หน้าแรก ในประเทศ ณพลเดช หนุน ม...

ณพลเดช หนุน มส. ดันพาสปอร์ต 10 ปี สงฆ์ปลดล็อก พระธรรมทูตทำงาน ตปท.

1.09.26 | 22:42 น.

ณพลเดช หนุน มส. ดันพาสปอร์ต 10 ปี สงฆ์ปลดล็อก พระธรรมทูตทำงาน ตปท.


เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง จ.เชียงราย และอดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า จากกรณีมหาเถรสมาคมมีมติเห็นชอบตามพระลิขิตของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เรื่องการกำหนดอายุหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไปสำหรับพระภิกษุสามเณร กรณีเดินทางไปต่างประเทศเป็นการส่วนบุคคล โดยเสนอหลักการให้กระทรวงการต่างประเทศรับไปเป็นแนวปฏิบัติ ให้พระภิกษุสามเณรมีสิทธิขอหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไปภายหลังผ่านกระบวนการของศูนย์ควบคุมการไปต่างประเทศสำหรับพระภิกษุสามเณร หรือ ศ.ต.ภ. และให้มีอายุตามหลักการเดียวกับบุคคลทั่วไปนั้น ตนถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง และมีความหวังว่า พระภิกษุสามเณรจะเตรียมเข้าสู่ระบบหนังสือเดินทางอายุสูงสุด 10 ปีได้เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป เมื่อกระบวนการของกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการแล้วเสร็จ โดยปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศกำหนดหนังสือเดินทางบุคคลทั่วไปสำหรับผู้บรรลุนิติภาวะให้มีทางเลือกอายุ 5 ปีหรือ 10 ปี

นายณพลเดช กล่าวว่า ในฐานะผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับองค์กรด้านพระพุทธศาสนาและได้เห็นปัญหาของพระสงฆ์ไทยที่เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศมาโดยตลอด ตนเข้าใจดีว่าข้อจำกัดด้านอายุหนังสือเดินทางส่งผลต่อการทำงานของพระธรรมทูตอย่างไร เพราะพระบางรูปต้องพำนักอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานานเพื่อเผยแผ่พระธรรม สร้างวัด สร้างเครือข่ายการศึกษาและการปฏิบัติธรรม ตลอดจนดูแลพุทธศาสนิกชนไทยและชาวต่างชาติ แต่เมื่อหนังสือเดินทางมีอายุจำกัด การเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อดำเนินการเรื่องเอกสารจึงกลายเป็นภาระทั้งด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และทำให้การปฏิบัติศาสนกิจบางช่วงต้องหยุดชะงัก

นายณพลเดชกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยเชิญกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับปัญหาหนังสือเดินทางของพระภิกษุสามเณร และได้รับข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งว่า หากมหาเถรสมาคมซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกำหนดแนวทางในส่วนที่เกี่ยวข้องมีหลักการให้พระภิกษุสามเณรสามารถขอหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไปอายุ 10 ปีได้ กรมการกงสุลก็สามารถดำเนินการตามกรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องได้ โดยบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการระบุไว้ชัดเจนว่า หากมหาเถรสมาคมกำหนดแนวทางให้พระภิกษุสามเณรขอหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไปอายุ 10 ปี ก็สามารถดำเนินการได้

Advertisement

นายณพลเดช กล่าวว่า เรื่องนี้มีพัฒนาการต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี โดยในอดีต สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ (ธงชัย สุขญาโณ) ซึ่งปัจจุบันทรงดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 11 และเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ในสมัยที่ท่านยังดำรงตำแหน่งพระพรหมสิทธิ ได้เคยมีบทบาทผลักดันเรื่องการขยายอายุหนังสือเดินทางของพระภิกษุจากเดิมที่มีข้อจำกัดเพียง 2 ปี ให้ขยายเป็น 5 ปี ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่สำคัญอย่างมาก และมติของมหาเถรสมาคมในปี 2557 ก็มีเรื่องการกำหนดอายุหนังสือเดินทางของพระภิกษุสามเณรจาก 2 ปีเป็น 5 ปีอย่างเป็นทางการ

“เมื่อครั้งนั้นจาก 2 ปีขยายเป็น 5 ปี ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเห็นว่าการมีหนังสือเดินทางเพียง 5 ปีก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะพระธรรมทูตที่ต้องปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง วันนี้จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญ เพราะการขยายจาก 5 ปีเป็น 10 ปี แม้ดูเหมือนเป็นเพียงการเพิ่มระยะเวลา แต่ในทางปฏิบัติจะช่วยให้พระสงฆ์สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ลดการเดินทางกลับไปกลับมา และลดช่วงเวลาที่ต้องหยุดงานเพื่อจัดการเอกสาร” นายณพลเดช กล่าว

