หน้าแรก ในประเทศ วิพุธ ค้าน แก...

วิพุธ ค้าน แก้ข้อบังคับสภา กทม. หั่นโควต้ากก.วิสามัญฝั่งผู้ว่าฯ ฉัตรชัย ลุกโต้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวพรรค

5.11.26 | 17:09 น.

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร2 (ดินแดง) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่4 (ครั้งที่ 4) ประจำปี 2569 โดยมี นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะผู้บริหารเข้าร่วมการประชุม

ในตอนหนึ่ง ที่ประชุมมีการเสนอแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร ข้อ 87 โดยปรับลดสัดส่วนกรรมการวิสามัญที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีสิทธิเสนอชื่อ จากเดิมไม่เกินกึ่งหนึ่ง เหลือไม่เกิน 1 ใน 4 ของจำนวนกรรมการทั้งคณะ


ด้านนายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขข้อบังคับดังกล่าว โดยเห็นว่าการลดสัดส่วนกรรมการฝ่ายบริหารอาจทำให้การทำงานร่วมกันขาดความยืดหยุ่น

นายวิพุธ กล่าวว่า ข้อบังคับเดิมที่กำหนดให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีสิทธิ์เสนอชื่อกรรมการได้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายบริหารจะต้องเสนอชื่อให้ครบกึ่งหนึ่ง ในทุก ๆ ครั้ง แต่มันเป็นการเปิดโอกาสให้สภาฯสามารถพิจารณาองค์ประกอบในภาพรวมของคณะกรรมการวิสามัญได้อย่างยืดหยุ่นตามลักษณะของภารกิจและความจำเป็นในแต่ละเรื่อง

Advertisement

“บางเรื่อง เราอาจจะจำเป็นที่จะต้องการผู้แทนจากฝ่ายผู้บริหารเพียง 1-2 คน แต่บางเรื่องที่มันมีความซับซ้อนต้องอาศัยความรู้ ความสามารถประสบการณ์จากข้าราชการหลาย ๆ สำนักหรือหลายหน่วยงานหรือผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการคงเพดานไว้ที่กึ่งหนึ่ง จึงไม่ได้เป็นการบังคับให้ฝ่ายบริหารจะต้องเข้ามาเติมเต็มให้ครบสัดส่วน แต่ผมมองว่ามันเป็นการรักษาทางเลือกในการทำงานร่วมกัน

วันนี้ผมอยากให้เรามองว่าการทำงานของคณะกรรมการวิสามัญมันไม่ใช่พื้นที่ในการทำงานเป็นของภาคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นกลไกที่สภาจะต้องรวบรวมคนที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา“ นายวิพุธ กล่าว

นายวิพุธ กล่าวต่อว่า ตนมีความกังวลว่าการแก้ไขข้อบังคับในข้อนี้มันอาจจะเป็นลักษณะ คือ รวมการบริหารจัดการอำนาจในการกำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการวิสามัญไว้ที่ฝ่ายสภามากยิ่งขึ้น

“ไม่กี่วันที่ผ่านมาเราเพิ่งเห็นข้อถกเถียงในสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการปรับแนวทางการทำงานของคณะกรรมาธิการในสภา ซึ่งก็มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจจะเป็นการรวมศูนย์ การบริหารจัดการอำนาจและลดความคล่องตัวในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร แต่ 2 เคสนี้กรณีมันแตกต่างกัน แต่ผมคิดว่ามันมีคำถามสำคัญร่วมกันว่า การเปลี่ยนแปลงกติกาภายในสภา ข้อบังคับประชุมสภา มันจะทำให้เราทำงานได้ดีขึ้นอย่างไร” นายวิพุธ กล่าว

นายวิพุธ กล่าวต่อว่า วันนี้ตนขอยืนยันว่าสภา กทม.ควรเป็นพื้นที่ที่คนมาทำงานร่วมกันได้ ไม่ใช่พื้นที่แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาลดสัดส่วน และเข้าใจดีว่าส.ก. มีหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหาร Checks and Balances ซึ่งมันเป็นหน้าที่สำคัญและเป็นหลักการที่ต้องรักษาไว้ แต่การตรวจสอบการทำงานร่วมกันมันไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้งและสามารถทำงานการตรวจสอบได้อย่างเข้มข้น

ในขณะเดียวกันมันคือการเปิดโอกาสให้บุคลากร ฝ่ายบริหารเข้ามาร่วมให้ข้อมูลศึกษา เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาได้

