หน้าแรก ในประเทศ ครั้งแรก! ไทย...

ครั้งแรก! ไทยทดสอบยิงจรวดเอกชน ยังไม่สำเร็จ เจอปัญหาทางเทคนิค รับเป็นบทเรียน วางรากฐาน Spaceport

12.08.26 | 19:40 น.

ไทยทดสอบยิงจรวดเอกชนครั้งแรก ยอมรับเจอปัญหาทางเทคนิค แต่ได้บทเรียนวางรากฐาน Spaceport

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นับเป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกไว้ในวงการวิทยาศาสตร์และการบินของประเทศ เมื่อสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.), กองทัพบก และบริษัท Equatorial Space (Thailand) จำกัด จัดกิจกรรมครั้งสำคัญ “Technical Feasibility Test & Regulatory Framework Study for Thailand Spaceport” ณ กองพันทหารปืนใหญ่ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา


การทดสอบในครั้งนี้นับเป็น “ครั้งแรกของประเทศไทย” ที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมทดสอบการปล่อยจรวดจริงในพื้นที่ของประเทศ ภายใต้กลไก Spaceport Regulatory Sandbox ซึ่งเป็นการบูรณาการทำงานอย่างเป็นระบบร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานด้านความมั่นคง สะท้อนให้เห็นถึงก้าวสำคัญในการข้ามขีดความสามารถจากการศึกษาบนกระดาษ สู่การปฏิบัติจริงในสภาพแวดล้อมจริง

ดร.ณัฐวัฒน์ หงส์กาญจนกุล โฆษก GISTDA และผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ เปิดเผยว่า จรวดที่นำมาใช้เป็นกรณีศึกษาในครั้งนี้พัฒนาโดยบริษัท Equatorial Space (Thailand) จำกัด เป็น จรวดขับดันแบบเชื้อเพลิงผสม (Hybrid Propulsion) ความยาว 3.96 เมตร น้ำหนักไม่รวมเชื้อเพลิง 32.3 กิโลกรัม และเป็นระบบที่ไม่มีการนำวิถี กำหนดความสูงการทดสอบไว้ที่ 4 กม. โดยวัตถุประสงค์หลักของการทดสอบ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่วิศวกรรมตัวจรวดว่าจะพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าได้ไกลแค่ไหน แต่เป็นการทดสอบความพร้อมของ “ระบบนิเวศอวกาศ” ทั้งระบบ ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การควบคุมพื้นที่ ความปลอดภัย การบริหารจัดการน่านฟ้า ตลอดจนกระบวนการอนุญาตและกำกับดูแล

Advertisement

แม้ว่าในการทดสอบจริงจะยังไม่สามารถปล่อยจรวดขึ้นสู่ท้องฟ้าได้สำเร็จ เนื่องจากพบปัญหาทางเทคนิคบางประการ แต่ทีมงานมองว่านี่คือ “ห้องเรียนจริง” ที่มอบบทเรียนอันทรงคุณค่า โดยทีมวิศวกรและทีมเทคนิคสามารถแก้ไขปัญหาระหว่างการทดสอบการยิงได้ แต่ต้องนำไปพัฒนาในครั้งถัดไป ได้แก่ การควบคุมอุณหภูมิก๊าซไนตรัสออกไซด์ ให้มีอุณหภูมิที่นิ่งพอสำหรับการบรรจุและทำการยิง และสายสัญญาณสื่อสาร เกิดปัญหาการขาดหายของสัญญาณระหว่างจรวดและระบบซอฟต์แวร์ควบคุมการจุดระเบิด ซึ่งทีมงานแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเปลี่ยนสายสัญญาณได้ทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม เหตุผลหลักที่ต้องยุติการยิงทดสอบเนื่องมาจากความปลอดภัย โดยทีมงานพิจารณาแล้วว่ากำลังมอเตอร์ในการติดตั้งฐานยิง ซึ่งมอเตอร์สำหรับยกฐานยิงมีกำลังยกไม่เพียงพอ และความแข็งแรงของโครงสร้างฐานยิงจำเป็นต้องตรวจสอบการออกแบบอีกครั้ง เพื่อไม้ให้เกิดอันตรายรุนแรงขณะทำการยิงได้

“โครงการอวกาศเป็นเรื่องยากมาก และการเรียนรู้ระหว่างทางและความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ” ดร.ณัฐวัฒน์กล่าวเน้นย้ำ พร้อมชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นประโยชน์แค่กับบริษัทเอกชนรายเดียว แต่เป็นการ “ยกระดับทั้งอุตสาหกรรม” เพราะกิจกรรมเพียงครั้งเดียวสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) ให้เติบโตได้ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการขนส่งสมัยใหม่ การประกันภัย ตลอดจนอุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนา

สำหรับก้าวต่อไป GISTDA และ สทป. (DTI) จะร่วมกันทบทวนผลการทดสอบอย่างละเอียด พร้อมประเมินความพร้อมของบริษัทเอกชนอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าและความพร้อมเต็มร้อย จะมีการกำหนดวันทดสอบปล่อยจรวดอีกครั้งอย่างแน่นอน

“แม้จรวดจะยังไม่ได้ทะยานขึ้นสู่ขอบฟ้าในวันนี้ แต่การกล้าที่จะทดลองและเรียนรู้จากความผิดพลาด นับเป็นบทพิสูจน์ชัดเจนว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอวกาศอย่างจริงจัง และพร้อมแล้วที่จะเนรมิตความฝันเรื่อง ‘ท่าอวกาศยานไทย’ (Thailand Spaceport) ให้เกิดขึ้นจริงในเร็ววัน” โฆษก GISTDA กล่าว