สภา กทม. ผ่านงบปี 70 วงเงิน 9.3 หมื่นล้าน อภิปรายเจาะลึก หั่นงบโครงการใหญ่ คุมเข้มความคุ้มค่า
เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมวิสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 1) ประจำปี พ.ศ. 2569 เพื่อพิจารณาญัตติร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่สองและวาระที่สาม โดยมี นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม
นายฉัตรชัย หมอดี ประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาญัตติร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รายงานผลการพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการวิสามัญฯ มีมติปรับลดงบประมาณรวม 2,696,237,368 บาท แบ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายของกทม. 2,696,137,368 บาท และงบประมาณรายจ่ายของการพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร 100,000 บาท โดยผู้ว่าฯ กทม. ขอแปรญัตติเพิ่มงบประมาณรายจ่ายของกทม. ภายในวงเงินที่คณะกรรมการวิสามัญปรับลด ทำให้งบรวมที่ผ่านคณะกรรมการวิสามัญฯ อยู่ที่ 93,918,822,000 บาท โดยคณะกรรมการเสียงข้างน้อยขอสงวนความเห็นไว้เพื่อให้สภากรุงเทพมหานครวินิจฉัยจำนวน 15 คน ประกอบด้วย
1. นายกันตพงศ์ ดีชัยยะ ส.ก.เขตตลิ่งชัน 2. นายกิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ 3. นายณพวิทย์ วงศ์อารีย์ ส.ก.เขตหลักสี่ 4. นายณัฐนนท์ นาคหล่อ ส.ก.เขตทวีวัฒนา 5. นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย 6. นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก.เขตมีนบุรี 7. นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง 8. นายสุรเกียรติ หวังพิทักษ์ ส.ก.เขตคลองสามวา 9. นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ส.ก.เขตลาดกระบัง 10. นายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์ ส.ก.เขตวังทองหลาง 11. นายอัครชัย กันธมาลา ส.ก.เขตดุสิต 12. นายเอกกวิน โชคประสพรวย ส.ก.เขตราชเทวี 13. นายธวัชชัย ปิยนนทยา กรรมการวิสามัญฯ 14. นายวรภพ วิริยะโรจน์ กรรมการวิสามัญฯ 15.นายอริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ กรรมการวิสามัญฯ

สำนักงานเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายวิรัตน์ สงวนความเห็นเครื่องปรับอากาศ 2 รายการ ชี้ว่าหน่วยงานยังไม่มีแผนย้ายไปอาคารธานีนพรัตน์ที่ชัดเจน จึงควรมีเครื่องปรับอากาศไว้ใช้งาน และสำนักงานเขตดินแดงโครงการปรับปรุงถนนซอยรัชดาภิเษก 7 แยก 1, ซอยอินทมระ 22 ถึงซอย 40, ซอยตลาดสุทธิสารและซอยแยก โดยเห็นว่า กทม. มีงบซ่อมแซมปกติอยู่แล้ว ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากน้ำฝน ไม่ใช่น้ำท่วม ควรสำรวจให้รอบคอบก่อน

ด้านนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่าอยู่ระหว่างทยอยย้ายจากศาลาว่ากรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) มา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) คาดว่าจะแล้วเสร็จใน 3 ปี ส่วนเครื่องปรับอากาศเดิมได้ซ่อมแซมให้ใช้งานได้ปกติแล้วภายหลังจากการอภิปรายและได้รับข้อมูลเพิ่มเติมของสำนักงานเขตดินแดงแล้ว นายวิรัตน์จึงขอถอนสงวนความเห็น

สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร นายวรภพ เสนอตัดโครงการทำแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ กทม. ระยะ 5 ปี จำนวนเงิน 2,000,000 บาท เนื่องจาก กทม. มียุทธศาสตร์หลักอยู่แล้ว การให้ทุกหน่วยงานทำแผนซ้ำซ้อนจะจบลงเพียงแค่รายงาน 1 เล่ม ไม่คุ้มค่า
นางสาวกัญญา อัศวเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ ชี้แจงว่าว่า การทำแผนประชาสัมพันธ์ไม่ได้จ้างแค่ที่ปรึกษา แต่ยังมีการสำรวจความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ซึ่งแผนเหล่านี้เป็นแผนที่สอดคล้องกันกับแผนยุทธศาสตร์การทำงานของกรุงเทพมหานคร ซึ่งงบประมาณนี้จึงไม่ได้จบแค่การจ้างที่ปรึกษา แต่ยังมีการรับฟังความคิดเห็น นำมาวิเคราะห์ และประยุกต์ เพื่อให้สอดรับกับแผนระยะยาวของกรุงเทพมหานคร ภายหลังนายวรภพได้ถอนสงวนความเห็น
สำนักการระบายน้ำ นายนภาพล นายสุทธิชัย และนายกิตติพงศ์ ขอให้ตัดงบจัดซื้อรถดูดล้างทำความสะอาดท่อระบายน้ำพลังงานไฟฟ้า (EV) ขนาดเล็ก 6 คัน จำนวนเงิน 54,000,000 บาท โดยนายนภาพลมองว่าไม่ควรประจำไว้ที่สำนักฯ เพราะเขตขอใช้งานได้ช้า, นายสุทธิชัยชี้ว่ารถขนาดเล็กมีประสิทธิภาพน้อย, และนายกิตติพงศ์เสนอว่าควรจัดซื้อให้ครบทั้ง 50 เขต (รถใหญ่ 1 คัน รถเล็ก 1 คัน) เพื่อแก้ปัญหาเรื่องรถลอกท่อเสีย
นายวิศณุ รองผู้ว่าฯ กทม. เห็นด้วยกับการมีรถประจำเขต แต่มอบหมายให้สำนักการระบายน้ำเป็นผู้จัดซื้อและกระจายไปยังเขตที่มีความพร้อม รวมถึงใช้ร่วมกับเขตข้างเคียง และรถขนาดเล็กช่วยให้เข้าถึงพื้นที่ซอยได้สะดวก จากนั้นที่ประชุมมีมติ ไม่เห็นชอบให้ตัดงบประมาณ

สำนักการจราจรและขนส่ง นายอัครชัย นายอนุรักษ์ และนายอริย์ธัช ขอปรับลดงบกล้อง CCTV 2,200 ชุด 10% เป็นเงิน 5,202,560 บาท เนื่องจากราคาสูงกว่าท้องตลาด โดยนายอัครชัยให้ข้อสังเกตว่า การจะติดกล่อง cctv ให้ครบ 3 แสนตัวตามที่สำนักการจราจรและขนส่งตั้งเป้าไว้ร่วมกับฝ่ายบริหาร ต้องใช้เวลา 107 ปี และราคาซื้อกล้องรุ่นเดิมที่ควรลดลง 10%, นายอริย์ธัช ชี้ถึงสเปกที่ต่างกันระหว่างกล้องความปลอดภัยกับกล้องจราจร, และนายอนุรักษ์ เสนอว่า กทม. มีภาระค่าบำรุงรักษาเพิ่มขึ้นแต่คุณภาพกล้องไม่เพิ่มตาม
ด้านนายวิศณุ ชี้แจงว่าเป้าหมาย 3 แสนตัวคือการรวมแพลตฟอร์มเครือข่ายกล้องร่วมกับภาคเอกชน ไม่ใช่ กทม. ติดตั้งเองทั้งหมด ด้าน นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก ในฐานะรองประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ คนที่หนึ่ง เสริมว่าเป็นการจัดซื้อแทนกล้องเดิมที่ใช้งานเกิน 8 ปี ส่วนราคาที่ตั้งเป็นราคากลางจากกระทรวงดิจิทัลฯ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 28 เสียง ให้ปรับลดงบประมาณ จำนวน 5,202,560 บาท
สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายอัครชัย เสนอตัดงบอุปกรณ์ดับเพลิง 2 รายการ คือ โดรนดับเพลิงและกู้ภัย 2 ลำ จำนวนเงิน 19,600,000 โดยมองว่าควรเน้นชุมชนมากกว่าอาคารสูง และโครงการหุ่นยนต์ดับเพลิง 1 คัน จำนวนเงิน 3,770,000 บาท ที่ยังไม่มีผลการใช้งานจริงที่พิสูจน์ได้ว่าเข้าถึงพื้นที่ได้ดีกว่าเจ้าหน้าที่

นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่าโดรนซื้อเพียง 2 ตัวเพื่อทดลองใช้ในพื้นที่สูงและแคบที่รถเข้าไม่ถึง (อาจสูงถึง 200 เมตร) และให้ครบคลุมทั้งฝั่งกรุงธนและพระนคร ส่วนหุ่นยนต์ดับเพลิงตัวที่ 2 จัดซื้อเพื่อให้ทำงานควบคู่กันในการเข้าพื้นที่เสี่ยงภัยสูง เช่น ใต้ดิน หรือพื้นที่สารเคมีเข้มข้น
นายอัครชัย ได้ขอถอนสงวนความเห็นรายการโดรนดับเพลิง ส่วนรายการหุ่นยนต์ดับเพลิง ที่ประชุมมีมติตัดทั้งโครงการ

สำนักสิ่งแวดล้อม มีกรรมการหลายคนร่วมกันสงวนความเห็น ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้
โครงการเช่ารถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ EV 6 ล้อ 145 คัน จำนวนเงิน 4,326,000 บาท นายสุทธิชัย ระบุว่า ก่อนจะซื้อรถ EV ควรจะต้องทดสอบก่อนที่จะซื้อ หรือเช่ารถ ไม่ว่าจะเป็นรถน้ำ หรือรถขนขยะก็ตาม โดยกรุงเทพมหานคร ควรตั้งคณะกรรมการในการทดสอบก่อน นายกิตติพงศ์ ระบุว่า เดิมทีหากเป็นรถดีเซล เวลามีปัญหายังหารถมาแทนได้ แต่ต่อไปนี้ ถ้ารถ EV เสีย หรือสถานีชาร์จมีปัญหา วันรุ่งขึ้นน่าจะไม่มีรถไว้ใช้งาน

นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่า เหตุที่ไม่ทดสอบรถก่อน เพราะรถประเภทนี้เป็นรถประกอบ จึงต้องการให้ผู้รับจ้างประกอบก่อน เพราะอย่างไรแล้ว ในกรอบของ TOR ก็มีระยะเวลาชัดเจนในเรื่องของการทดสอบอยู่แล้ว ทั้งเรื่องของการวิ่งรถ การฉีดต้นไม้ การบรรทุกน้ำ หรือการตรวจสอบสภาพรถหลังการใช้งาน
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า การจัดซื้อรถ EV 145 คันมีเหตุทำให้ล่าช้ามานานมาก โดยในส่วนของการประมูลมีทั้งหมด 4 ราย มีการทำประชาพิจารณ์ 3 รอบ ผู้ชนะชนะด้วยราคาต่ำกว่าราคากลางประมาณกว่า 100 ล้านบาท ท้ายที่สุดที่ประชุมมีมติ 26 เสียง ให้ตัดงบประมาณ

โครงการจ้างเหมาทำความสะอาดถนนสายหลักและสายรอง นายณพวิทย์ และนายสุรจิตต์ (ดร.จอห์น) ได้ขอถอนสงวนความเห็น ทางด้านนายกันตพงศ์ ได้อภิปรายว่า โครงการนี้ระบุว่า จะลด PM2.5 แต่กลับไม่ได้กำหนดว่า จะใช้รถประเภทไหน และเหตุใดถึงไม่ใช้รถไฟฟ้า ทั้งที่รถไฟฟ้าไม่มี pm จากท่อไอเสียและลดเสียงในพื้นที่ ในขณะที่โครงการอื่นของ กทม. เริ่มใช้รถไฟฟ้าแล้ว นายพรพรหม ชี้แจงว่าเตรียมปรับ TOR ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้วโดยมติที่ประชุม 27 เสียงให้ตัดงบประมาณ
ค่าจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมการกำจัดมูลฝอยศูนย์สายไหม จำนวนเงิน 4.5 ล้านบาท นายวิรัตน์ และนายสุทธิชัย เห็นว่าซ้ำซ้อนและควรใช้บุคลากรภายใน เช่น มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช โดย นายพรพรหม ชี้แจงว่าจำเป็นต้องศึกษาการกำจัดขยะรูปแบบใหม่เนื่องจากจะปิดโครงการเดิมปี 2572 ซึ่งมติที่ประชุม ให้ตัดทั้งโครงการ
โครงการจ้างเหมาบริหารจัดการมูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตพลังงานขนาดไม่น้อยกว่า 800 ตัน/วัน ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช จำนวนเงิน 121,000,000 บาท นายสุทธิชัย, นายอนุรักษ์ และนายกิตติพงศ์ ตั้งคำถามเรื่องการปรับเงินผู้รับเหมาที่ทำงานล่าช้าและส่งกลิ่นเหม็น ด้าน นางสาววรนุช สวยค้าข้าว ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม ชี้แจงว่าผู้รับจ้างแก้ไขและเดินระบบแล้ว จึงต้องของบเบิกจ่าย โดยมติที่ประชุม ไม่เห็นชอบให้ตัดงบประมาณ
โครงการจ้างเหมาเอกชนเก็บขนและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขมและอ่อนนุช ระยะที่ 2 จำนวนเงิน 62,671,400 บาท นายสุทธิชัย ตั้งข้อสังเกตกรณีให้กรุงเทพธนาคมดำเนินการอาจขัดการแข่งขันเสรี นางสาววรนุช ชี้แจงว่ากรมบัญชีกลางมีหนังสือตอบรับว่าทำได้ มติที่ประชุมไม่เห็นชอบให้ตัดงบประมาณ

ค่าใช้จ่ายในการตกแต่งเมือง จำนวนเงิน 20,000,000 บาท นายณัฐนนท์ เห็นควรปรับลดจำนวน 5,000,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาปรับปรุงพื้นที่สีเขียว จำนวนเงิน 40,000,000 บาท กิจกรรมที่ 1 จำนวนเงิน 30,000,000 บาท เห็นควรปรับลด 7,500,000 บาท โดยระบุว่า การนำไม้ดอก ไม้ประดับ ไปวางไว้ตามบริเวณต่าง ๆ ไม่ใช่งบประมาณที่เร่งด่วน เมื่อเทียบกับงบประมาณสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่เร่งด่วนกว่า แต่กลับไม่มีงบประมาณเพียงพอ นอกจากนี้ ราคาจัดซื้อจัดจ้างของไม้ดอก ไม้ประดับ หลายชนิดกลับมีราคาที่แพงกว่าราคาตลาดอย่างน่าตกใจ โดยแต่ละสวนกลับมีการจัดซื้อปุ๋ย หรือไม้ดอก ไม้ประดับ ต้นไม้ ในราคาที่ไม่เท่ากันด้วยเช่นกัน หลาย ๆ ชนิดยิ่งซื้อกลับยิ่งมีราคาแพงขึ้น

