เปิดโจทย์ ‘ประกันสังคมในฝัน’ ชงปฏิรูปทั้งระบบ ยกระดับสิทธิสุขภาพ-แรงงานหญิง

17.09.26 | 22:50 น.

เปิดโจทย์ ‘ประกันสังคมในฝัน’ ชงปฏิรูปทั้งระบบ ยกระดับสิทธิสุขภาพ-แรงงานหญิง

เมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่สมาคมบำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย เครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่มผู้ประกันตน จัดเวทีเสวนา “ระบบสุขภาพประกันสังคมในฝัน” เปิดพื้นที่สะท้อนปัญหาและเสนอแนวนโยบายพัฒนาระบบบริการสุขภาพของผู้ประกันตน ทั้งการเข้าถึงการรักษา สิทธิด้านสุขภาพ การคลอดบุตร สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ และการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน


โดยมี นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์แห่งประเทศไทย, นางศรีไพร นนทรีย์ มูลนิธิรักษ์ไทย, น.ส.ภาวนาพร ชนะศรีโยธิน ทีม 1663+, นายบัณฑิต แป้นวิเศษ มูลนิธิเพื่อนหญิง, นายสมชาย กระจ่างแสง กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ และตัวแทนผู้สมัครบอร์ดประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน ร่วมเวที

สิทธิรักษาต้องเข้าถึงง่าย ไร้รอยต่อ

นายอภิวัฒน์ เปิดเผยว่า อยากเสนอให้ยกระดับระบบบริการสุขภาพของผู้ประกันตน โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งแม้หลายคนสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ แต่ยังพบปัญหาการได้รับยาต้านไวรัสครั้งละเพียง 7 วัน 15 วัน หรือ 1 เดือน แทนที่จะได้รับยาในปริมาณที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต เช่น 3-6 เดือน

Advertisement

ซึ่งอยากเสนอ 7 แนวทางพัฒนาระบบสุขภาพประกันสังคม คือ เปิดให้ผู้ประกันตนเข้ารับบริการ รพ.รัฐทุกระดับ, เพิ่มความยืดหยุ่นเปลี่ยนหน่วยบริการปีละ 4 ครั้ง, เร่งอนุมัติยาและสิทธิประโยชน์ใหม่ พร้อมเพิ่มระยะจ่ายยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็น 3-6 เดือน, ยกเลิกเพดานทันตกรรม 900 บาทและไม่ต้องสำรองจ่าย, ปรับสิทธิคลอดบุตรและเพิ่มสวัสดิการเด็กแรกเกิด, พัฒนาระบบการแพทย์ทางไกล และจัดส่งยาถึงบ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเพิ่มกลไกคุ้มครองสิทธิ การมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน

พร้อมเสนอให้ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เชื่อมโยงระบบกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผ่านแนวทาง Clearing House เพื่อมุ่งสู่ระบบสุขภาพที่มีมาตรฐานเดียว ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการของผู้ประกันตน

สิทธิตั้งครรภ์ต้องมาพร้อมทางเลือก

นางศรีไพร กล่าวถึงสิทธิในการตั้งครรภ์และยุติการตั้งครรภ์ โดยสะท้อนจากประสบการณ์ให้คำปรึกษาว่า ผู้รับบริการจำนวนมากอยู่ในวัยทำงานและเผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ทั้งค่าจ้างที่ไม่เพิ่มขึ้น รายได้ไม่เพียงพอ การตกงาน การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว รวมถึงกรณีที่ฝ่ายชายไม่รับผิดชอบหลังทราบว่าฝ่ายหญิงตั้งครรภ์

“ขณะเดียวกัน ผู้หญิงตั้งครรภ์ยังอาจเผชิญข้อจำกัดในการทำงานหรือการหางาน ทำให้การตัดสินใจมีบุตรกลายเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างหนัก

จึงเห็นว่าระบบประกันสังคมควรมีส่วนช่วยสร้างหลักประกันให้ผู้หญิงมีทางเลือกและสามารถเข้าถึงบริการที่ปลอดภัย โดยเฉพาะในกรณีตั้งครรภ์ไม่พร้อม ซึ่งในอดีตผู้หญิงจำนวนหนึ่งต้องเผชิญกับการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย“ นางศรีไพร กล่าว

ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าปัญหาการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลยังมีอยู่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนในการเข้ารับบริการที่ยุ่งยากและซับซ้อน การที่ผู้ประกันตนต้องสำรองค่าใช้จ่ายไปก่อน หรือแม้กระทั่งทัศนคติของบุคลากรทางการแพทย์ในบางสถานพยาบาลที่ยังมีอคติ หรือมีการปฏิบัติต่อผู้ประกันตนที่ไม่เท่าเทียมกับผู้ใช้สิทธิในระบบอื่น

“สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบหลักประกันสุขภาพของประกันสังคมยังมีความเหลื่อมล้ำ และยังมีประเด็นที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน” นางศรีไพร กล่าว

ปฏิรูปทั้งระบบ ชูสิทธิแรงงานหญิง-ครอบครัว

นายบัณฑิต เปิดเผยว่า ระบบประกันสังคมควรได้รับการปฏิรูปทั้งระบบ โดยเฉพาะโครงสร้างบริหารจัดการที่ควรมีความเป็นอิสระ และเปิดโอกาสให้ผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญเข้ามาบริหาร ไม่ควรอาศัยเพียงการแต่งตั้งหรือโยกย้ายบุคลากรจากหน่วยงานอื่น

“เนื่องจากปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีขนาดใหญ่และมีผู้ประกันตนจำนวนมาก จึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับโครงสร้างแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานหญิงและครอบครัว” นายบัณฑิต กล่าว

สำหรับสิทธิคลอดบุตร เสนอให้แก้ไขกฎหมายประกันสังคมให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยปรับการจ่ายเงินทดแทนกรณีลาคลอดจาก 45 วันเป็น 60 วัน พร้อมผลักดันเป้าหมายระยะยาวให้สิทธิลาคลอดเพิ่มเป็น 180 วัน เพื่อสนับสนุนการเลี้ยงดูและให้นมบุตร ส่วนเงินสงเคราะห์บุตร เสนอปรับจากปัจจุบัน 1,000 บาท เป็น 3,000 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็ก

นอกจากนี้ เสนอให้แยก ‘สิทธิฝากครรภ์’ ออกจาก ‘สิทธิลาคลอด’ โดยให้มีเงินชดเชยการขาดรายได้ และไม่ถือเป็นวันลาหยุด เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพแม่และเด็ก

เมนส์มาลาได้-มุมนมแม่ ต้องมีในระบบ

นายบัณฑิต กล่าวว่า อีกข้อเสนอคือผลักดันสิทธิ ‘เมนส์มาลาได้’ โดยไม่ควรนับเป็นการลาป่วย แต่เป็นสิทธิการลาเฉพาะที่มีค่าชดเชยการขาดรายได้ โดยที่ผ่านมาเคยมีข้อเสนอ 3 วัน ก่อนลดเหลือ 2 วันในการพิจารณากฎหมายครั้งก่อน

พร้อมผลักดันให้มีมุมนมแม่และสถานที่เก็บน้ำนมแม่ที่ได้มาตรฐานในสถานประกอบการ รวมถึงศูนย์เลี้ยงเด็กที่ปลอดภัย โดยเสนอให้ประกันสังคมสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างเข้ามาสนับสนุน ซึ่งเรามองว่าสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ ตั้งแต่การฝากครรภ์ การลาหยุดช่วงมีประจำเดือน มุมนมแม่ ไปจนถึงศูนย์เลี้ยงเด็ก ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณภาพชีวิตแรงงานและครอบครัว

ระบบสุขภาพต้องเท่าเทียม

นายบัณฑิต กล่าวว่า ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพสะสมมานาน ทั้งขั้นตอนที่ยุ่งยาก การสำรองจ่าย และการปฏิบัติต่อผู้ประกันตนที่บางกรณียังไม่เท่าเทียมกับผู้ใช้สิทธิในระบบอื่น จึงสนับสนุนการยกระดับสิทธิด้านยาต้านไวรัส ทันตกรรม คลอดบุตร และการเชื่อมโยงบริการกับ สปสช. เพื่อให้ผู้ประกันตนเข้าถึงบริการได้อย่างไร้รอยต่อ

พร้อมเสนอให้เพิ่มบทบาทผู้ประกันตน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายแรงงาน ในการร่วมกำหนดนโยบาย ตรวจสอบ และติดตามการทำงานของสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้สิทธิประโยชน์ที่กำหนดไว้สามารถเกิดขึ้นจริงในชีวิตของผู้ประกันตน

ภาพรวมไม่ได้จำกัดเพียงการเพิ่มสิทธิรักษาพยาบาล แต่ครอบคลุมตั้งแต่สิทธิในการมีครอบครัว การตั้งครรภ์ การเลี้ยงดูบุตร สุขภาพของแรงงานหญิง ไปจนถึงแรงงานรูปแบบใหม่

โดยมีโจทย์ร่วมคือทำอย่างไรให้ประกันสังคมก้าวทันชีวิตการทำงานที่เปลี่ยนแปลง และทำให้สิทธิที่มีอยู่เข้าถึงได้จริงในทุกช่วงของชีวิต