สิ้นสุดคดีแพ่ง น้ำมันรั่วทะเลระยอง ปี 56 ศาลฎีกาชี้ บ.ดังไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายเพิ่ม รัฐฟื้นฟูแล้ว ไม่ต้องตั้งกองทุน

23.10.26 | 11:45 น.

ศาลฎีกาพิพากษา คดีบริษัทดังทำน้ำมันรั่วทะเลระยอง ปี 2556 ปมค่าเสียหาย คำสั่งยืนตามศาลอุทธรณ์ ชี้เหมาะสมแล้ว-ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ระบุ ไม่จำเป็นต้องตั้งกองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เหตุหน่วยงานรัฐดำเนินการแล้ว ทนายชี้ ศาลเปิดช่องเอกชนจ่ายสินไหม หากมลพิษยังตกค้าง-รัฐยังต้องแก้

จากกรณีศาลจังหวัดระยองนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา เวลา 09.00 น. วันที่ 22 ตุลาคม คดีที่สมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็กระยอง และผู้ได้รับผลกระทบ รวม 429 ราย ยื่นฟ้องบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในทะเลระยอง เมื่อปี 2556 เพื่อเรียกร้องการชดใช้ค่าเสียหายและการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน เปิดเผยผลคำพิพากษาศาลฎีกาว่า บรรยายกาศคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า บริเวณด้านหน้าศาล สมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็กระยองและตัวแทนชาวบ้าน ซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ พร้อมด้วยทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ทนายความบริษัท กฎหมาย ไรซิ่ง ซัน จำกัด กรรมการมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และนักวิชาการซึ่งเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในคดี ได้เดินทางมาศาลเพื่อติดตามรับฟังคำพิพากษา เมื่อถึงเวลานัดหมายจึงได้ส่งตัวแทนประมาณ 20 คน ขึ้นไปรับฟังบนห้องพิจารณาคดีที่ 4 ชั้น 4


ย้อนรอยคำพิพากษา

25 กรกฎาคม 2557 สมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็กระยอง ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดระยองเป็นคดีหมายเลยดำที่ พ. 1150/2557 โดยขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ฟื้นฟูระบบนิเวศให้คืนสู่สภาพเดิม และขอให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติจากปัญหาน้ำมันรั่ว พร้อมให้บริษัทจัดสรรงบประมาณสู่กองทุน คิดเป็นร้อยละ 10 ของกำไรเฉลี่ยต่อปี

28 กันยายน 2561 ศาลจังหวัดระยองได้มีคำพิพากษา เป็นคดีหมายแดงที่ 2076/61 พิพากษาให้บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่เป็นกลุ่มประมง รายละ 90,000 บาท กลุ่มแม่ค้า รายละ 60,000 บาท โดยให้นำไปหักเงินเยียวยาเบื้องต้นที่โจทก์แต่ละรายได้รับไปแล้ว 30,000 บาท

ส่วนคำขอให้ฟื้นฟูระบบนิเวศให้คืนสู่สภาพเดิม โดยขอให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟู ศาลเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเลโดยการจัดตั้งกองทุนตามคำขอ เนื่องจากเห็นว่าประเด็นดังกล่าวตามฟ้องของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ สว.(พ) 2-8/2557 ของศาลแพ่ง ซึ่งเป็นเหตุน้ำมันดิบรั่วกรณีเดียวกันกับคดีนี้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144

Advertisement

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2562 สมาคมและชาวบ้านที่เป็นโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ภาค 2

1 กันยายน 2563 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาให้บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) ชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มให้แก่โจทก์ที่เป็นกลุ่มประมง รายละ 150,000 บาท กลุ่มแม่ค้า รายละ 120,000 บาท โดยให้นำไปหักเงินเยียวยาเบื้องต้นที่โจทก์แต่ละรายได้รับไปแล้ว 30,000 บาท

ส่วนคำขอให้ฟื้นฟูระบบนิเวศน์ให้คืนสู่สภาพเดิม โดยขอให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟู ศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ สว.(พ) 2-8/2557 ของศาลแพ่ง แต่คำขอดังกล่าวปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้โจทก์มีคำฟ้องขอให้จำเลยจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดหรือจากการทำให้มลพิษจากแหล่งกำเนิดรั่วไหลหรือแพร่กระจายได้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่ศาลอุทรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม ไม่อาจมีคำพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์ในเรื่องนี้ได้

ต่อมา สมาคมและชาวบ้านเห็นว่า ในกระบวนการดำเนินคดีทางแพ่ง ทางชาวบ้านผู้ที่เป็นโจทก์ยังใช้สิทธิยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาต่อไป เพื่อให้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยและมีคำพิพากษาในประเด็นเรื่องการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ให้คืนสู่สภาพเดิม โดยขอให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟู เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในคดีสิ่งแวดล้อมต่อไป จึงได้ยื่นฎีกาต่อศาล เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2564

