สธ.โต้เพจดังปม ‘หุ่นยนต์จัดยา 60 ล้าน’ ลั่น ขยับตามทุกกระทู้ก็ไม่ต้องบริหารกันพอดี ยัน รพ.ซื้ออะไรต้องมีเหตุผล
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ห้องแกรนด์ไดมอน บอลรูม อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเพจเฟซบุ๊ก “ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย” เผยแพร่ข้อมูลอ้างว่า มีผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขโทรศัพท์สายตรงไปยังผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลายแห่ง เพื่อให้ “ล็อกสเปก” จัดซื้อหุ่นยนต์จัดยา (Robot) มูลค่าตั้งแต่ 10-60 ล้านบาท พร้อมระบุข้อความในลักษณะว่า “บิ๊ก สธ.เก็บเด็กหน่อย เดี๋ยวคลิปหลุด” ว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลจากฝ่ายกระทรวงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นการจัดซื้อในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องเป็นกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้กำกับดูแล ไม่ใช่หน่วยงานอื่นเข้ามาสั่งการ สำหรับ “หุ่นยนต์จัดยา” นั้น มีหลายประเภท ทั้งระบบจัดยามะเร็ง ระบบจัดยาในห้องเภสัชกรรม รวมถึงระบบที่ช่วยจัดและจ่ายยาให้แก่ผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันมีโรงพยาบาลหลายแห่งนำมาใช้งานแล้ว การนำระบบดังกล่าวมาใช้มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระงานของเภสัชกร ซึ่งในโรงพยาบาลหลายแห่งมีจำนวนไม่เพียงพอ รวมถึงช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการจ่ายยาและลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องรอรับยา
“ถามว่ามีความจำเป็นไหม มันมีความจำเป็นในหลายพื้นที่ แต่แต่ละพื้นที่มีขนาดและความต้องการแตกต่างกัน ต้องดูว่าโรงพยาบาลนั้นมีผู้ป่วย OPD และ IPD จำนวนเท่าไร มีคอขวดในกระบวนการจ่ายยามากแค่ไหน” นายพัฒนา กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่กรณีที่มีการตั้งราคาสูงถึง 50-60 ล้านบาท จะมีการตรวจสอบหรือไม่ เพราะมีข้อสงสัยว่าราคาดังกล่าวสูงเกินความจำเป็น นายพัฒนา กล่าวว่า การพิจารณาว่าราคาสูงหรือต่ำ ไม่สามารถดูเฉพาะตัวเลขราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความต้องการของโรงพยาบาลแต่ละแห่งประกอบด้วย ทั้งจำนวนผู้ป่วย OPD และ IPD จำนวนเภสัชกรที่มีอยู่ แผนการพัฒนาโรงพยาบาล รวมถึงรายละเอียดทางเทคนิคของระบบ
“บางทีเราไปพูดอย่างเดียวว่า 50 ล้านเยอะไป มันก็พูดยาก เพราะมันยังมีรายละเอียดอีก ยาที่ส่งออกมาจะต้องแพ็กเกจเป็นอย่างไร เป็นกล่อง เป็นแก้ว หรือเป็นอย่างไร ระบบก็เหมือนตู้เวนดิ้งแมชชีน ถ้าเป็นเรื่องตัวนี้ ผมเชื่อว่าต้องเอาความต้องการของโรงพยาบาลเป็นหลัก” นายพัฒนา กล่าวและว่า กระบวนการจัดซื้อเป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลที่จะต้องดำเนินการตามขั้นตอน โดยโรงพยาบาลจะเป็นผู้พิจารณาความจำเป็นและดำเนินการจัดซื้อเอง
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า จะมีการตรวจสอบหรือไม่ หลังมีข้อกล่าวอ้างว่าการจัดซื้ออาจมี “เงินทอน” หรือผลประโยชน์ย้อนกลับไปยังผู้บริหาร นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวต้องแยกออกเป็นภาพใหญ่ และควรตรวจสอบข้อมูลการใช้ระบบหุ่นยนต์จัดยาในภาพรวมของประเทศ ทั้งจำนวนโรงพยาบาลที่ใช้งาน ราคาที่จัดซื้อ และรูปแบบการจัดซื้อของแต่ละแห่ง เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงทั้งหมดก่อนที่จะสรุปว่าการจัดซื้อแห่งใดมีความผิดปกติ
“ถ้าเรามีคนไม่หวังดี ตั้งประเด็นกระทู้มาเรื่อยๆ แล้วกระทรวงก็ขยับตามเรื่อยๆ เราก็ไม่ต้องบริหารกระทรวงกันพอดี แต่กระทรวงจะสรุปเป็นภาพรวมให้ว่า ที่ผ่านมาเราใช้กี่ที่แล้ว ราคาเท่าไหร่ ประโยชน์เป็นอย่างไร แล้วปีนี้มีบทบาททำแผนอีกกี่แห่ง อาจจะมากกว่าที่มีอยู่ในเพจก็ได้” นพ.สมฤกษ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในปีงบประมาณ 2570 มีงบประมาณสำหรับจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ประมาณเท่าใด นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า งบประมาณในส่วนดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 12,000 ล้านบาท โดยเป็นงบลงทุนสำหรับเครื่องมือแพทย์ประมาณ 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มีอยู่ในแต่ละปี
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า งบประมาณประมาณ 6,000 ล้านบาทดังกล่าวเป็นงบที่มีเป็นประจำทุกปีใช่หรือไม่ นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า “ใช่ครับ” พร้อมระบุว่า ในปีนี้มีการก่อสร้างลดลง ทำให้สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ได้มากขึ้น โดยเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อมีการเผยแพร่ข้อมูลจากชมรม STRONG อย่างต่อเนื่อง มองว่าเป็นการนำข้อมูลมาโจมตีทางการเมืองหรือไม่ นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า การนำข้อมูลออกมาเผยแพร่ขอให้เป็นไปด้วยความหวังดีจริงๆ และไม่ควรเป็นการสร้างประเด็น เพราะนโยบายของกระทรวงคือ เมื่อโรงพยาบาลจัดซื้ออุปกรณ์หรือเครื่องมือใดแล้ว โรงพยาบาลจะต้องได้ใช้งานจริง รวมถึงต้องมีการจัดลำดับความสำคัญตามความต้องการของผู้ป่วยและทิศทางการพัฒนาโรงพยาบาล
“การเอาข้อมูลออกมา ขอให้เป็นเรื่องของความหวังดีจริงๆ พยายามขอให้ไม่เป็นเรื่องของการสร้างประเด็น เพราะว่านโยบายของกระทรวงก็คือ จัดซื้ออะไร โรงพยาบาลก็ต้องได้ใช้ แล้วเราก็ต้องมีการเรียงลำดับความสำคัญของผู้ป่วยที่ต้องการการพัฒนาโรงพยาบาล รวมไปถึงนโยบายที่จะขับเคลื่อนทิศทางด้วย มีข้อมูลก็นำเสนอได้ แต่ขอให้นำเสนอด้วยความที่ส่งเสริมให้เกิดการทำงานที่ดีจริงๆ” นายพัฒนา กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จะมีการตรวจสอบโรงพยาบาล 21 แห่งที่มีข้อมูลว่ากำลังจัดซื้อหุ่นยนต์จัดยาหรือไม่ และเป็นยี่ห้อใด นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ไม่อยากใช้คำว่า “ตรวจสอบ” ในลักษณะที่ตั้งต้นว่าโรงพยาบาลทำผิด เพราะยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะกล่าวหาโรงพยาบาลใดว่าดำเนินการไม่ถูกต้อง โดยกระทรวงจะพิจารณาข้อมูลในภาพรวมทั้งระบบ
“ถ้าเราบอกว่าใช้คำว่าตรวจสอบ เรากำลังบอกว่าเขาทำไม่ถูก เขาทำผิด ซึ่งผมคิดว่ามันไม่แฟร์ อยู่ๆ ไม่รู้ใครก็ไม่รู้ พอลงมาพูดแล้วเราก็ไปบอกว่าเขาต้องไปจับผิดเขา แล้วเขาก็จะตอบยังไง เราจะดูทั้งระบบว่า อย่างปีนี้ที่ไหนบ้างจะซื้อ ก็จะลิสต์ขึ้นมา” นพ.สมฤกษ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า แต่ยืนยันได้หรือไม่ว่า การจัดซื้อดังกล่าวต้องเกิดจากความจำเป็นของโรงพยาบาล นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า “โรงพยาบาลจะขออะไร ต้องมีเหตุผล”
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หมายความว่าการจัดซื้อทุกอย่างต้องมีเหตุผลและความจำเป็นใช่หรือไม่ นพ.สมฤกษ์ ตอบว่า “ถูกต้อง” พร้อมย้ำว่า กระทรวงสาธารณสุขจะไม่ตัดสินโรงพยาบาลจากข้อมูลที่ถูกเผยแพร่เพียงบางส่วน แต่จะรวบรวมข้อมูลการใช้งาน การจัดซื้อ ราคา และแผนการจัดซื้อในปีงบประมาณ 2570 มาพิจารณาเป็นภาพรวม เพื่อให้เห็นว่าการจัดซื้อหุ่นยนต์จัดยาในแต่ละแห่งมีความจำเป็นและเกิดประโยชน์ต่อการให้บริการประชาชนจริงหรือไม่



