‘พัฒนา’ แจงเงินนอกงบประมาณ สธ.ไม่ใช่เงินใช้ได้อิสระ ย้ำทุกบาทอยู่ใต้กฎหมาย-ระบบตรวจสอบ

9.09.26 | 13:16 น.

‘พัฒนา’ แจงเงินนอกงบประมาณ สธ.ไม่ใช่เงินใช้ได้อิสระ ย้ำทุกบาทอยู่ใต้กฎหมาย-ระบบตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงถึงประเด็นที่ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรว่า มี 4 กระทรวง รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข ถือครองเงินนอกงบประมาณรวมกันถึง 4 ล้านล้านบาท แต่ในปี 2570 มีการส่งเงินเข้าสมทบงบประมาณเพียง 9.5 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 2.5% พร้อมเสนอให้มีมาตรการดึงเงินส่วนนี้มาใช้เพื่อลดภาระทางการคลัง ว่า การมีเงินนอกงบประมาณไม่ได้หมายความว่ากระทรวงจะสามารถนำไปใช้จ่ายได้อย่างอิสระ หรือนำไปดำเนินการเรื่องใดก็ได้ตามต้องการ เนื่องจากการใช้จ่ายยังต้องอยู่ภายใต้ระเบียบการเงิน การจัดซื้อจัดจ้าง กฎหมาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีกระบวนการตรวจสอบเช่นเดียวกับเงินที่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน


“เงินนอกงบประมาณไม่ได้หมายความว่ามีอิสระในการใช้เงิน จะเอาไปทำอะไรก็ได้ การใช้ยังมีระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง กฎหมาย และข้อบังคับในการนำไปใช้อยู่ และมีกระบวนการตรวจสอบได้” นายพัฒนา กล่าว

ด้าน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตนได้ชี้แจงต่อนายวีระในชั้นกรรมาธิการแล้วว่างบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ งบประมาณที่จัดสรรให้แต่ละกรม และงบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง/UC) ที่ใช้ดูแลประชาชนในโรงพยาบาล ส่วน “เงินนอกงบประมาณ” นั้น เป็นเงินบำรุงโรงพยาบาลที่นำมาใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วย และเป็นค่าจ้างบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงสถานะเงินนอกงบประมาณในปัจจุบัน นพ.สมฤกษ์เปิดเผยว่า ยอดเงินบำรุงหลังหักหนี้สินในช่วงหลังโควิด-19 เคยสูงถึง 50,000 ล้านบาท ก่อนจะลดลงเหลือประมาณ 10,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และล่าสุดในเดือนสิงหาคม ขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 15,000 ล้านบาท ซึ่งสถานะทางการเงินของแต่ละโรงพยาบาลในสังกัดมีความแตกต่างกัน บางแห่งมีสถานะเป็นบวก แต่บางแห่งยังคงติดลบ ส่วนตัวเลข 4 ล้านล้านบาทที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในสภานั้น ตนไม่แน่ใจว่าเป็นตัวเลขรวมจากส่วนใด แต่ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่าเป็นเงินบำรุงเพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยจริง ซึ่งกระทรวงการคลังมีหลักเกณฑ์ชัดเจนอยู่แล้วว่า หากเป็นเงินที่มีความจำเป็นต้องใช้ในการดูแลประชาชนและบริการสาธารณสุข ก็จะไม่มีการดึงเงินคืนเข้าคลังแต่อย่างใด

Advertisement

เมื่อถามนายพัฒนาว่า กังวลหรือไม่ที่ทางกรรมาธิการฯ มองว่างบประมาณของ สธ. ยังมีเหลือ ทั้งที่ความเป็นจริงระบบยังขาดแคลนทั้งบุคลากรและทรัพยากร รมว.สาธารณสุข กล่าวทิ้งท้ายว่า หากมีข้อสงสัยหรือมีประเด็นสอบถามเข้ามา กระทรวงสาธารณสุขก็พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา