แพทย์-นักวิชาการสิ่งแวดล้อม เผยภาวะโลกรวน ปลุกโรคอุบัติใหม่ เชื้อโรคโบราณฟื้นคืนชีพ
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน จัดภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) ซึ่งในช่วงเช้ามีผู้ทยอยเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องทั้งชาวไทย และต่างชาติ โดยให้ความสนใจกับบูธในโซนต่างๆ รวมถึงเวทีเสวนาหลากหลายหัวข้อ
ต่อมาเวลา 17.00 น. มีเสวนาหัวข้อ “ตั้งรับก่อนระบาด: เมื่อภัยพิบัติธรรมชาติปลุกโรคอุบัติใหม่” โดยมีวิทยากร ได้แก่ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พญ.อลิสา ยาณะสาร องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย (WHO Thailand) และ ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ดำเนินรายการโดย น.ส.ไดอาน่า จงจินตนาการ พิธีกรชื่อดัง
ในตอนหนึ่ง ดร.สนธิ กล่าวว่า จากที่โลกเผชิญภาวะโลกร้อน สู่ภาวะโลกเดือด และเข้าสู่ภาวะโลกรวน จากภาวะโลกร้อนทำให้ธารน้ำแข็ง และหิมะทั่วโลกละลายในอัตราเร่งที่น่ากังวลที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศ แหล่งน้ำจืด และระดับน้ำทะเลทั่วโลก ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) และ สหประชาชาติ (UN) คาดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเกิดภัยพิบัติรุนแรง และการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่จะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากภายในปี 2050 และเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นจะทำให้วัฏจักรน้ำและระบบสภาพอากาศเปลี่ยนไป นำสู่เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม หลายพื้นที่ของโลกจะเผชิญกับภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและแหล่งน้ำดิบ
ดร.สนธิกล่าวต่อว่า คำเตือนจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และ UN ในปี 2026-2027 โลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงและพัฒนาเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ ปี 2027 มีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ สำหรับประเทศไทยในปี 2030 ความเสี่ยงร้ายแรงที่สุดของกรุงเทพฯ World Bank และ Green peacece คาดการณ์ว่า หากไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือที่ดี กรุงเทพฯอาจมีพื้นที่จมน้ำ หรือเสี่ยงต่อน้ำท่วมสูง 40% ถึง 90% ของพื้นที่ ระดับน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 4 มิลลิเมตรต่อปี
“และในปี 2050 ผลกระทบจะฝังรากลึกและสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานอย่างรุนแรง เมืองหลวงสำคัญในเอเชีย เช่น กรุงเทพฯ มะนิลา เสี่ยงเผชิญภาวะน้ำทะเลหนุนสูงและแผ่นดินทรุด จนเกิดน้ำท่วมถาวรในบางพื้นที่ ทั้งนี้ Climate Central และ องค์การอนามัยโลกได้จัดอันดับให้ ไทยและกรุงเทพฯ ติด 1 ใน 6 เมืองใหญ่ของโลกที่มีความเสี่ยงสูงที่จะจมอยู่ใต้บาดาลถาวร หรือเผชิญน้ำท่วมขังเรื้อรังอย่างรุนแรง ดังนั้น ถ้าไทยยังไม่ทำอะไรเลย ในปี 2025 น้ำจะท่วมกรุงเทพฯถาวร”ดร.สนธิกล่าว
ดร.สนธิกล่าวต่อว่า เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปจะกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญทำให้เกิดโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ ผ่าน 3 กลไกหลัก คือ 1.การขยายตัวของสัตว์พาหนะนำโรค การย้ายถิ่นฐานของพาหนะ เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย ไวรัสซิกา กำลังแพร่กระจายไปยังพื้นที่เขตหนาวที่ไม่เคยพบโรคเหล่านี้มาก่อน 2.โรคอุบัติใหม่จากการติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น การข้ามสายพันธุ์ของเชื้อโรค เหมือนกรณีการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19), ฝีดาษลิง และ 3.เชื้อโรคโบราณฟื้นคืนชีพ เช่น การกลับมาของสปอร์โรคแอนแทรกซ์ในไซบีเรีย
“องค์การอนามัยโลก ระบุว่า Climate Change ทำหน้าที่เป็น “ตัวทวีภัยคุกคาม” ต่อระบบสาธารณสุขโดยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอุบัติของโรคใหม่ๆ และการระบาดของโรคเดิมให้ขยายวงกว้างขึ้น ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าอากาศเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนปีนี้น้ำท่วมหนัก บางปีก็ร้อนแรง สุดท้ายเราต้องปรับตัวว่าจะอยู่กับมันได้อย่างไร” ดร.สนธิกล่าว
ด้าน ศ.นพ.ยงกล่าวว่า ทั้งหมดนี้เป็นไปตามทฤษฎีวิวัฒนาการโดยการคัดเลือกโดยธรรมชาติของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ทุกอย่าง เราต้องปรับตัวเรา เราทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด ถ้าเรามองย้อนกลับไป เรื่องโรคระบาดใหญ่ไม่ได้เพิ่งมี ย้อนกลับไปเมื่อ 300 ปีก่อน ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเกิดโรคระบาดใหญ่ และอีกร้อยปีต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 เกิดโรคระบาดใหญ่ คือ อหิวาตกโรค หรือมักเรียกกันว่า “ห่าลงปีมะโรง” คนตายมโหฬาร ขนาดที่ศพเผาไม่ทันต้องไปทิ้งจนเกิดคำว่า “แร้งวัดสระเกศ”
ศ.นพ.ยงกล่าวต่อว่า อีก 100 ปีต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 6 เกิดไข้หวัดใหญ่สเปน ประชากรไทยคราวนั้นมี 8 ล้านคน เมื่อเกิดโรคระบาดคนไทยเสียชีวิตไป 88,000 คนหรือ 1% ของประชากร และอีก 100 ปีต่อมา การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ประชากรโลกเสียชีวิตไป 7 ล้านคน จากจำนวนประชากรโลกทั้งหมดกว่า 7,000 ล้านคน
“ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ถามว่ากลัวไหม ไม่กลัว เพราะกว่าจะเกิดโรคระบาดใหญ่อีก 100 ปีข้างหน้า แต่มองว่าด้วยเทคโนโลยีต่างๆ โรคอุบัติใหม่ทั้งหลายที่คนพยายามพูดและกลัวกันส่วนตัวผม มองว่าไม่กลัว สิ่งที่เรากลัวมากที่สุดในขณะนี้คือ Man Made เพราะถ้าเกิดโดยธรรมชาติจะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของมัน ดังนั้นอยู่ให้มีความสุขอย่าไปกังวล” ศ.นพ.ยงกล่าว
ขณะที่พญ.อลิสา กล่าวว่า ในมุมของ WHO มองว่าการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ถือเป็นวิกฤตทางสุขภาพด้วยเพราะคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงและสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด จากการวิเคราะห์ความเสี่ยงในปัจจุบันเราโดนกันทั่วโลก ส่วนอากาศเปลี่ยนมีผลกระทบอะไรบ้าง คือ มีผลกระทบโดยตรงจากร่างกาย เช่น แม่และเด็ก กลุ่มเปราะบาง คนที่มีโรคประจำตัวก็มีความเสี่ยงต่อสุขภาพเป็นผลกระทบโดยตรงของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ
พญ.อลิสากล่าวว่า อีกประเด็น คือ การใช้วิถีชีวิต การดำเนินชีวิตและการหากินการที่เราทำงานภายใต้อากาศที่ร้อนขึ้น ทำให้ความเสี่ยงของสุขภาพมากขึ้น เช่น คนทำอาชีพไรเดอร์ ต้องทำงานในอุณหภูมิที่สูงความเสี่ยงในการไม่สบายมากขึ้น นอกจากนี้เกิดผลกระทบในภาคใหญ่ คือ การบริการโรงพยาบาล ได้รับผลกระทบคนเข้ามาหาหมอยากขึ้น อีกทั้งรูปแบบของโลกพาหะนำโรคก็จะเปลี่ยนแปลงไป สรุปการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศเป็นวิกฤตทางสาธารณสุขด้วย
“ไม่ว่าจะเป็นภัยอะไรก็ตาม จะมีความสูญเสียอยู่ซึ่งในนั้น จากข้อมูลผู้ที่บาดเจ็บหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง สุขภาพไม่ดี ดังนั้นทุกคนต้องดูแลตัวเองให้แข็งแรง หากเกิดมีโรคอะไรขึ้นมา เราจะไม่ได้เป็นกลุ่มเปราะบาง และดูแลตามบริบท เพื่อไม่ให้ตนเองเป็นโรคเรื้อรัง”พญ.อลิสากล่าว




