อาจารย์มธ.ชี้ช่องอปท.เดินหน้า ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ ได้เต็มที่ ต้องอาศัยผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมช่วยดัน
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล อาจารย์ประจำภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน สาขาเชี่ยวชาญสวัสดิการผู้สูงอายุ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การออกประกาศกรมกิจการผู้สูงอายุ เรื่องการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ พ.ศ. 2569 เพิ่งเผยแพร่ผ่านราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อไม่นานมานี้ ถือเรื่องดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามาดำเนินการขับเคลื่อนการจัดกิจกรรมผู้สูงอายุได้โดยไม่ต้องกังวล แต่อปท.จำนวนมาก โดยเฉพาะระดับ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ยังมีปัญหากำลังคนไม่พอสำหรับให้บริการ หรือจัดบริการภายใต้โรงเรียนผู้สูงอายุ การจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุจำเป็นต้องใช้งบประมาณต่อเนื่อง ไม่ใช่กิจกรรมครั้งคราว ต้อพร้อมเรื่องอาคารสถานที่สำหรับจัดกิจกรรม ฉะนั้นแม้จะปลดล็อกให้อปท.จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุได้ แต่งบประมาณยังมีอยู่เท่าเดิม ทำให้ท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยกังวล ประกอบกับการกำหนดมาตรฐานโรงเรียนผู้สูงอายุ อาจต้องคำนึงมาตรฐาน สามารถประเมินวัดผลและตรวจสอบได้ ยิ่งเป็นโจทย์ใหม่ต้องนำมาพิจารณา
ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การออกประกาศกรมกิจการผู้สูงอายุ เรื่องการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ พ.ศ. 2569 ช่วยแก้ปัญหาการขับเคลื่อนการจัดกิจกรรมให้กับผู้สูงอายุได้อย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่ 1.เปิดโอกาสอปท. มาดำเนินการเรื่องนี้ได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ใช่ภารกิจของอปท. เพราะที่ผ่านมาอปท.ตีความเรื่องบทบาทการจัดโรงเรียนผู้สูงอายุแตกต่างกันออกไป หลายอปท.มองว่าโรงเรียนผู้สูงอายุไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของอปท. หากดำเนินการไปก็กังวลว่าจะถูกตรวจสอบและเรียกเงินคืน ขณะที่อีกหลายอปท.ก็มองว่าการจัดโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นเรื่องจำเป็น 2.ทำให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสิทธิตาม มาตรา 11 (4) แห่ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 กำหนดให้ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการส่งเสริม การสนับสนุนการพัฒนาตนเอง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม และการรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่ายหรือชุมชน ได้มากขึ้น เดิมหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้ตระหนักหรือพร้อมจัดกิจกรรมส่วนนี้อย่างเท่าเทียมกัน และ 3. เป็นหนึ่งในแนวทางรองรับสังคมผู้สูงอายุระดับสมบูรณ์ของประเทศไทย
ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร กล่าวว่า ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัด ทำให้จำเป็นต้องกำหนดอย่างชัดเจนว่าอปท.แต่ละแห่งจะเน้นหนักกี่เรื่อง เรื่องใดบ้าง เพื่อให้ครอบคลุมปัญหาและความจำเป็นของผู้สูงอายุในพื้นที่ได้มากที่สุด ปัจจุบันจะเห็นว่าท้องถิ่นมักจะมีบริการผู้สูงอายุเด่นๆ เพียงเรื่องเดียว เช่น บางแห่งทำโรงเรียนผู้สูงอายุ บางแห่งทำศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต บางแห่งทำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระหว่างวัน (Day Care) เมื่อดำเนินการเพียงเรื่องเดียว บริการจะไม่หลากหลาย ไม่ตอบสนองต่อความต้องการอันซับซ้อน ฉะนั้นอปท.จึงต้องชัดเจนในปัญหาของตัวเอง และตัดสินใจร่วมกับคนในพื้นที่ให้ได้ว่าอะไรเป็นบริการสำคัญต้องจัดให้เกิดขึ้น
“จริงๆ ประกาศฉบับใหม่เรื่องการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นเพียงการวางกรอบการดำเนินการ แต่ไม่ได้หมายความว่าอปท.ทุกแห่งจะต้องจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ การจะทำเรื่องนี้ให้มีประสิทธิภาพจะต้องอาศัยผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมที่มีความเข้มแข็ง เช่น มีความพร้อมร่วมจ่ายค่าบริการ สามารถเดินทางเองโดยไม่ต้องพึ่งรถรับส่ง หรือออกแบบกิจกรรมเองได้ ฯลฯ ในรูปแบบของต่างประเทศหลายประเทศ ใช้ศักยภาพของผู้สูงอายุขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ผศ. ดร.ณัฏฐพัชร กล่าว
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โจทย์ท้าทายใหญ่ระบบบริการทางสังคมสำหรับดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยกำลังเผชิญคือ การขาดแคลนกำลังคนในวิชาชีพต่างๆ จำนวนมาก ทั้งพยาบาล นักจัดการดูแลผู้สูงอายุ (Care Manager) นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯเป็นข้อจำกัดการเพิ่มหรือขยายบริการต่างๆ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดปี 2571 เช่น การจัดตั้งบ้านพักดูแลผู้สูงอายุต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาครัฐจะพยายามแก้ปัญหา หนึ่งในนั้นคือการลงทุนฝึกทักษะอาสาสมัครและจิตอาสา แล้วผลักดันให้กลายมาเป็นอาชีพด้านการดูแลผู้สูงอายุ แต่ต้องดำเนินการควบคู่การรักษา หรือดึงให้คนเหล่านี้อยู่ในระบบต่อไป ด้วยการจ่ายค่าตอบแทนเหมาะสม มิเช่นนั้นจะเสียงบประมาณพัฒนาคนโดยใช่เหตุ เพราะคนได้รับการพัฒนาก็จะออกจากระบบการทำงานไป
นักวิชาการมธ. กล่าวด้วยว่า กลุ่มผู้สูงอายุต้องการการป้องกันก่อนกลายเป็นภาวะพึ่งพิง เช่น ผู้สูงอายุมีภาวะหูหนวก ผู้สูงอายุมีภาวะโดดเดี่ยว และซึมเศร้า ฯลฯ เป็นกลุ่มผู้สูงอายุน่าเป็นห่วงมากที่สุดขณะนี้ ต้องยอมรับว่าคนกลุ่มนี้มักซ่อนเร้นปัญหาเอาไว้ การจัดบริการทางสังคมค่อนข้างยากลำบาก ส่งผลให้ปัจจุบันมีบริการทางสังคมเกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้น้อย หากไม่ได้รับการดูแลจะส่งผลกระทบอื่นๆ ตามมา อาทิ การเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว หรือการไม่ดูแลอาการเจ็บป่วยของตัวเอง ดังนั้นจึงควรพิจารณาสนับสนุนให้เกิดกลไกเสริมต่างๆ เช่น ศูนย์ให้คำปรึกษาจัดการปัญหาทางจิตใจ ฯลฯ สำหรับคนกลุ่มนี้ด้วย



