คณบดีนิติฯ มธ. เจาะลึก เทียบฝรั่งเศส-ไทย ยัน ‘การขังต้องเป็นมาตรการสุดท้าย’

4.11.22 | 20:31 น.

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน เวลา 13.15 น. ที่ห้องประชุม 301 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดสัมนาทางวิชาการหัวข้อ ‘ปัญหาการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผิดในกระบวนการยุติธรรม’ (อ่านข่าว กรรมการสิทธิฯ ชี้ ‘ระบบกล่าวหา’ ไม่เท่าเทียม ฝ่ายหนึ่งจนท.รัฐ อีกฝ่ายแค่ ‘ราษฏร’ เหลื่อมล้ำทำติดคุกเพียบ)

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร. ปกป้อง ศรีสนิท คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงประเด็น ‘เหตุแห่งการขัง’ ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2560 วรรค 3 กล่าวว่า ‘การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาให้กระทำเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้หลบหนี’ คำถามจึงเกิดทันทีว่าตกลงแล้วการดำเนินคดีอาญา กับการขัง หรือการปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลย อยู่บนพื้นฐานเดียวกันหรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ ไม่ใช่

“การดำเนินคดีอาญาทุกคดีรัฐต้องดำเนินคดีเพื่อค้นหาความจริงว่าถ้าเป็นผู้กระทำผิดต้องลงโทษอย่างเหมาะสม ถ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ต้องปล่อยตัวคืนความบริสุทธิ์ให้เขา ส่วนการขังหรือการปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยระหว่างการสอบสวนพิจารณาคดีไม่ได้อยู่ในหลักการเดียวกันนี้ การขังหรือการปล่อยมีฐานคือจะดำเนินคดีอาญาไม่ว่าชั้นใดโดยขังหรือปล่อยก็ได้ โดยพิจารณาจากว่าจะหนี จะยุ่งเกี่ยวกับหลักฐาน หรือก่อคดีเหตุอันตราย นี่เป็นเหตุที่ต้องขัง ฉะนั้นคดีอาญาหลายคดีสามารถสอบสวน ฟ้องคดี และลงโทษได้ หรือพิจารณาคดีได้ โดยที่ผู้ต้องหาไม่ถูกขังสักรายหนึ่ง”  รศ.ดร.ปกป้อง กล่าว (อ่านข่าว ปริญญา เผย 6 หมื่นคนในคุกอยู่ระหว่างสอบสวน ยันตามหลักการ ‘ยังบริสุทธิ์’ เสนอ 5 ข้อแก้กระบวนการยุติธรรม)

รศ.ดร.ปกป้อง กล่าวว่า การขังต้องเป็นมาตรการสุดท้าย หมายความว่า ถ้ามาตรการอื่นใดยังใช้ได้ผลอยู่ รัฐหรือศาลควรใช้มาตรการป้องกันไม่ให้หรือมาตรการป้องกันเหตุร้ายทุดข้อให้หมดก่อน ถ้าไม่ได้ผลจริงๆ ค่อยใช้การขังเป็นมาตรการสุดท้าย เช่น ศาลจะปล่อยเป็นหลัก โดยใช้มาตรการควมคุมของศาล ตามที่ศาลกำหนด โดยที่สามารถสั่งมาตรการนี้ได้เลย ไม่จำเป็นต้องออกหมายขัง หากมาตรการนี้ไม่สามารถใช้ได้ จะสั่งมาตรการที่ 2 คือให้ใส่กำไล EM แล้วควบคุมพฤติกรรมอยู่ที่บ้าน แต่สำหรับประเทศไทย การใส่กำไล EM เกิดขึ้นเมื่อถูกขังแล้วได้รับการประกันตัว สุดท้ายหากใส่กำไล EM แล้วไม่สามารถควบคุมได้จึงจะออกหมายขัง ตรงนี้เองประมวลวิอาญาไทยไม่ได้มีบทบัญญัติแสดงมาตรการเช่นนั้นเลย

“ประมวลวิอาญาไทยมีแต่ว่า เมื่อตำรวจควบคุมตัวครบ 48 ชั่วโมง ตำรวจพาไปออกหมายขังที่ศาล ศาลพิจารณาออกหมายขัง ที่เหลือจะต้องไปดูที่การประกันตัวของผู้ต้องหาหรือจำเลย หากไม่อยากถูกขังให้ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัว ส่วนจะใส่ EM หรือไม่ ก็ประกันตัวเอา ซึ่งถ้าไม่ขอประกันตัวก็จะถูกขัง” รศ.ดร.ปกป้อง กล่าว