ในกิจกรรมที่ 2 จำนวนเงิน 5,000,000 บาท นายสุรเกียรติ ได้เสนอปรับลด 15% เป็นเงิน 750,000 บาท โดยให้เหตุผลว่า ลักษณะการดำเนินงานการซ่อมในสวน 10 แห่งมีรายละเอียดคล้ายกัน แต่ทำไมถึงไม่รวมสัญญาไว้ด้วยกัน อีกทั้งรายละเอียดในการเขียนของบมาก็มีเพียงน้อยนิด ดังนั้นจะมั่นใจได้อย่างไรว่า การของบประมาณครั้งนี้จะคุ้มค่า
นางสาววรนุช ชี้แจงว่าสำนักสิ่งแวดล้อม ได้ทำการสืบราคาจากหลายท้องที่ ซึ่งจัดทำงบประมาณขาขึ้นที่มีความหลากหลายของตนไม้ และมีการประกันราคาต้นไม้ ซึ่งการเลือกในแต่ละครั้งก็จะต้องมีการประกวดราคา และต้องเลือกผู้ที่เสนอราคาต่ำสุดอยู่แล้ว นอกนั้นแต่ละสวนมีรายละเอียดการซ่อมที่แตกต่างกันเนื่องจาก มีความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีราคาที่ต่างกันเพื่อให้สามารถซ่อมได้อย่างทันท่วงที
ในตอนท้ายที่ประชุมมีมติไม่เห็นชอบให้ปรับลดงบประมาณ
ค่าถังรองรับมูลฝอย 4 ประเภท นายอริย์ธัช ตั้งสังเกตเรื่องราคาและสเปกวัสดุ โดยกล่าวว่า ราคาของถังขยะที่เสนอมานั้นมีราคาที่สูงกว่าท้องตลาด หรือแม้กระทั่งผู้ขายที่เป็นโรงงานก็ยังราคาขายถูกกว่าที่ กทม. ซื้อถึง 50% นอกจากนี้ อยากให้ฝ่ายบริหาร พิจารณาทบทวนคุณลักษณะให้เหมาะสมกับหน้างานจริง เช่น หูยกถัง ความหนาแบบที่เหมาะสมกับหน้างานคือ Virgin HDPE 100% + สารกันยูวี
นายพรพรหม ชี้แจงว่า ถังแต่ละประเภทมีคุณสมบัติในการใช้งานต่างกัน ซึ่งจะส่งเสริมและจูงใจให้ชุมชม คอนโด หมู่บ้าน เข้าร่วมในการแยกขยะกับเราได้ ซึ่งจะลดการเกิดการหมักหมม การเกิดกองขยะลงได้ ทั้งนี้นายนายอริย์ธัช ได้ถอนสงวนความเห็น

โครงการเช่ารถไฟฟ้าเก็บขนมูลฝอยแบบอัด ขนาด 2 ตัน และ 5 ตัน และแบบยกภาชนะขนาด 8 ลูกบาศก์เมตร โดยตั้งงบประมาณไว้ในปี 2570 โครงการละ 1,000,000 บาท นายนภาพล ระบุว่า ทั้ง 3 โครงการมีการยกเลิกไปก่อน และแปรญัติกลับมาใหม่ ที่น่าสังเกตคือ สเปกของรถและตัวถัง กลับถูกลดสเปกลง ซึ่งหากลดสเปกลงเช่นนี้ จะไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านนายสุทธิชัย เสริมว่า รถ 2 ตัน, 5 ตัน และ 8 ลูกบาศก์ มีความล่าช้ามาแล้ว 3 ปี โดยปัจจุบันยังทำไม่เสร็จ เพราะต้องแก้ไข TOR ซึ่งอยากเสนอว่าให้ กทม. ประกาศเชิญชวนเอารถมาทดสอบ เพื่อให้แน่ใจว่ารถที่จะเข้ามานั้นใช้ได้จริง นายเอกกวิน ระบุว่า พบสิ่งที่น่าสังเกตอยู่บางประการ คือ 1.โครงการนี้ไม่มีสถานีชาร์จไฟอยู่ในโครงการ ไม่ว่าจะเป็นรถประเภทไหนก็ตามใน 3 รายการดังกล่าว ซึ่งแบบนี้จะกลายเป็นงบประมาณแฝงที่ กทม. ต้องแบกรับ ด้านนายอัครชัย กล่าวว่า กทม. ควรมีการใช้ Outsouce ทั้งคนและรถเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ส่วนนายกิตติพงศ์ ระบุว่า โครงการนี้มีมูลค่าสูงถึง 6,000 ล้านบาท อีกทั้งยังมีภาระผูกพันอย่างยาวนาน และมีต้นทุนแฝงอีกหลายข้อ อาทิ เรื่องสถานีชาร์จ เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ล้วนแล้วอยากผลักดันรถ EV แต่ยังติดกับเรื่องสถานีชาร์จที่ยังไม่มี roadmap ชัดเจน
นายชัชชาติ ชี้แจงว่า โครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ TOR ต้องทำประชาพิจารณ์และทำงานร่วมกับ ป.ป.ช. เพื่อความรอบคอบ และโครงการนี้ช่วยประหยัดเงินได้กว่า 4,000 ล้านบาทใน 5 ปี ส่วนพนักงานเก็บขยะไม่ควร Outsource ทั้งหมดเพื่อลดความเสี่ยง ท้ายที่สุดที่ประชุมมีมติตัดงบประมาณทั้ง 3 โครงการ
สำนักดิจิทัลกรุงเทพมหานคร นายกิตติพงศ์เสนอตัด รายการค่าใช้จ่ายในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เชื่อมโยงเครือข่ายสื่อสารของกรุงเทพมหานคร จำนวนเงิน 94,734,925 บาท เนื่องจาก ค่าใช้จ่ายทั้งซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์สูงมาก จึงอยากสอบถามไปยังฝ่ายบริหารว่า การที่เคยให้ข้อมูลว่าสามารถประหยัดงบประมาณได้นั้นจริงหรือไม่ เพราะราคาค่อนข้างสูง