“อย่าลืมว่าทุกครั้งที่คณะกรรมการวิสามัญศึกษาหรือเสนอแนวทางใดออกมา คนที่ต้องปฏิบัติหน้าที่หน่วยงานจะต้องนำข้อเสนอเหล่านั้นไปทำงานจริง ๆ เพราะฉะนั้นคนทำงานก็คือ คนของ กทม. เอง เพราะฉะนั้นการที่จะมีผู้แทนจากฝ่ายบริหารและผู้ปฏิบัติงานจริงมามีส่วนร่วมกันตั้งแต่ต้น มันเป็นประโยชน์ต่อการทำงานและพิจารณาข้อเท็จจริง และมันจะช่วยให้ข้อเสนอของคณะกรรมการวิสามัญของเราไปปฏิบัติงานได้จริงมากยิ่งขึ้น” นายวิพุธ กล่าว

นายวิพุธ กล่าวว่า ตนอยากฝากท่านสมาชิกฯแค่ประเด็นข้อนี้ คืออยากให้ช่วยพิจารณาให้รอบคอบ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

“คำถามจากผม คือ ผมสงสัยว่าการที่เราแก้ข้อบังคับข้อนี้ ข้อบังคับการประชุมสภาข้อนี้ ประชาชนได้ประโยชน์อะไร จากการที่เราไปลดชื่อหรือลดสัดส่วนของคณะกรรมการทางฝั่งผู้ว่าราชการกทม. จากกึ่งหนึ่ง ไปเหลือ 1 ใน 4 ผมถามว่าประชาชนได้ประโยชน์อะไร แก้ปัญหาประชาชนได้เร็วขึ้นหรือไม่ ข้อเสนอของกรรมการวิสามัญที่ศึกษาออกมาสามารถปฏิบัติได้จริงได้มากยิ่งขึ้นหรือไม่ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่าผมอยากจะให้พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ไม่ใช่แค่เรื่องของส่วนใด ส่วนตัว เป็นพื้นที่ในการทำงาน สร้างผลผลลัพธ์ให้กับประชาชน เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าอยากให้พิจารณาถ้าคิดว่าหลักเกณฑ์เดิมมันไม่ยืดหยุ่น มันไม่เหมาะสม อาจจะปรับมาเหลือ 1 ใน 3 สุดแล้วแต่ แต่ให้เกิดความยืดหยุ่นและเปิดโอกาสให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสม”นายวิพุธ กล่าว

ด้านนายฉัตรชัย หมอดี ส.ก.เขตบางนา กล่าวว่า ในฐานะผู้เสนอร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งเสนอให้พิจารณา 3 วาระรวด ขอชี้แจงกรณีนายวิพุธไม่เห็นด้วยว่า ตนไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่มองว่าเป็นประเด็นเกี่ยวกับอำนาจและบทบาทของสภาฯ

“ผมไม่เคยมองเป็นเรื่องส่วนตัว ผมมองเป็นเรื่องของสภา ธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา ผมไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร การตั้งวิสามัญผมมองว่าควรเป็นอำนาจของสภาที่จะตรวจสอบฝ่ายบริหารและผมไม่เห็นความจำเป็นที่ทางฝ่ายบริหารจะต้องนั่งเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าหากทางฝ่ายบริหารจำเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมการเพิ่มขึ้นแจ้งสภาได้ สภาผมว่าไม่มีอะไรติดขัดกับจำนวนที่ทางฝ่ายบริหารเสนอมา” นายฉัตรชัย กล่าว

นายฉัตรชัย กล่าวต่อไปว่า ทำเนียบปฏิบัติที่ผ่านมาในสมัยของผม 4 ปีที่ผ่านมารวมปีนี้ เมื่อก่อนฝ่ายบริหารไม่ยกมือโหวต ปัจจุบันวาระสำคัญที่สภาฯตั้ง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการวิสามัญงบเหลื่อมปี ตนเห็นปัญหา ถ้าวันนั้นฝ่ายบริหารมีเกินกึ่งหนึ่ง อำนาจของสภาหมดทันที

“ผมไม่ได้มองถึงพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และผมก็ไม่ได้มองว่าท่านผู้ว่าเป็นผู้ว่าของใคร ผมมองว่านี่คือสภาอำนาจควรจะอยู่ที่สภาฯ สมาชิกควรจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่พิจารณาข้อเสนอของทางฝ่ายบริหารในการถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหาร อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะเสนอให้กับสภาและเพื่อนสมาชิกได้ทราบ ผมเห็นปัญหาตรงนี้ผมเลยเสนอข้อนี้ขึ้นมา ไม่ว่าวันหนึ่งผมจะอยู่หรือไม่อยู่หรือว่าวันหนึ่งข้อบังคับฉบับนี้อาจจะไม่ฟังก์ชันในปัจจุบัน เสนอแก้ใหม่ได้ แต่วันนี้ปัจจุบันนี้เหตุการณ์มันไม่ปกติอย่างที่ผ่านมา ผมเลยขอเสนอสภาในการแก้ไขข้อบังคับการประชุมฉบับนี้และข้อนี้”นายฉัตรชัย กล่าว