‘สนพ.-จีซี’ฉายภาพโรดแมปไทย
สู่พลังงานสะอาด-Net Zero
ต้องบาลานซ์ ศก.-สังคม-สิ่งแวดล้อม
หมายเหตุ มติชน – เมื่อบ่ายวันที่ 26 ตุลาคม หนังสือพิมพ์มติชน จัดเสวนา หัวข้อ “Energy for Tomorrow วาระโลก-วาระประเทศไทย 2023” โดยได้รับเกียรติจากนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษเปิดงาน ตามด้วยการบรรยายพิเศษ หัวข้อ “Road Map พลังงานไทย ได้รับเกียรติจากนายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน และหัวข้อ “ธุรกิจยั่งยืน ปรับตัวมุ่งสู่ Net Zer” ได้รับเกียรติจาก ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และปิดท้ายด้วยวงเสวนา หัวข้อ มุมมองธุรกิจ ทิศทางพลังงานไทย 2023 ได้รับเกียรติจากนายสุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ค่ายเอ็มจี (MG) และ ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ ขอนำเสนอการบรรยายพิเศษโดยละเอียดจากวิทยากรกิตติมศักดิ์ นายวัฒนพงษ์และ ดร.คงกระพัน ดังนี้

วัฒนพงษ์ คุโรวาท
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน
โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ประเทศไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงทิศทางพลังงานของโลกได้ ทำให้ต้องเดินตามโรดแมปของภาคพลังงานไทย ที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนทิศทางพลังงานโลก ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยภายในปี 2100 (พ.ศ.2643) ทั้งโลกจะพยายามลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพยายามควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส หากเทียบเป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 50 ล้านล้านตัน ที่ต้องไปถึงเป้าหมาย โดยเซ็กเตอร์พลังงานเป็นเซ็กเตอร์ที่มีความสำคัญ เพราะเป็นภาคที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 70%
ขณะนี้ทั้งโลกมี 5 แนวทางเพื่อบรรลุเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ได้แก่ 1.การเพิ่มพลังงานหมุนเวียน อาทิ แสงอาทิตย์ ลม น้ำ ก๊าซชีวภาพ ที่ต้องเพิ่มสัดส่วนให้มากกว่าปัจจุบัน 2.การผลิตและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานฟอสซิล มาเป็นพลังงานไฟฟ้า ที่มีคาร์บอนต่ำมากขึ้น 4.ไฮโดรเจน ที่เป็นพลังงานสะอาดสูงสุด แต่ต้นทุนในตอนนี้อาจสูงอยู่ และ 5.ระบบการกักเก็บหรือใช้ประโยชน์จากคาร์บอน ซึ่งทั้งโลกมีการเขียนหรือใช้เป็นนโยบายในการเปลี่ยนผ่านประเทศในด้านพลังงาน อาทิ ยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ที่คำนึงถึง 5 แนวทางหลักนี้
ประเทศไทยมีการนำเสนอเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกต่อประชาคมโลก มีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ที่เรียกว่า เอ็นดีซี (Nationally Determined Contribution) ภายใน พ.ศ.2573 หรือปี 2030 มีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก 20-25% เมื่อเทียบกับการดำเนินงานในกรณีปกติ แต่ สนพ.ได้ปรับแผนเพิ่มเป้าหมายลดลงให้ได้กว่า 40% เพื่อให้ภายในปี 2050 (พ.ศ.2593) จะไปถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และในปี 2065 (พ.ศ.2608) เราจะก้าวไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions)
กระทรวงพลังงานและเซ็กเตอร์พลังงาน มีการกำหนดแผนระยะยาวในด้านพลังงาน เพื่อเดินทางไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยเซ็กเตอร์หลักๆ ที่ต้องลดการใช้คาร์บอน ได้แก่ เซ็กเตอร์พลังงาน ไฟฟ้า ภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และภาคเกษตร ซึ่งภาคพลังงานจำเป็นต้องลดการปลดปล่อยคาร์บอนให้ได้มากที่สุด จากเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานสูงสุดในปี 2025 (พ.ศ.2568) จากนั้นจะไม่สามารถปล่อยได้แล้ว เพราะต้องลดการปลดปล่อยตามเป้าหมาย ได้แก่ ปี 2030 (พ.ศ.2573) อยู่ที่ 13% ปี 2040 (พ.ศ.2583) อยู่ที่ 17% ปี 2050 (พ.ศ.2593) อยู่ที่ 62% ซึ่งถือว่าต้องลดค่อนข้างสูงมาก โดยการจะไปสู่เป้าหมายดังกล่าวต้องใช้แนวทาง 5 ด้าน ที่จะเป็นตัวเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย
ปัจจุบันกระทรวงพลังงานได้กำหนดแผนพลังงานชาติ ที่ปรับกรอบแผนใหม่ แบ่งเป็น 4 แนวทาง ได้แก่ 1.การเพิ่มการผลิตและใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแหล่งใหม่อื่นๆ ให้มากกว่า 50% และผลิตพลังงานหมุนเวียนควบคู่แบตเตอรี่ เน้นพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม 2.ยานยนต์ไฟฟ้า ที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด 3.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการใช้งานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่า 30% และ 4.การปรับโครงสร้างพื้นฐานของระบบพลังงานต่างๆ ให้รองรับแนวทาง 4ดี 1อี
โรดแมปด้านพลังงานในอนาคต มีการปักหมุดหมาย การจะไปให้ถึงความเป็นกลางทางคาร์บอนในอีก 30 ปีข้างหน้า มี 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.กำหนดพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากกว่า 30% ในปี 2030 และหลังจากปี 2030 จะต้องเพิ่มมากกว่า 50% และในปี 2050 ต้องมากกว่า 50% และควบคู่กับดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) 2.ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ปี 2030 ต้องมีการใช้เพิ่มมากกว่า 50% เพื่อให้ปี 2040 รถอีวีน่าจะมาทดแทนยานยนต์ที่ใช้น้ำมัน 100% ในกลุ่มรถใหม่ 3.ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ปี 2030 จะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ปี 2040 เพิ่มเป็น 35% ส่วนในระยาว ปี 2050 ควรมากกว่า 40% และ 4.โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะการเข้ามาของระบบดิจิทัลต่างๆ จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานเดิม และเพิ่มตลาดใหม่ อาทิ สมาร์ทมิเตอร์ มีขนาดเล็กกระจายตัวไปทั่วประเทศ
รายละเอียดใน 4 ส่วนข้างต้น ได้แก่ การเพิ่มพลังงานหมุนเวียน ที่พยายามใช้เต็มศักยภาพของประเทศ แต่การจะไปถึงความเป็นกลางทางคาร์บอน พลังงานหมุนเวียนหลักที่จะมาคือ พลังงานแสงอาทิตย์ ที่มีโซลาร์ฟาร์ม โซลาร์รูฟท็อป โดยในอนาคตการจะไปถึงเป้าหมาย พื้นที่ของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ปี 2030 จะใช้กว่า 10,000 เมกะวัตต์ ก่อนที่จะถึงปี 2050 ต้องมีการใช้งานกว่า 25,000 เมกะวัตต์ รวมถึงพลังงานลอยน้ำด้วย โดยพลังงานแสงอาทิตย์ที่อาจมีความไม่เสถียร จึงต้องใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน ในอนาคตจะกระจายไปใช้ตามบ้านเรือนมากขึ้น นำไฮโดรเจนที่เป็นพลังงานจากก๊าซธรรมชาติ พยายามเปลี่ยนผ่านเป็นกรีนไฮโดรเจนในอนาคต ควบคู่กับเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอนด้วย ส่วนรถยนต์อีวี จะเพิ่มยอดขาย รวมถึงทั้งการผลิตและการใช้ ที่ต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% ก่อนปี 2030 ไม่เกินปี 2040 จากนั้นคาดว่าการใช้รถยนต์อีวีจะเพิ่มขึ้นอาจเป็น 100% ได้ เริ่มต้นจากรถยนต์แบบนั่ง ก่อนจะเป็นรถบัส รถประจำทางและขนส่งขนาดใหญ่ โดยการพัฒนาของภาครัฐ นำโดยกระทรวงพลังงาน ภายในปี 2030 จะต้องมีตัวชาร์จแบตเตอรี่ถึง 12,000 สถานี การทำแพลตฟอร์มในการเก็บข้อมูล รวมถึงมีนโยบายสมาร์ทชาร์จ ทำอย่างไรให้การชาร์จไฟฟ้าของยานยนต์ไฟฟ้าไม่ชาร์จตอนกลางคืนพร้อมกัน และเทคโนโลยีซีโร่คาร์บอนบิวดิ้ง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องคิดนโยบายในการนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้ และอุปกรณ์ไฟฟ้าในระยะยาวจำเป็นต้องมีตลาด หรือการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง และมีการเปลี่ยนให้ใช้มากยิ่งขึ้น โดยมิเตอร์ไฟฟ้ามีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน เพราะมีเรื่องพลังงานหมุนเวียนแสงอาทิตย์ ทำให้ต้องมีการสื่อสารข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งสมาร์ทมิเตอร์ที่มีการเปลี่ยนแล้ว ทำให้ภายในปี 2025 จะเปลี่ยนในกลุ่มธุรกิจหรืออุตสาหกรรมทั้งหมด ก่อนจะเปลี่ยนกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นผู้อยู่อาศัย และเปลี่ยนผ่านทั้งประเทศในเรื่องระบบสมาร์ทมิเตอร์ ก่อนจะพัฒนาระบบไฟฟ้า จากนั้นจะ พัฒนาทรัพยากร อาทิ ระบบไฟฟ้า ให้มีการกระจายตัว และมีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิมในระยะยาว
การบริหารจัดการพลังงานแห่งอนาคต เพื่อบรรลุเป้า หมายความเป็นกลางทางคาร์บอน มี 3 สิ่งสำคัญ ได้แก่ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่แน่นอนว่าพลังงานในอนาคตเป็นเรื่องไฟฟ้า ทำให้การลงทุนจะต้องเน้นพลังงานสะอาด นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพิ่ม สอดคล้องกับเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ 2.การปรับตลาดและโครงสร้างราคา ที่ต้องมีการแข่งขันมากขึ้น และมีความเสรีมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์พลังงานกระจายศูนย์ และ 3.การปรับปรุงกฎหมาย หรือการกำกับดูแลต่างๆ ภาครัฐต้องส่งเสริมตลาดในการผลิตและใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำต่างๆ เพื่อให้สามารถมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น รวมถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เบื้องต้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นการใช้เทคโนโลยีสมาร์ทกริด (Smart Grid) หรือระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่นำเทคโนโลยีหลากหลายประเภทเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อทำให้ระบบไฟฟ้าในอนาคตมีความทันสมัยมากขึ้น ซึ่งกระทรวงพลังงานมีการประกาศแผนแม่บทการดำเนินการระบบสมาร์ท
กริดแล้ว โดยจะทำในส่วนระบบสายส่งของประเทศ คือใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร การเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าที่ในอดีตเป็นการสื่อสารทางเดียว แต่ในอนาคตจะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง เพื่อทำให้ระบบไฟฟ้าในอนาคตมีความทันสมัย และสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่มีหลากหลายเข้ามาเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความเป็นกลางทางคาร์บอนมากขึ้น โดยปัจจุบันเรื่องพลังงานเป็นลักษณะของการจัดหาพลังงานเพื่อตอบสนองการใช้จ่าย อาทิ โรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไป มีผลิตภัณฑ์ หรือธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าและผลิตไฟฟ้าที่หากเหลือก็สามารถขายได้ จึงเป็นรูปแบบตลาดและกฎระเบียบของภาครัฐจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง
แผนพลังงานชาติ ทั้ง 5 แผนย่อยเสร็จแล้ว แผนใหญ่จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปพลังงาน และแผนสภาพัฒน์ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) เพื่อให้ประเทศในภาพรวมมีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เปลี่ยนผ่านประเทศสู่พลังงานสะอาด ซึ่งความก้าวหน้าคือ ภายในไตรมาส 4 นี้ แผนแต่ละแผนจะแล้วเสร็จ จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย ทั้ง 5 แผนย่อย ก่อนจะประกอบร่างเป็นแผนพลังงานชาติ ภายในไตรมาส 1/2566 จากนั้นจะนำไปใช้ในไตรมาส 2/2566 ประเทศไทยโดยเฉพาะภาคพลังงาน การจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดจะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การสนับสนุนทางด้านการเงิน เทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาบุคลากรด้านพลังงานเพิ่มเติม ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนสำคัญในการทำให้แผนดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายต่อไป
อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

คงกระพัน อินทรแจ้ง
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC
ภาคเอกชนได้ดำเนินการต่อเนื่องเรื่องของความยั่งยืนควบคู่กับเรื่องพลังงาน ขอเริ่มเรื่องความยั่งยืน หรือที่เรียกกันว่า ESG ที่จะเชื่อมโยงต่อเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ มีผลต่อโลก ต่อประเทศไทย และยังเชื่อมโยงกับเรื่องพลังงาน และ Net Zero หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์
เรื่องแรก ESG สามารถนำไปใช้กับธุรกิจ กับองค์กรภาครัฐ หรือแม้แต่เราเองทำอย่างไรให้ยั่งยืน เป็นเรื่องของการสร้างความสมดุล อย่างตอนนี้ปัจจัยเสี่ยงของโลกเกี่ยวโยงกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน เรื่อง Climate Change หรือการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ เป็นความเสี่ยงมาก สภาวะภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) คือเรื่องหลักที่ทราบกันอยู่แล้ว จึงต้องมาสนใจเรื่องความยั่งยืนเพราะจะทำให้เราอยู่ได้
องค์กรไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน หากพูดเรื่องความยั่งยืนเป็นเรื่องของความสมดุล วันนี้อาจจะพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมเยอะหน่อย แต่จะทำเรื่องเดียวไม่ได้ ต้องบาลานซ์ระหว่างเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม องค์กรไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐหรือเอกชน ถ้าเน้นเรื่องหนึ่ง สมมุติว่าทำแต่เรื่องสิ่งแวดล้อมโดยธุรกิจไม่สามารถดำเนินไปได้ มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ความยากคือจะบาลานซ์อย่างไร โดยจะสร้างความสมดุลอย่างไรกับทั้ง 3 ด้าน อย่างเรื่องคน สำหรับผู้มาร่วมงานกับ GC 80-90% ของคนที่มาทำงานด้วยจะให้ความสนใจว่าทำแล้วดีกับโลกหรือไม่ ต้องไม่เป็นผลเสียกับโลก เพราะฉะนั้นการรักษาบุคลากรในองค์กร หรือหาคนดีๆ ใหม่ๆ เข้ามาในองค์กร เราถือปฏิบัติเรื่องความยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญ
ส่วนนักลงทุนมีความตระหนักเรื่องนี้ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่จะลงทุนต้องมีความยั่งยืน ดูเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป ไม่ได้ดูที่กำไรอย่างเดียว และหน่วยงานกำกับดูแล ก็แน่นอนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องคู่ค้าก็เป็นเรื่องสำคัญ องค์กรจะให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นจำนวนมากขึ้น การจะขายผลิตภัณฑ์ออกไป ลูกค้าต้องดูว่าเราให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างไร เป็นความตื่นตัวทั้งระบบซัพพลายเชน รวมถึงคอนซูมเมอร์ด้วย
การทำเรื่องยั่งยืนจึงเป็นการลดความเสี่ยงทางธุรกิจในหลายด้าน และยังเป็นโอกาสด้วย เหมือนที่ท่านรองนายกฯ (สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์) พูดถึงโอกาส ขอขยายความว่าธุรกิจที่ทำเรื่อง ESG มันเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจด้วย เช่น GC เป็นบริษัทข้ามชาติ ได้ขยายโรงงานผลิตหลายสิบประเทศทั่วโลก ฉะนั้นตลาดการขายเชื่อมโยงกันหมด โอกาสต่างๆ จากลูกค้าใหม่ๆ ล้วนเชื่อมกับความยั่งยืนมีมากขึ้นเรื่อยๆ
มีคนถามเยอะว่าการทำเรื่องนี้จะทำให้ความสามารถทางการแข่งขันของเราเป็นอย่างไร หรือค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นหรือไม่ จริงๆ มันกลับข้าง การทำเรื่องการประหยัดพลังงาน ช่วยลดการใช้ทรัพยากร การนำธุรกิจหมุนเวียนมาใช้ (Circular Economy) ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง องค์กรมีต้นทุนลดลงแต่ประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น จึงเกิดเป็นโอกาส เรื่องความยั่งยืนจึงถือเป็นทั้งตัวป้องกันและเป็นโอกาส เพราะฉะนั้นการแข่งขันระยะยาวจึงเป็นเรื่องสำคัญ จะมองภาพระยะสั้นไม่ได้
การนำ ESG มาใช้ เมื่อก่อนเหมือนกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) แต่ปัจจุบันไม่ใช่ เพราะกลายเป็นเรื่องการสร้างความสามารถการแข่งขันระยะยาว เนื่องจาก stakeholder (ผู้ถือหุ้น) ไม่ใช่ในชุมชน ไม่ใช่คนในประเทศ แต่เป็นคนทั่วโลก เรียกว่าไม่ใช่ license to operate แล้ว แต่เป็น social license to operate ซึ่งองค์กรใหญ่หรือแม้แต่องค์กรไม่ใหญ่มากให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
ต่อมาเรื่อง Climate Change เรื่อง Net Zero หากไม่ทำ โลกร้อนขึ้นมีผลเสียทั้งด้านเศรษฐกิจ เกษตร ที่อยู่อาศัย น้ำจะท่วมมากขึ้น อย่างที่ท่านรองนายกฯ (สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์) พูดแล้วเรื่อง COP ต่างๆ เป็นเรื่องสำคัญ ก็ถามว่าเรื่องนี้พูดมานานแล้วแต่ทำไมเพิ่งมาจริงจังหรือตระหนัก คงเป็นเพราะได้เห็นแล้วว่าเรื่องโลกร้อนไม่ได้เป็นเพียงแค่ทฤษฎี แต่มันเกิดขึ้นจริง ทั้งสภาวะภูมิอากาศต่างๆ เรื่องความแห้งแล้ง น้ำท่วม
มาดูเรื่องใกล้ตัวประเทศไทย ข่าวร้ายคือไทยติดอันดับท็อป 10 ที่จะได้รับผลกระทบจากเรื่องโลกร้อนมากที่สุดในโลก เป็น 1 ใน 9 ประเทศอันดับต้นๆ เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตร ผลผลิตทางการเกษตรจะลดลงในอีก 70-80 ปีข้างหน้า หากเกิดขึ้นจริงแล้วไม่ทำหรือแก้ปัญหาโลกร้อน ผลผลิตทางการเกษตรครึ่งหนึ่งจะหายไป ประเทศไทยเป็นพื้นที่ต่ำ พื้นที่ลุ่มเยอะ ทรัพยากรของเราจะถูกน้ำท่วมมากขึ้น ระดับน้ำทะเลอาจจะสูงขึ้นถึง 2 ฟุตกว่า และมีผลต่อจีดีพีเยอะ อาจจะลดลงถึง 6.7% ต่อจีดีพีดังนั้นเรื่องนี้ไม่ทำไม่ได้ ต้องช่วยกัน ทั่วโลกตระหนักแล้ว ประเทศเราก็ประกาศชัดเจนแล้ว