Advertisement

รศ.ดร.ปกป้อง กล่าวต่อไปถึง ‘หลักความได้สัดส่วนในการขัง’ ซึ่งศาลไทยออกหมายขังได้ทุกคดี ถ้าพนักงานสอบสวนควบคุมตัวมาออกหมายขังและศาลออกหมายขัง ใครไม่อยากถูกขังก็ไปขอประกันตัว แต่กรณีต่างประเทศ เช่น ฝรั่งเศส จะพิจารณาความได้สัดส่วนด้วย กล่าวคือ หากเป็นการขังชั่วคราวจะขังได้เฉพาะคดีที่มีโทษตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป คดี 1-2 ปีจะไม่ขัง แม้จะก่อเหตุร้ายหรือวุ่นวายก็ตาม เพราะไม่ได้สัดส่วนที่จะต้องขัง เนื่องจากว่ารับสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์อยู่

“ตรงนี้จึงเป็นจุดสำคัญที่เมื่อเราใช้การขังเป็นมาตรการสุดท้ายเราต้องดูความได้สัดส่วนเมื่อเป็นคดีเล็กน้อยไม่ควรขัง บางคดีที่ผมทราบมาขังเกินไปกว่าโทษที่ศาลพิพากษา เช่น ขัง 84 วัน วันสอบสวนศาลพิพากษาจำคุก 1 เดือน สิ่งนี้แวดงให้เห็นว่าไม่ได้สัดส่วนกับสิ่งที่เขาก่อขึ้น”  รศ.ดร.ปกป้อง กล่าว

จากนั้น รศ.ดร.ปกป้อง กล่าวในประเด็น ‘วิธีพิจารณาสั่งขัง’ ว่ากรณีประเทศฝรั่งเศส ผู้พิจารณาสั่งขังคือศาล ตำรวจต้องเป็นผู้เสนอกับอัยการ ผู้ต้องหาต้องมีทนายความเสมอถ้าไม่มีศาลต้องตั้งทนายให้ หากไม่มีทนายศาลสั่งขังไม่ได้ และมีวิธีพิจารณารับฟังทุกฝ่าย แต่ประเทศไทยพนักงานสอบสวนยื่นออกหมายขังโดยที่อัยการไม่ทราบเรื่องเลย โดยมีหรือไม่มีทนายก็ได้ เพราะผู้ต้องหาสามารถเซ็นปฏิเสธไม่ต้องมีทนายได้ จึงทำให้เกิดสภาพที่ถูกขังเป็นหลัก

ในตอนท้าย รศ.ดร. ปกป้อง เสนอแนะข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา 3 ข้อ  ได้แก่

1. การขังระหว่างดำเนินคดีอาญาเป็นยาแรงที่จำเป็น ไม่มีไม่ได้ เนื่องจากบางคดีเป็นคดีอุกฉกรรจ์หลักฐานสูงหลักฐานชัดเจน และสุ่มเสี่ยงที่จะไปทำความผิดอีก ซึ่งรุนแรงในการทำลายความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา รุนแรงโดยที่เป็นมาตรการในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

2) การใช้ยาแรงนี้ควรใช้เท่าที่จำเป็นไม่ควรใช้เป็นหลักทั่วไป

3) ควรแก้ไขเพิ่มเติมวิอาญา โดยเฉพาะมาตรการ 87 การฝากขังครั้งแรก ให้ศาลใช้มาตรการอื่นก่อนและใช้มาตรการขังเป็นมาตรการสุดท้าย กำหนดมาตรการควบคุมผู้ต้องหาโดยศาล เช่น กำหนดเงื่อนไขให้มารายงานตัว การใส่กำไล EM ขังที่บ้าน และควรขังเฉพาะคดีจำคุกตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป หรือตามที่เห็นควรและต้องแสดงเหตุผลอย่างเหมาะสม ตนเชื่อว่าถ้าแก้ได้การขังโดยไม่จำเป็นจำลดลงความเสมอภาคเรื่องมีเงินประกันหรอไม่มีจะหมดไป และการสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์จะกลับมา