นายณพลเดช กล่าวต่อว่า การขยายอายุหนังสือเดินทางไม่ได้หมายความว่าพระภิกษุจะได้รับวีซ่าของประเทศปลายทางเป็นเวลา 10 ปีโดยอัตโนมัติ เพราะการอนุมัติวีซ่าและระยะเวลาการพำนักยังเป็นอำนาจของประเทศปลายทาง แต่การมีหนังสือเดินทางที่มีอายุยาวขึ้นย่อมช่วยเปิดโอกาสให้พระธรรมทูตสามารถยื่นขอวีซ่าและดำเนินการด้านเอกสารตามระยะเวลาที่ประเทศปลายทางกำหนดได้สะดวกขึ้น โดยไม่ติดข้อจำกัดว่าหนังสือเดินทางจะหมดอายุในระยะเวลาอันใกล้

“ผมมองว่าประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเอกสาร แต่เป็นเรื่องของ ความต่อเนื่องในการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพราะจากประสบการณ์ของพระธรรมทูต การทำงานที่ต่อเนื่องย่อมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนชาวพุทธได้มากกว่าการทำงานที่ต้องหยุดเป็นช่วง ๆ การมีพาสปอร์ต 10 ปีจึงเปรียบเสมือนการเปิดพื้นที่เวลาให้พระสงฆ์ได้ทำงานอย่างเต็มกำลัง ไม่ต้องเสียเวลาและทรัพยากรเดินทางกลับมาเพียงเพื่อจัดการเรื่องเอกสาร” นายณพลเดชกล่าว

นายณพลเดชกล่าวอีกว่า ในประเด็นที่มีพระภิกษุบางรูปอาจลาสิกขาในระหว่างพำนักอยู่ต่างประเทศนั้น ไม่ควรนำมาเป็นเหตุผลในการจำกัดสิทธิของพระภิกษุโดยรวม เพราะในอีกด้านหนึ่ง ผู้ที่เคยบวชและไปปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศจำนวนหนึ่ง เมื่อกลับสู่เพศฆราวาสก็ยังคงมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนา หลายคนกลับมาช่วยทำนุบำรุงวัด เป็นเจ้าภาพดูแลวัด พาครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมของวัด และกลายเป็นกำลังสำคัญของชุมชนชาวพุทธทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการสร้างระบบที่ทำให้พระภิกษุที่ยังครองสมณเพศสามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มศักยภาพ

นายณพลเดชกล่าวว่า เรื่องนี้ยังสอดคล้องกับหลักสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหลักความเสมอภาคตามมาตรา 27 และเสรีภาพในการเดินทางตามมาตรา 38 ทั้งนี้ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด ขณะเดียวกันมาตรา 67 ยังบัญญัติให้รัฐมีหน้าที่อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและส่งเสริมการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ดังนั้น การลดอุปสรรคที่ไม่จำเป็นต่อการปฏิบัติศาสนกิจของพระธรรมทูตจึงสามารถมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

นายณพลเดช กล่าวว่า ขอกราบขอบพระคุณ เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ทรงมีพระลิขิตในเรื่องดังกล่าว และขอกราบขอบพระคุณ สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ (ธงชัย สุขญาโณ) ในฐานะกรรมการมหาเถรสมาคม รวมถึงกรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูปที่ร่วมพิจารณาเห็นชอบหลักการดังกล่าว ซึ่งถือเป็นพัฒนาการสำคัญของการบริหารกิจการพระพุทธศาสนา เพราะมติครั้งนี้กำลังเปิดทางให้พระภิกษุสามเณรที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นการส่วนบุคคลสามารถเข้าสู่หลักเกณฑ์หนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไปที่มีอายุยาวขึ้น โดยต้องผ่านการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

“ผมจึงถือว่าเรื่องนี้เป็น บุญใหญ่หลวงต่อพระภิกษุสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร และเป็นอีกก้าวหนึ่งของการขยายพระพุทธศาสนาไปทั่วโลก จากวันที่พาสปอร์ตของพระสงฆ์เคยจำกัดอยู่เพียง 2 ปี มาสู่ 5 ปี และกำลังเดินหน้าไปสู่ 10 ปี สิ่งที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เพียงจำนวนปีของหนังสือเดินทาง แต่คือโอกาสในการทำงานของพระธรรมทูต โอกาสในการสร้างวัด สร้างชุมชน สร้างเครือข่าย และเผยแผ่พระธรรมอย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าหากพระสงฆ์สามารถทำงานได้ต่อเนื่อง พระพุทธศาสนาในต่างประเทศก็จะมีความมั่นคง เข้มแข็ง และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายณพลเดช กล่าว