“ถ้าองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนรวมถึงพวกเราทุกคนไม่ได้ทำก็จะไม่เกิด หรือเกิดขึ้นยาก สำหรับประเทศต่างๆ มีนโยบาย กฎหมายมากมาย ในยุโรปส่วนใหญ่จะเน้นกฎหมายที่จะกดดันให้มีการปล่อยก๊าซน้อยลงและมีการเก็บภาษีมากขึ้น เป็นการบังคับใช้มากขึ้น ส่วนสหรัฐมาแบบส่งเสริม สร้างแรงจูงใจ ล่าสุด ออกร่างกฎหมาย IRA หรือ Inflation Reduction Act ส่งเสริมให้ใช้พลังงานสะอาด ลดคาร์บอนก็มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น ดังนั้น ทุกประเทศทั่วโลกเริ่มต้นทำหมด จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับนโยบายและความรุนแรงของเรื่องนี้ ประเทศไทยมีนโยบาย Carbon Neutrality หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน ปี 2050 คือปริมาณการปล่อยคาร์บอน (CO2) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดซับกลับคืนมาผ่านป่าหรือวิธีการอื่น และ Net Zero 2065 สำหรับภาคเอกชนในบริษัทใหญ่ๆ ก็ประกาศแผนชัดเจนทั้ง Net Zero หรือ Carbon Neutrality
เมื่อพูดถึงสัมมนาพลังงาน ความเกี่ยวโยงเรื่อง Net Zero ตามนโยบายโรดแมปของประเทศเรื่องพลังงาน จะเห็นแล้วว่ามีการส่งเสริมในเรื่องต่างๆ สรุปสั้นๆ ว่าภาคอะไรก็ตามใช้พลังงานดำเนินธุรกิจเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะภาคการผลิต อุตสาหกรรม การสื่อสาร รถยนต์ การปรับใช้พลังงานที่ดีที่ถูกต้อง การลดการใช้พลังงานการเพิ่มประสิทธิภาพจะช่วยได้เกือบ 80% โดยเชื้อเพลิงต่างๆ ในแต่ละเซ็กเตอร์จะใช้แตกต่างกัน โดยสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคส่วนต่างๆ โดยภาคการขนส่งคิดเป็น 16% ภาคการใช้ที่ดิน 6% และภาคอุตสาหกรรมคิดเป็น 80% ของการปล่อย GHG เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า
สำหรับแนวทางสำคัญที่ใช้ขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกก็มีเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพเรียกว่า Asset Optimization หรือการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ให้คุ้มค่าที่สุด กับการเปลี่ยนมาใช้พลังงานที่สะอาดมากขึ้น
สำหรับนโยบายจะมีความท้าทายไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานหมุนเวียน เปลี่ยนเป็นอีวีให้มากขึ้น การปรับสมดุลประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นความท้าทายเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่เปรียบประเทศไทยอย่างเดียว แต่ระบบต่างๆ กฎหมาย และการเปลี่ยนแปลง ก็เป็นความท้าทาย รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจ เช่น ช่วงนี้เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอยการลงทุนใหม่ๆ ไปสู่พลังงานทดแทน ช่วงแรกอาจจะมีการลงทุนต่ำและอาจจะยาก เป็นเรื่องที่มีความไม่ง่ายในระยะสั้น แต่ระยะยาวต้องทำ เป็นทิศทางโลกและประเทศไทยต้องไป
