ลูค ฮาวเวิร์ด (Luke Howard: เกิด 28 พฤศจิกายน 1772 – เสียชีวิต 21 มีนาคม 1864) ผู้เสนอชื่อเรียกเมฆและการจัดจำแนกเมฆที่นักวิทยาศาสตร์ได้ต่อยอดนำมาใช้จนถึงปัจจุบัน จึงขอนำเสนอบทความนี้เพื่อระลึกถึงท่านผู้มีคุณูปการต่อวงการอุตุนิยมวิทยาระดับโลกผู้นี้
ใครๆ ก็รู้ว่าเมฆบนฟ้ามีรูปร่างแตกต่างกันหลายแบบ แถมแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และไม่ค่อยอยู่กับที่ ด้วยเหตุนี้เองที่มีส่วนทำให้การพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับเมฆในอดีตค่อนข้างช้ากว่าอีกหลายเรื่องที่มีระเบียบมากกว่า เช่น ดวงดาวบนท้องฟ้าซึ่งโคจรไปอย่างตามหลักเกณฑ์ที่คำนวณได้ อันเป็นต้นกำเนิดของวิชาดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ เป็นต้น
จนกระทั่งต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็มีชาย 2 คน ที่เชื่อว่าน่าจะจัดระเบียบลักษณะของเมฆได้ คนแรกเป็นชาวฝรั่งเศส ชื่อ ชอง บาตีสต์ เดอ ลามาร์ก (Jean Baptiste de Lamarck) ส่วนอีกคนเป็นชาวอังกฤษชื่อ ลูค ฮาวเวิร์ด (Luke Howard)
ในปี ค.ศ.1802 ลามาร์กตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับเมฆในวารสาร Annuaire Méteorologique เล่ม 3 ว่า เมฆอาจจัดแบ่งได้เป็น 5 ประเภท ได้แก่
en forme de voile (เมฆที่มีลักษณะเหมือนผ้าม่าน)
attroupés (เมฆก้อนขนาดใหญ่)
pommelés (เมฆก้อน)
en balayeurs (เมฆลักษณะคล้ายไม้กวาด)
groupés (เมฆรวมตัวเป็นกลุ่ม)
โดยอีกราว 3 ปีต่อมา เขาได้แบ่งลักษณะของเมฆให้ละเอียดขึ้นไปอีก ทำให้ได้เมฆทั้งสิ้น 12 ประเภท
แต่ทว่านักวิทยาศาสตร์และนักธรรมชาติวิทยาไม่ได้สนในแนวคิดของลามาร์กเท่าใดนัก ทั้งนี้ในคำนำของหนังสือ International Cloud Atlas จัดพิมพ์โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ฉบับปี ค.ศ.1939 สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะเขาตั้งชื่อเมฆเป็นภาษาฝรั่งเศส จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่ไม่คุ้นเคยกับภาษานี้ไม่ยอมรับ แถมวารสารฉบับที่ตีพิมพ์บทความของเขายังมีบทความเชิงพยากรณ์ตามแนวทางโหราศาสตร์อยู่ด้วย จึงส่งผลให้แนวคิดการจัดแบ่งประเภทเมฆของลามาร์กถูกด้อยค่าลงไป
ในเดือนธันวาคม ปีเดียวกันนั้นเอง (ค.ศ. 1802) นักธุรกิจหนุ่มชาวอังกฤษอายุ 24 ปี ชื่อ ลูค ฮาวเวิร์ด (Luke Howard) ได้เสนอแนวคิดการจัดแบ่งประเภทเมฆต่อสมาคมแอสกีเซียน (Askesian Society) ในหัวข้อว่า “On the Modifications of Clouds” หรือ “การจัดแบ่งประเภทของเมฆ” (คำว่า modification ในที่นี้เป็นภาษาเก่าเมื่อกว่า 200 ปีก่อน ตรงกับคำว่า classification หรือการจัดแบ่งประเภท ในปัจจุบัน)
สนใจเอกสาร On the Modification of Clouds สามารถดาวน์โหลด (คลิก)
ใจความหลักก็คือ เมฆทั้งมวลอาจจัดแบ่งได้เป็น 7 แบบหลัก มีชื่อเรียกเป็นภาษาละติน ดังนี้
(1) คิวมูลัส (Cumulus) แปลว่า กอง (heap) : เมฆที่มีลักษณะเป็นก้อน และมีฐานล่างค่อนข้างเรียบ