สำหรับในชั้นศาลฎีกาฝ่ายโจทก์ มีคำขอหลักๆ ดังนี้

1) ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายังไม่ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมด ขอให้จำเลยเยียวยาความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วให้กับโจทก์แต่ละรายที่ประกอบอาชีพประมงและแม่ค้าตามคำฟ้อง

2) จำเลยเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ จึงต้องถือเอาหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย และต้องฟื้นฟูให้ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมกลับมาเหมือนเดิม โดยขอให้จำเลยดำเนินการฟื้นฟูด้วยการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ จากกรณีน้ำมันรั่วไหลในทะเลจังหวัดระยอง ด้วยงบประมาณของจำเลยซึ่งคำนวณจากผลกำไรสุทธิของการประกอบกิจการของจำเลยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี รวม 5 ปี เพื่อใช้สำหรับการดำเนินการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเยียวยาความเสียหายแก่โจทก์ ประชาชน และชุมชนที่อาจจะเกิดความเสียหายทั้งในทางสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินในอนาคต โดยให้ตัวแทนโจทก์และประชาชนในชุมชนได้เป็นตัวแทนทั้งกลุ่มประมงพื้นบ้าน กลุ่มอาชีพแม่ค้า และกลุ่มอาชีพอื่นที่ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในการจัดการกองทุนดังกล่าวด้วย

ผลของคำพิพากษา

กระทั่งเวลาประมาณ 11.30 น. ตัวแทนที่ขึ้นไปรับฟังผลคำพิพากษาได้เดินลงมาจากศาล หลังจากนั้นจึงได้นัดหมายไปรวมตัวกัน ณ ที่ทำการสมาคมประมงเรือเล็กท้องถิ่นระยอง ศาลาแดง ตำบลตะพง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เพื่อประชุมและสรุปผลการรับฟังคำพิพากษาร่วมกัน

นายวีรวัฒน์ อบโอ ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า ขอสรุปเป็นประเด็น 2-3 ประเด็นหลัก ดังนี้

ประเด็นแรกคือ เรื่องคำขอเกี่ยวกับการตั้งกองทุนฟื้นฟู ศาลมองว่า ตามกฎหมาย พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 96 เรื่องของผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายหรือให้กระทำการเกี่ยวกับเรื่องกองทุน ศาลมองว่าศาลไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้ตัวบริษัทตั้งกองทุนในการฟื้นฟูได้ แต่ศาลก็มองว่าการที่โจทก์ขอให้ตั้งกองทุนฟื้นฟู ศาลสามารถแปลเจตนาได้ ก็คือว่า เป็นการขอให้สั่งให้กระทำการฟื้นฟูทะเลระยองให้กลับมาคืนสู่หรือใกล้เคียงกับสภาพเดิมให้เป็นปกติมากที่สุด ซึ่งก็เป็นประเด็นที่ต่อเนื่องมาว่าแล้วการแก้ไขเยียวยาฟื้นฟูที่เราฎีกาไปฟังขึ้นหรือไม่

ศาลก็มองว่า เรื่องการฟื้นฟู จากความเห็นของนักวิชาการฝ่ายจำเลยเอง และความคิดเห็นของนักวิชาการฝ่ายโจทก์ที่เราได้ทำเอกสารโต้แย้งไป ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ ศาลจึงมองว่า เรื่องของการฟื้นฟูเป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการเป็นหลักที่มีหน้าที่ มีศักยภาพ มีงบประมาณ แล้วก็มีบุคลากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำเรื่องนี้

ศาลเลยวินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า เป็นหน้าที่หน่วยงานรัฐในการฟื้นฟู เมื่อพิจารณาจากเอกสารรายของคณะกรรมการที่มีทั้งกระทรวงทรัพยากรฯ กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมอุทยานฯ เหล่านี้ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อติดตาม และแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำมันรั่วปี 2556 ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องการฟื้นฟูแล้ว

ศาลจึงเห็นว่า “ได้มีการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ คุณภาพสัตว์น้ำ ซึ่งปรากฏว่าอยู่ในเกณฑ์ไม่เกินค่ามาตรฐาน ศาลก็เลยเชื่อว่าสิ่งที่หน่วยงานราชการได้กระทำไป หรือได้มีการตรวจไปแล้ว อีกทั้งคดีนี้ผ่านมากว่า 10 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นทรัพยากรที่เสียหายไปก็มีโอกาสฟื้นกลับมาแล้ว จึงไม่ได้เดือดร้อนหรือเสียหายอะไรขนาดนั้น”

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ศาลโยงถึงคดีที่มีการฟ้องที่ศาลแพ่งที่แยกไปฟ้องกรุงเทพฯด้วย ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมการจัดทำโครงการฟื้นฟู 4 โครงการ ศาลก็หยิบมาวินิจฉัยว่า ได้มีการดำเนินโครงการนั้นด้วยแล้ว โครงการนั้นก็ได้มีการตรวจสอบ มีการดำเนินการและติดตามจนถึงปี 2561 ปรากฏว่า ผลกระทบได้ลดน้อยลงคุณภาพน้ำ คุณภาพดินหรือป่าชายเลนเริ่มฟื้นฟูกลับขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องที่เราขอให้มีการกระทำการแก้ไขฟื้นฟู ศาลมองว่าได้กระทำไปแล้วโดยหน่วยงานราชการ

