‘จุลพันธ์’ ชู 3 เสา ปั้นแรงงานอาเซียนสู่เวทีโลก ดัน Digital Skills Passport เปลี่ยน ‘ใบรับรอง’ เป็น ‘โอกาส’
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่โรงแรมดุสิตธานี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงผลการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29 (ALMM) และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ภายใต้หัวข้อ “การพัฒนาทุนมนุษย์อาเซียน: การรับรองทักษะฝีมือสู่การยอมรับในระดับสากล” โดยการประชุมมุ่งผลักดันความร่วมมือด้านแรงงานของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะการยกระดับและรับรองทักษะฝีมือแรงงานให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล รองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและเทคโนโลยี พร้อมสร้างโอกาสในการเคลื่อนย้ายแรงงานและเข้าถึงงานที่มีคุณค่าและรายได้ที่ดีขึ้น
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สำหรับเราเรื่องแรงงานไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลข แต่คือเรื่องของคนกว่า 357 ล้านคนในอาเซียน ที่เป็นคนในกลุ่มแรงงานทั้ง 11 ประเทศ ที่จะต้องมีโอกาสในการมีงานทำ มีรายได้ที่ดีขึ้น ได้รับการยอมรับ นี่คือหลักประกันว่าไม่ว่าโลกการทำงานจะเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม แรงงานของเราจะต้องไม่ถูกละเลยและละทิ้งไว้ข้างหลัง ALMM ครั้งนี้ ไม่ได้พูดถึงอนาคต แต่กำลังออกแบบอนาคตของแรงงานเอเชีย โลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง 3 อย่างหลักๆ ที่สำคัญ คือ 1.การเปลี่ยนแปลงไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) 2.เปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว 3.การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงวัย ทั้ง 3 เรื่องนี้กำลังเปลี่ยนแปลงทั้งตำแหน่งงานและรูปแบบการจ้างงาน ทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ ดังนั้น คำถามสำคัญในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ว่าแรงงานอาเซียนมีทักษะเพียงพอหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้ทักษะแรงงานของอาเซียนได้รับการยอมรับและเปลี่ยนทักษะนั้นให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจกับพี่น้องแรงงานได้จริง นี่คือหัวใจการประชุม ALMM ครั้งที่ 29 ในครั้งนี้
“ผลสำเร็จที่สำคัญ คือ การผลักดันเรื่องการรับรองทักษะฝีมือแรงงานสู่การยอมรับในระดับสากล ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างระบบการรับรองทักษะที่เทียบเคียงได้ นำไปสู่การยอมรับร่วมกันมากขึ้น ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล เพราะเราเชื่อว่าทักษะที่ดีไม่ควรถูกจำกัดด้วยเขตพรมแดน แรงงานที่มีความสามารถควรจะสามารถนำทักษะแรงงานของตนไปต่อยอดโอกาสทำงานได้มากขึ้น ที่ใดก็ตามในโลก” นายจุลพันธ์ กล่าว
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ซึ่งจะเดินหน้าผ่าน 3 เสา คือ 1.พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมให้ทันกับความต้องการของตลอดแรงงาน ไม่ใช่ฝึกเพื่อให้ผ่านหลักสูตรเท่านั้นแต่ต้องฝึกเพื่อทำงานได้จริงและมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจริง 2.ยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานและสร้างการเทียบเคียงมาตรฐานเพื่อให้ทักษะของแรงงานอาเซียนได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้นในตลาดแรงงานโลก 3.ใช้ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางของประเทศสมาชิกเป็นกลไกในการพัฒนาทักษะ การฝึกอบรม การทดสอบมาตรฐาน และการสร้างนวัตกรรมกำลังคน สำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
“การเปลี่ยนจากเรื่องของใบรับรองทั่วไปเป็นสิ่งที่เรียกว่า ดิจิทัลสกิล พาสปอร์ต (Digital Skills Passport หรือ DSP) เป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ที่สำคัญ คือการเห็นชอบแนวทางนำร่องของอาเซียนมาใช้เพื่อนำทักษะของแรงงานสามารถเชื่อมโยงและตรวจสอบได้ ในรูปแบบดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประวัติการฝึกอบรมความสามารถหรือการรับรองทักษะ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้การเคลื่อนย้ายแรงงานในอาเซียนมีความเป็นระบบ โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้น เราต้องทำให้แรงงานสามารถพกพาทักษะที่มี ไม่ว่าจะไปทำงานอยู่ในภูมิภาคใด นี่คือการสร้างสกิลที่ตอบโจทย์แรงงานยุคใหม่ คือการเคลื่อนย้ายของทักษะ” นายจุลพันธ์ กล่าว
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เรื่องต่อมา คือ AI ต้องสร้างโอกาสไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำ เป็นอีกประเด็นที่เราให้ความสำคัญ คือ การสร้างโครงในเรื่องของการกำกับดูแลด้าน AI ประเทศไทยเราเห็นว่า AI กำลังเปลี่ยนโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว จึงต้องสร้างแรงงานให้มีความพร้อมกับทักษะของ AI ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะแรงงานรุ่นใหม่และผู้ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน
“เราไม่ต้องการให้คนรุ่นใหม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีแต่ต้องสามารถเป็นผู้สร้างคุณค่าจากเทคโนโลยีที่เข้ามาได้ ดังนั้น การพัฒนาทักษะสำหรับอุตสาหากรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเทคโนโลยี AI จะต้องเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่เราต้องไปเร่งดำเนินการ” นายจุลพันธ์ กล่าว
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จะเปลี่ยนเรื่อง KPI จากการฝึกได้กี่คน เป็นคนได้งานและมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ อยากเน้นย้ำเรื่องนี้เป็นพิเศษ กระทรวงแรงงานกำลังปรับวิธีคิดในการวัดความสำเร็จของการพัฒนาทักษะ ซึ่งจะไม่วัดแบบเดิมที่บอกว่าเราฝึกได้กี่คน แต่ต้องถามว่าหลังจากฝึกแล้วเขาได้งานหรือไม่ สามารถมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ ครอบครัวมีชีวิตคุณภาพความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างจับต้องได้จริงหรือไม่ นี่จึงเป็นสิ่งที่ต้องมาปรับในเรื่องของเป้าหมายและการวัดผลของกระทรวง
แม้กระทั่งเรื่องแรงงานข้ามชาติต้องบริหารจัดการด้วยความร่วมมือและความเป็นธรรม ในช่วงการประชุมครั้งนี้ประเทศไทยได้หารือแบบทวิภาคีกับหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา มาเลเซีย เมียนมาร์ เราหารืออย่างตรงไปตรงมาในประเด็นการบริหารจัดการด้านแรงงานข้ามชาติ การคุ้มครองสิทธิและการสร้างระบบที่เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ประเทศไทยเชื่อว่าระบบแรงงานที่ดีต้องคุ้มครองทั้งแรงงาน นายจ้าง และเศรษฐกิจของประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญในการที่จะทำให้ตลาดแรงงานมีระเบียบ ปลอดภัย และเป็นธรรมสำหรับทุกคน
ทั้งนี้ สิ่งที่ประเทศไทยจะทำต่อจากนี้ การประชุม ALMM ครั้งที่ 29 ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่คือจุดเริ่มต้นของการลงมือทำ เราจะเดินหน้าในการขับเคลื่อนผลลัพธ์การประชุมอย่างต่อเนื่องตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี จะทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกในอาเซียนเพื่อผลักดันเรื่องการยกระดับมาตรฐานและการรับรองทักษะการพัฒนาอาเซียนดิจิทัลสกิลไปจนถึงการสร้างระบบตลาดแรงงานที่มีการจ้างงานอย่างมีคุณค่า รายได้ที่ดีและความคุ้มครองที่เหมาะสม