(2) สเตรตัส (Stratus) แปลว่า ชั้น (layer) : เมฆที่มีลักษณะเป็นเป็นแผ่นบางๆ คลุมออกไปในแนวราบ
(3) ซีร์รัส (Cirrus) แปลว่า ม้วนงอ (curl) : เมฆที่มีลักษณะเป็นเส้นริ้วๆ ยาว
(4) คิวมูโล-ซีร์โร-สเตรตัส (Cumulo-Cirro-Stratus) หรือ นิมบัส (Nimbus) แปลว่า ฝน (rain) : เมฆที่ทำให้เกิดฝน
(5) ซีร์โร-คิวมูลัส (Cirro-Cumulus) : เมฆซึ่งมีลักษณะผสมผสานระหว่างซีร์รัสกับคิวมูลัส
(6) ซีร์โร-สเตรตัส (Cirro-Strattus) : เมฆซึ่งมีลักษณะผสมผสานระหว่างซีร์รัสกับสเตรตัส
(7) คิวมูโล-สเตรตัส (Cumulo-Stratus) : เมฆซึ่งมีลักษณะผสมผสานระหว่างคิวมูลัสกับสเตรตัส
ปรากฏว่าแนวคิดของฮาวเวิร์ดฮ็อตฮิตติดลมบนอย่างสุดๆ เพราะในปัจจุบันนักอุตุนิยมวิทยาทั่วโลกและเอกสารเกี่ยวกับเมฆทั้งหมด ต่างก็เรียกชื่อเมฆตามแนวคิดที่เขาริเริ่มไว้ เพียงแต่มีการดัดแปลงและเพิ่มเติมรายละเอียดตามความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นนั่นเอง
ในปัจจุบันการปรับชื่อและเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับเมฆออกไปอย่างพิสดาร เช่น
– ปรับชื่อจาก Cumulo-Stratus เป็น Stratocumulus
– เพิ่มเมฆระดับกลางอย่าง Altocumulus, Altostratus และ Nimbostratus
– เรียกเมฆฝนฟ้าคะนองว่า Cumulonimbus
– เรียกเมฆกลุ่มหลักๆ ว่าสกุล (genus) และแบ่งย่อยเป็นชนิด (species) และพันธุ์ (variety)
– เพิ่ม เมฆตัวประกอบ (accessory clouds) และลักษณะเสริม (supplementary features)
หากสนใจความรู้ปัจจุบัน ขอแนะนำบทความ “รู้จักเมฆ 10 สกุล”
ตอนที่ 1 (อ่านเพิ่มเติม)
ตอนที่ 2 (อ่านเพิ่มเติ่ม)
ย้อนกลับมาที่ลูค ฮาวเวิร์ด – อาจมีคำถามว่าเหตุใดแนวคิดของเขาจึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี?
ตอบง่ายๆ ได้ว่า เนื่องจากฮาวเวิร์ดใช้ภาษาละตินซึ่งนักวิทยาศาสตร์ฝรั่งชื่นชอบ เพราะภาษาละตินเป็นภาษาที่ “ตายแล้ว” จึงไม่มีความหมายดิ้นไปมาได้เหมือนกับภาษาที่ยังใช้งานกันอยู่
น่ารู้อีกด้วยว่า การจัดแบ่งประเภทเมฆของฮาวเวิร์ดโดยใช้ภาษาละตินได้รับอิทธิพลมาจากการจัดแบ่งสิ่งมีชีวิตตามหลักอนุกรมวิธานของคาโรลัส ลินเนียส (Carolus Linnaeus) ทั้งนี้ International Cloud Atlas ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ได้จัดระบบการเรียกชื่อเมฆ โดยมีคำว่า สกุล (genus) ชนิด (species) และพันธุ์ (variety) ตามแนวทางการจัดอนุกรมวิธานจของพืชด้วยเช่นกัน
นอกจากเรื่องการใช้ภาษาละตินแล้ว ในขณะที่ฮาวเวิร์ดนำเสนอแนวคิดของเขาอยู่นั้น บรรณาธิการของ Philosophical Magazine ก็นั่งฟังอยู่ด้วย บทความของฮาวเวิร์ดจึงได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์เล่มสำคัญดังกล่าว แถมยังตีพิมพ์ซ้ำในวารสารฉบับอื่นๆ รวมทั้งสารานุกรมอีกหลายเล่มในเวลาต่อมา
แนวคิดดีๆ หากเสนอถูกที่ ถูกเวลา ถูก(ใจ)คน(สำคัญ) ก็ย่อมมีโอกาสดังได้ง่ายเช่นนี้เอง!