ขอยกตัวอย่าง GC กับการปรับตัวสู่ Net Zero เนื่องจากเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในเซาธ์อีสต์เอเชีย มี 40 ฐานการผลิตในประเทศ และในโลกมีอีก 40 แห่ง มีศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั่วโลกประมาณ 30 แห่ง ทำเคมีภัณฑ์ที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันมากๆ ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเดินทางไปออฟฟิศ ไปเที่ยว ซึ่งเคมีภัณฑ์พลาสติกต่างๆ จะวนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้นเพื่อสร้างความสะดวกสบายและส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีขึ้น แต่วิธีผลิตของดีก็ต้องมีกระบวนการผลิตที่ดีด้วย ทั้งในแง่การลดใช้พลังงาน และไม่ก่อให้เกิดมลพิษและลดคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย ในอันดับเรื่องการวัดความยั่งยืนซึ่งเป็นปีที่ 4 ที่ GC ได้อันดับ 1 ของโลกเรื่องความยั่งยืน
GC ได้ตั้งความท้าทายองค์กรในการเติบโต โดยตั้งเป้าเติบโตประมาณ 4% ไปอีก 10 ปีข้างหน้า และตั้งเป้าปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ในปี 2050 ซึ่งเป็นเป้าหมายสวนทางกัน บริษัทจึงต้องลงทุนเพิ่มเพื่อขยายธุรกิจภายใต้การปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ แม้จะเป็นความท้าทายแต่ตอนนี้มีความมั่นใจแล้วว่าบริษัทสามารถทำได้จากแผนนโยบายที่ชัดเจน
GC จะทำ Net Zero ปล่อยก๊าซปริมาณ 100% โดยทำได้ 3 เรื่อง คือ 1.การปรับพอร์ตโฟลิโอด้านการลงทุนให้ลดธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนเยอะและจะเพิ่มธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนน้อยที่มีมูลค่ามากขึ้น ได้ลูกค้ามากขึ้น และผลกำไรมั่นคงมากขึ้น หากทำได้ก็อาจจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 25% ในเป้าหมายจนถึงปี 2050
2.การปรับปรุงประสิทธิภาพ โดยนำเทคโนโลยีต่างๆ นำพลังงานสะอาดมาใช้ ซึ่งประเทศไทยกำลังทยอยปรับ ต้องมีการลงทุนเปลี่ยนเทคโนโลยีต่างๆ และนำดิจิทัลมาใช้ จะลดก๊าซได้สัดส่วน 20% และ 3.เรื่อง Compensation-driven คือปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงานการผลิตทั้งหลายอีก 20% และที่เหลือต้องทำ Compensation ก็คือการดึงเอาก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศลงมากักเก็บไว้ โดยวิธีธรรมชาติคือการปลูกป่า พืชก็คือวิธีการดึง CO2 มา เป็นต้นไม้ หรือผลิตผลหรือวิธีการเลียนแบบธรรมชาติ หรือ carbon capture คือกระบวนการในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดในภาคอุตสาหกรรม และนำมากักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินอย่างถาวร เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ และสามารถลดก๊าซได้อีก 55%
GC วางแผนการลงทุนโดยเตรียมเงินลงทุน 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในอีกเกือบ 30 ปีข้างหน้า โดยวิธีการ Efficiency-driven การเพิ่มประสิทธิภาพในทุกกระบวนการของธุรกิจ เฉพาะ 10 ปีนี้ ธุรกิจมีแนวทางแล้วว่าจะทำอะไรที่เป็นแผนชัดเจน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานให้เกิดความสมดุล ซึ่งคีย์ของเรื่องความยั่งยืนคือความบาลานซ์ให้เกิดความสมดุล
