเพื่อมาทำการตรวจค้นในภายหลัง ซึ่งในการยื่นคำร้องเพื่อตรวจสอบและเข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือนั้น คำร้องต้องระบุเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดกระทำหรือกำลังจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นความผิด เหตุที่ต้องใช้อำนาจ ลักษณะของการกระทำความผิด รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิด และตัวผู้กระทำความผิด ดังนั้น ในเรื่องนี้จึงต้องดูข้อเท็จจริงว่า การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าถึงและดึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของนายยุ้ม เคอ ชาวเมียนมา ได้มีการขออนุญาตต่อศาลและได้รับอนุญาตจากศาลก่อนแล้วหรือยัง

และมีข้อสังเกตว่า เฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เท่านั้นที่จะมีอำนาจในการดำเนินการตรวจสอบหรือเข้าถึงข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่น รวมทั้งในการไปยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลตามมาตรา 18 และ 19 ดังกล่าว จึงไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐคนใดก็ได้ที่จะมีอำนาจในการดำเนินการดังกล่าวได้

Advertisement

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 22 และ 23 ยังกำหนดบทลงโทษพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานสอบสวนที่เปิดเผยข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ได้มาด้วย เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด

ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐดักฟังและเข้าถึงข้อมูลและเอกสารที่ใช้บังคับอยู่หลายฉบับ หากนับรวมร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการดักฟังและเข้าถึงข้อมูลและเอกสารที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้เสนอด้วย ก็นับรวมแล้วได้ 11 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 17 ,พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 30 ,พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 25 ,พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2519 มาตรา 14 จัตวา ,พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 46 ,พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 18 ,พระราชบัญญัติข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ. 2528 เป็นต้น

ดังนั้น เจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายฉบับต่าง ๆ ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐดักฟังและเข้าถึงข้อมูลและเอกสารของประชาชน จึงควรต้องใช้อำนาจด้วยความระมัดระวัง ให้ถูกต้องและเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย และพิจารณาถึงผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลหรือสิทธิอื่นใดของประชาชน โดยควรตระหนักถึงการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลของประชาชนเป็นสำคัญด้วย

สำหรับรายละเอียดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูลเเละดักฟังทั้ง 11 ฉบับ ดูได้ตามลิงค์นี้

https://www.matichon.co.th/local/news_562652
https://www.matichon.co.th/local/crime/news_552146