ลูค ฮาวเวิร์ดไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่เรื่องวิธีคิดเชิงตรรกะและความรู้ภาษาละตินเท่านั้น แต่เขายังเป็นศิลปินสมัครเล่นที่มีฝีมืออีกต่างหาก ลองดูตัวอย่างภาพเขียนสีน้ำของเขาซึ่งจะทำให้เรารู้สึกได้ว่าชายผู้นี้ผูกพันกับเมฆมากเพียงไร
ชมตัวอย่างภาพเขียนสีน้ำของลูค ฮาวเวิร์ด ได้ที่ (อ่านเพิ่มเติม)
อะไรกันหนอที่เป็นแรงบันดาลใจซึ่งทำให้ ลูค ฮาวเวิร์ด เป็นชายผู้หลงรักเมฆถึงเพียงนี้?
ดร. จอห์น เอ เดย์ (Dr. John A. Day) นักอุตุนิยมวิทยา ได้ศึกษาประวัติของลูค ฮาวเวิร์ด และอธิบายไว้ในหนังสือ The Cloud Book ว่า นอกจากลูค ฮาวเวิร์ดจะมีอุปนิสัยชื่นชอบความรู้ทางธรรมชาติแล้ว เขายังได้รับอิทธิพลจากสภาพลมฟ้าอากาศที่วิปริตแปรปรวนของยุโรปในวัยเด็กอีกด้วย
ในปี ค.ศ. 1783 ซึ่งฮาวเวิร์ดมีอายุ 11 ขวบ ได้เกิดเหตุการณ์ทางธรรมชาติซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วทวีปยุโรป นั่นคือ ภูเขาไฟลากี (Laki) บนเกาะไอซ์แลนด์ได้ปะทุขึ้นหลายครั้งในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ปลดปล่อยฝุ่นควันและแก๊สพิษออกมาในปริมาณมาก การปะทุดังกล่าวส่งผลทั้งแง่ลบมากมาย แต่ก็มีแง่บวกเล็กๆ ด้วยเช่นกัน
– ไอซ์แลนด์: ประชากรเสียชีวิตถึง 21% ในช่วงปี ค.ศ. 1783-1784 จากการขาดแคลนอาหาร สัตว์จำนวนมาก เช่น แกะ วัวควาย และม้า ตายเพราะได้รับสารฟลูออรีนมากเกินไป (การระเบิดในครั้งนั้นปลดปล่อยสารฟลูออรีนออกมาราว 8 ล้านตัน)
– ฝรั่งเศส: เกิดความแห้งแล้ง ฤดูหนาวและฤดูร้อนที่รุนแรง รวมทั้งพายุลูกเห็บที่ทำลายพืชไร่ในปี ค.ศ. 1788 ซึ่งทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหารและซ้ำเติมปัญหาความยากจน กล่าวกันว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นชนวนสำคัญที่ลั่นไกของการปฏิวัติฝรั่งเศส (the French Revolution) ในปี ค.ศ. 1789
สนใจประเด็นนี้ ตามไปอ่านบทความ The Volcano Eruption in Iceland Which Caused the Bloody French Revolution ได้ที่ (อ่านเพิ่มติม)
– เกาะอังกฤษซึ่งฮาวเวิร์ดอาศัยอยู่นั้น ฝุ่นควันในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1783 ก็หนาทึบจนกระทั่งชาวประมงออกเรือไม่ได้ ส่วนดวงอาทิตย์ก็มี “สีแดงเหมือนเลือด” ในเวลากลางวันแสกๆ และแดงยิ่งขึ้นเมื่อใกล้ตกลับขอบฟ้า ส่วนท้องฟ้าก็มีสีสันแปลกตายิ่งนัก
ดร. จอห์น เดย์ เชื่อว่าสีสันของท้องฟ้าและสภาพลมฟ้าอากาศที่แปลกพิสดารนี้เองที่ทำให้ลูค ฮาวเวิร์ด ในวัย 11 ขวบ เกิดความประทับใจหลงใหลท้องฟ้าและหมู่เมฆ เปรียบประดุจรักแรกพบมานับแต่นั้น….