บริษัทต้องค่อยๆ พัฒนาเทคโนโลยีเพราะบางอย่างยังมีราคาสูง แต่บางอย่างทำได้เลย จึงควรลงทุนในเรื่องที่คุ้มก่อน เพราะอย่าลืมว่าการทำงานภายใต้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ มีผู้ถือหุ้น มีพนักงาน มีใครที่เราต้องดูแลให้องค์กรยั่งยืน จึงต้องไปควบคู่กัน การปรับปรุงประสิทธิภาพ นำดิจิทัลมาใช้ เปลี่ยนเทคโนโลยี เปลี่ยนก๊าซ ปัจจุบัน GC ไม่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง แต่ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ถือเป็นวิธีการตรงไปตรงมา คิดเป็น 20% ส่วน 25% เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวแต่เหมือนไกลตัว อย่างการลดใช้พลังงาน ลดการปล่อยของเสียต่างๆ ถือเป็นเรื่องตรงไปตรงมา เมื่อใช้พลังงานสะอาดก็สามารถลดคาร์บอนได้
แล้ว Portfolio-driven เกี่ยวอะไรกับคาร์บอน GC ผลิตเคมีภัณฑ์ซึ่งมีสารเคมี ตัวอย่าง home personal care ใกล้ตัวเรา สบู่ แชมพู ครีม ทุกอย่างมาจากเคมี พลาสติก ก็อุปกรณ์ประกอบรถยนต์ ที่ทำงาน มีหมด โดยผลิตภัณฑ์สามารถวิเคราะห์ได้ เรียกว่า Life Cycle Assessment (LCA) หรือการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เพื่อหาตัวคาร์บอนฟุตพรินต์ หมายความว่าตั้งแต่การใช้วัตถุดิบ ผลิตจนถึงเอาไปใช้ เอาไปทิ้ง หรือนำมารีไซเคิล สินค้าเหล่านั้นมีการปล่อยคาร์บอนคือเรียกว่าการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์ทั้งหมดเป็นเท่าไร หากเข้าใจตรงนี้ก็สามารถปรับผลิตภัณฑ์ให้คาร์บอนลดลงได้
GC เป็นบริษัทคนไทย ผลิตไบโอพลาสติกมากที่สุดในโลกหรือใหญ่ที่สุดในโลก มีโรงงานอยู่ที่รัฐเนบราสกา เป็นรัฐทางตอนกลางของสหรัฐผลิตข้าวโพด สำหรับเมืองไทยกำลังจะผลิตโดยใช้อ้อย และมีอยู่ที่ระยองก็จะมีการนำมาใช้ทั้งหมด ไบโอพลาสติกสำคัญจะต้องย่อยสลายได้ ทั้งวัฏจักรหมายความว่าใช้พืชที่เป็นวัตถุดิบที่เกิดการหมุนเวียนและการผลิตก็จะต้องดี และสุดท้ายผลิตภัณฑ์ก็คือถ้าเป็นไบโอพลาสติกสามารถย่อยสลายได้ก็สามารถช่วยลดคาร์บอนได้
หรือการนำพลาสติกขวดมารีไซเคิล คาร์บอนฟุตพรินต์ก็จะต่ำมากๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสะดวกสบาย ดังนั้น การรักโลกมันอยู่ที่ตัวเรา เมื่อรีไซเคิลเกิดขึ้นได้ก็สามารถอัพสินค้าเป็นผลิตภัณฑ์อื่น เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า เกิดเป็นสินค้าหรือเป็นของน่าใช้ เป็นคอนเซ็ปต์ของเศรษฐกิจหมุนเวียน และเรื่องสุดท้าย อาจจะทำของที่ยั่งยืน ใช้แล้ว ใช้เลย ใช้นาน เช่น ตึก แต่ก่อนต้องทาสีบ่อยๆ เดี๋ยวนี้มีสารเคลือบผิวที่ไม่ต้องทำความสะอาด ลงทุนครั้งแรกอาจจะแพงแต่ใช้ไป 50 ปีไม่ต้องทำใหม่
หวังว่าที่เล่าให้ฟังการใช้พลังงานจนถึงองค์กรปรับตัวอย่างไร ปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ซึ่งเป็นการเดินทางที่ดี ที่สำคัญคือการบาลานซ์หรือสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจถึงจะอยู่ได้ และอย่าคิดว่าส่วนเล็กๆ จะไม่ช่วย พวกเราสำคัญมากๆ เพราะภาคครัวเรือนปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 10% ปล่อยไม่น้อยกว่าเซ็กเตอร์อื่น เพราะฉะนั้นสามารถช่วยได้
อ่านข่าวอื่น
- เปิดบ้าน ‘หมอสุนิล’ ติดไฟ 1,500 ดวง สระว่ายน้ำ 20 ล้าน และเสื้อผ้าที่ทิ้งทุก 2 อาทิตย์
- แม่ค้าไส้กรอกทำไฟลุกควันโขมงจนผึ้งแตกรัง ไล่ต่อยพระสงฆ์จนล้มชนมุมเสา มรณภาพ
- ไตรรงค์ ยื่นลาออก ปชป. ปิดฉากสมาชิก 38 ปี รับไม่อยากเป็นกบฏ แอบสนับสนุนพรรคใหม่
- วรวุฒิ สุขุนา กราบเท้าขอขมาครอบครัวผู้ตาย เตรียมบวชหน้าไฟให้ ผู้บาดเจ็บพ้นขีดอันตรายแล้ว
- วงการบันเทิงสูญเสียอีก ‘ต๊ะ นิรัตติศัย กัลย์จาฤก’ เสียชีวิตแล้ว
- ตำรวจขอนแก่นปะทะอารมณ์เดือดผู้กำกับ หลังถูกแจ้งความผิดทางวินัย โวยไม่เป็นธรรม