ส่วนประเด็นที่สอง เรื่องค่าเสียหายของโจทก์แต่ละราย ศาลมองว่า ข้อมูลการพิสูจน์จะต้องมีหลักฐาน และศาลใช้ดุลพินิจในการพิจารณา เพราะฉะนั้นศาลมองว่า การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดได้ค่าเสียหายแห่งความร้ายแรงแห่งเหตุละเมิดโดยกำหนดให้ประมงจ่ายคนละ 150,000 บาท เป็นระยะเวลา 5 เดือน และกลุ่มแม่ค้าคนละ 120,000 บาท ในระยะเวลา 5 เดือนเหมือนกัน อันนี้ถือว่าเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นด้วย คือเรื่องค่าเสียหายศาลก็ยืนไปตามนั้น

และประเด็นสุดท้าย พบสิ่งที่น่าสนใจในคำพิพากษา ก็คือว่า ถึงแม้จำเลยไม่ต้องรับผิดในการฟื้นฟูทรัพยากรในคดีนี้ แต่ศาลมองว่า อย่างไรก็ตามทะเลระยองที่เกิดเหตุนี้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน หากต่อมายังปรากฏว่ามีความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติจากการกระทำของจำเลยยังหลงเหลืออยู่ รัฐที่มีหน้าที่ก็จะต้องจัดการแก้ไขตรงนั้น โดยสามารถเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมเพื่อการที่รัฐจะต้องเข้าไปจัดการแก้ไขปัญหาที่มันยังค้างอยู่ หากเราพบว่า มลพิษที่เกิดขึ้นนี้มันยังตกค้างอยู่ก็สามารถให้รัฐไปดำเนินการแก้ไขโดยให้จำเลยเป็นผู้ชดใช้ค่าสินไหมเพื่อการนี้ได้ด้วย

“อันนี้ก็คือรวมถึงเรื่องของค่าใช้จ่ายในการขจัดมลพิษที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่ในท้ายประเด็นเรื่องของการฟื้นฟูที่น่าสนใจ” ทนายวีรวัฒน์กล่าว

นายกิติพงศ์ สมุลไพร นายกสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง เปิดเผยว่า รู้สึกผิดคาดไปบ้างเพราะชาวบ้านหวังว่าศาลจะตัดสินให้ผู้ที่กระทำความผิดฟื้นฟูทะเล ซึ่ง ณ ปัจจุบันได้มีการเก็บข้อมูลพบว่าทะเลเปลี่ยนแปลงไปมาก สัตว์น้ำจับได้น้อยลง แหล่งที่เป็นปะการังก็ถูกทำลายหมด ดินและหินบริเวณนั้นกลายเป็นสีดำ คือหลายจุดที่ไปเจอมีสภาพแบบนั้น

“คือมันใช้เวลาถึง 9 ปีหลังเกิดเหตุน้ำมันรั่วปี 56 ถึงจะมีกุ้งเคยเข้ามา มีปลาทูเข้ามา แต่ก็เกิดปัญหาน้ำมันรั่วปี 65 ครั้งนี้ผมว่ามันจะรุนแรงกว่าเก่า หรือหลายสิบปี สัตว์น้ำตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววเลย อย่างผมเป็นคนจับกุ้งเคย ปีนี้ยังไม่ได้ออกทำการประมงเลย ซึ่งปกติช่วง 4 เดือนนี้จะเป็นฤดูกาลกุ้งเคยแต่ตอนนี้มันหายไปแล้ว” นายกิติพงศ์ระบุ

นายกสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยองกล่าวด้วยว่า กรณีน้ำมันรั่วปี 65 ปัจจุบันยังมีการฟ้องคดีซ้อนกันอยู่ในศาล ซึ่งชาวบ้านก็ยืนยันข้อเรียกร้องให้บริษัทที่ทำความเสียหายมาฟื้นฟูทะเล แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมอาจจะไม่ได้มองถึงเรื่องการปกป้องทรัพยากรสิ่งแวดล้อม แต่อยากบอกว่าถ้าเกิดเหตุแล้วจะฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิมหรือว่าใกล้เคียงมันยากมาก

“พวกเราก็มีความหวังทุกคดีที่ฟ้อง แม้ว่าคำตัดสินออกมาจะไม่สามารถช่วยทำให้ทะเลนี้ดีขึ้น แต่อย่างน้อยก็อาจเปลี่ยนใจคนให้มาเห็นความสำคัญของทรัพยากรและดูแลรักษาทะเลร่วมกัน” นายกิติพงศ์กล่าว