ในปี ค.ศ. 1783 นี้ ยังมีเหตุการณ์สำคัญอีก 2 เหตุการณ์ กล่าวคือ
– ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ภูเขาไฟในญี่ปุ่นได้ระเบิดขึ้น โดยลมฝ่ายตะวันตกได้นำพาฝุ่นผงเข้ามาซ้ำเติมบรรยากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นของทวีปยุโรป
– วันที่ 18 เดือนสิงหาคม ได้มีลูกไฟ (fireball) ที่สุกสว่างอย่างน่าอัศจรรย์พุ่งผ่านน่านฟ้า
ข้อมูลเกี่ยวกับลูกไฟเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 1783 (อ่านเพิ่มเติม)
ทั้งสองเหตุการณ์นี้อาจเป็นเหตุการณ์เสริมที่ทำให้ลูค ฮาวเวิร์ด ยิ่งรู้สึกฉงนในท้องฟ้าเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้!
จริงๆ แล้วลูค ฮาวเวิร์ด เป็นนักธุรกิจ เขาอยู่ในกรุงลอนดอนและมีห้องแล็บผลิตสารเคมีซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยา แต่หัวใจที่รักความรู้ทางวิชาการได้ชักนำให้เขาเข้าร่วมกลุ่มกับเพื่อนในสมาคมแอสกีเซียน (the Askesian Society) สมาคมแห่งนี้ก่อตั้งโดยเพื่อนสนิทคนหนึ่งของเขา ชื่อ วิลเลียม แอลเลน (William Allen) คำว่า Askesian ในชื่อสมาคมนี้มาจากคำว่า askesis ในภาษากรีก ซึ่งแปลว่า การใช้สมองครุ่นคิดในเรื่องประเทืองปัญญา (intellectual exercise)
สมาคมแอสกีเซียนมีกฎง่ายๆ ว่า สมาชิกจะพบกันสัปดาห์เว้นสัปดาห์ ในช่วงเย็นเวลาประมาณ 18 น. จากนั้นแต่ละคนจะต้องอ่านบทความวิชาการที่ตระเตรียมมา (“อ่าน” เพราะว่าสมัยนั้นไม่มีโปรแกรม PowerPoint อย่างเดี๋ยวนี้) หากใครไม่ได้เตรียมบทความมา ก็ต้องเสียเงินค่าปรับ
ด้วยกุศโลบายอันแยบยลนี้เองที่ทำให้สมาชิกของสมาคมแห่งนี้ได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ อย่างหลากหลาย เช่น ฮาวเวิร์ดเองก็เคยนำเสนอเรื่องทฤษฎีการเกิดฝนและการจัดแบ่งประเภทของละอองเกสรดอกไม้ ก่อนที่จะนำเสนอเรื่องการจัดแบ่งประเภทของเมฆมาแล้ว
บุตรชายของลูค ฮาวเวิร์ด กล่าวในงานศพของบิดาซึ่งเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 91 ปีไว้ว่า
“ภาพดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าอันงดงามนับเป็นสิ่งที่ทำให้พ่อรู้สึกเบิกบานใจอย่างที่สุด ตอนแรกคุณพ่อจะยืนอยู่ที่หน้าต่าง จากนั้นจะเดินออกไปนอกบ้าน และจ้องมองภาพนั้น จนกระทั่งแสงสุดท้ายลับหายไป”
นี่แหละคือ วิถีของชายผู้หลงใหลในท้องฟ้าและมวลเมฆ และเป็นผู้ให้กำเนิดชื่อเมฆพื้นฐานที่เราได้ยินกันอยู่ในปัจจุบัน!
ขุมทรัพย์ทางปัญญา
.
สนใจเรื่องราวของ Luke Howard ของแนะนำ
Luke Howard, the namer of clouds (อ่านเพิ่มเติม)
> Luke Howard – – “The Godfather of Clouds” (อ่านเพิ่มเติม)
หากต้องการเรียนรู้เรื่องเมฆอย่างจริงจัง สามารถอ่านจากหนังสือที่ผมเขียนไว้ได้

All about Clouds เล่มนี้มีเมฆมาก
ผู้เขียน : ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ
ราคา E-Book ราคา 499 บาท
ดาวน์โหลด E-Book (คลิก)
สามารถอ่านได้ทั้งระบบ iOS และ Android ผ่าน Application
Ookbee, MEB, SE-ED, NAIIN, Hytexts, Google PlayBooks, Storylog, Bookcaze
โปรดอย่าลืมกดติดตามเพจของ MIC ได้ที่ : Facebook Matichon MIC