นายฉัตรชัย ชี้แจงว่า เมื่อดำเนินการร่วมกับโครงข่ายไฟเบอร์ออพติกของ กทม. จะช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการทำงานร่วมกันได้ และยังรองรับบริการสำคัญ เช่น Data center ข่าว IOT และระบบดิจิตอลอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้ กทม. ลดการพึ่งพาโครงการจากภาคเอกชนได้ด้วย โดยปัจจุบัน กทม. มีค่าใช้จ่ายในการเช่าจากเอกชนอยู่ที่ 75 ล้านบาทต่อปี
แพทย์หญิงคัชรินทร์ เจียมศรีพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักดิจิทัล กทม. ระบุว่า โครงการนี้เป็นการปรับปรุงอุปกรณ์เดิมที่มีอยู่ของ กทม. ให้กลับมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังใช้เทคโนโลยีล่าสุด ซึ่งจะมีอายุการใช้งาน 5 ปี จะช่วยให้ลดค่าเช่าจากเอกชนได้ จากนั้นนายกิตติพงศ์ขอถอนสงวนความเห็น
ทั้งนี้ ในการพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงทพมหานคร เรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่สอง ที่ประชุมพิจารณาตัด ปรับลดงบประมาณรายจ่ายของกทม. เป็นจำนวนเงิน 39,158,560 บาท คงเหลือ 92,960,841,440 บาท และที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครได้พิจารณาร่างข้อบัญญัติในวาระที่สาม และมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ 46 เสียง ให้ตราเป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวนเงินทั้งสิ้น 93,879,663,440 บาท เป็นงบประมาณรายจ่ายของกรุงเทพมหานคร จำนวนเงิน 92,960,841,440 บาท และงบประมาณรายจ่ายของการพาณิชย์กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 918,822,000 บาท และเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมการวิสามัญฯ เพื่อให้ฝ่ายบริหารนำไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
นายฉัตรชัย หมอดี ประธานคณะกรรมการวิสามัญงบประมาณกรุงเทพมหานคร ประจำปีงบประมาณ 2570 กล่าว ขอขอบคุณประธานคณะอนุกรรมการ และคณะอนุกรรมการทุกท่าน ที่ช่วยกันกลั่นกรองงบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และขอขอบคุณคณะกรรมการวิสามัญทุกท่านที่ช่วยกันพิจารณาได้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด และขอฝากข้อสังเกตของคณะกรรมการวิสามัญ
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณฝ่ายบริหารและหัวหน้าหน่วยงานทุกหน่วยงาน รวมทั้งฝ่ายเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร ตลอดจนสภากรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่ของสำนักงบประมาณ กทม. ที่ช่วยทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี



