สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ โชว์วาระสู้วิกฤตพลังงานรับมือ‘โลกร้อน’

สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ โชว์วาระสู้วิกฤตพลังงานรับมือ‘โลกร้อน’

สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์
โชว์วาระสู้วิกฤตพลังงานรับมือ‘โลกร้อน’

วาระการผลิตก็ลดลง การใช้ก็ลดลง การเคลื่อนย้ายหายไป เรื่องพลังงาน เป็นเรื่องที่ผมหรือแม้วิทยากรหลายท่านคงไม่เคยเจอ ในยามที่เกิดโควิด กำลัง และพลังงานก็ใช้น้อยลง ราคาก็ลดลงไปเป็นธรรมดา

พอปลายปี 2564 เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ทำให้ดีมานด์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ซัพพลายที่ลดลงไปในระหว่างโควิด กว่าจะผลิตได้และกลับมาปกตินั้น ราคาสินค้าก็ต้องขึ้นเป็นปกติ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป

ในตอนนั้นประเทศไทยยังไม่ฟื้น แต่ก็เริ่มรู้ตัวว่าราคาพลังงานเริ่มขึ้นแล้ว รัฐบาลก็เข้าไปควบคุมดูแล โดยคาดว่าจะขึ้นไม่นาน คิดว่าเป็นช่วงสั้นๆ ที่ซัพพลายกลับมาเท่ากับดีมานด์ ก็กลับสู่สภาพเดิม หรือสมดุล ดังนั้น ราคาก็ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรมาก ไทยเราจะได้ก้าวข้ามผ่านพ้นโควิด และสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว

Advertisement

อย่างไรก็ดี เมื่อต้นปี 2565 มีวาระของโลกขึ้นมา ส่อเค้าความขัดแย้ง คือเรื่องรัสเซีย-ยูเครน ที่เกิดแซงก์
ชั่น และแยกขั้วกัน นำไปสู่การไม่สมดุลในการผลิตต่างๆ เกิดวิกฤตพลังงานซ้ำเติมที่กำลังรอการผลิตให้กลับมาปกติ ทำให้ราคาพลังงานโดดขึ้นมาอีกมาก

รัฐบาลพยายามหามาตรการต่างๆ และช่วยเหลือจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พยายามผ่อนหนักเป็นเบา เพราะไทยกำลังอยู่ในช่วงการฟื้นตัวจากโควิด เข้าไปตรึงราคาพลังงานไม่ให้สูง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน แต่มีภาระเงินนับแสนล้านบาทก็จะต้องกู้เงิน และกองทุนน้ำมันฯทยอยจ่ายคืน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างราบรื่น และมีเสถียรภาพ

แต่เรื่องมันยังไม่จบ มีความตึงเครียดกัน ทำให้พลังงานมีราคาผันผวนไปเรื่อยๆ ส่วนประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงาน หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าไทยเรามีความมั่งคั่งด้านพลังงาน เพราะเราใช้น้ำมัน ใช้ไฟฟ้า รู้สึกว่ามันหาง่าย และต้องมีตลอดเวลา เปิดไฟทุกครั้ง เปิดปุ๊บติดปั๊บ จนเป็นความรู้สึกเคยชินว่าเรามีพลังงานเยอะแยะ แต่ข้อเท็จจริง พลังงานที่เรามีกว่า 80% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ในส่วนก๊าซธรรมชาติ เรานำเข้า 20-30% ปัจจุบันราคาเพิ่มขึ้น 5 เท่าตัว

นี่คือตัวอย่างที่เราไม่เคยเจอ เราเคยเจอแต่ว่าเดี๋ยวดีมานด์กับซัพพลายก็จะมาเจอกัน ราคาก็จะสมดุล เป็นสิ่งที่เรารอคอยหลังโควิด แต่นึกไม่ถึงว่าจะมีวิกฤตซ้อน วิกฤตซ้ำขึ้นมา

รัฐบาลพยามยามทำทุกอย่าง หาทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะหาพลังงานทดแทน พลังงานสำรอง ที่ไหนมีก๊าซธรรมชาติก็ไปขอมาใช้แทน เพื่อจะลดการนำเข้าจากเดิมที่ต้องนำเข้า 30% ลงให้ได้ หรือต้องเอาพลังงานอื่นมาใช้ทดแทน

ส่วนน้ำมัน รัฐบาลก็ดูแลในส่วนของดีเซล เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อมาก ส่วนคนใช้เบนซินและแก๊สโซลีน หลายคนอาจบ่นว่าราคาแพงขึ้น ตอนนี้ราคาเริ่มกลับมามีเสถียรภาพพอสมควร

รัฐบาลพยายามทำหลายอย่าง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้ดีขึ้นๆ จนทุกวันนี้ดัชนีชี้เศรษฐกิจหลายตัวดีขึ้นแล้ว แต่เรื่องพลังงานงานโลกยังไม่เปลี่ยนแปลง สองขั้วมหาอำนาจ เขาเลือกวิถีการเดินที่ต่างกัน โดยฝั่งหนึ่ง เห็นว่าเศรษฐกิจมันร้อนแรง ก็เลยขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดเงินเฟ้อ และความร้อนแรงเศรษฐกิจ กดการใช้พลังงานให้ลดลงโดยธรรมชาติ

แต่ที่ไม่เคยเจอคือ เพียงไม่กี่เดือนขึ้นดอกเบี้ยไป 4 ครั้ง ครั้งละ 75 สตางค์ ไม่เคยเจอแบบนี้ในรอบหลายสิบปี หรือในรอบชั่วชีวิตของคนคนหนึ่ง ซึ่งทำได้สำเร็จ มีช่วงเวลาหนึ่งที่ราคาน้ำมันลดลง

แต่อีกด้านหนึ่งกลุ่มโอเปคพลัส หรือกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร เห็นว่าการใช้พลังงานลดลง ก็มีมติปรับลดการผลิตลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันก็จะกลับขึ้นมาอีก ส่วนท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่เคยส่งจากรัสเซียไปยุโรป ก็แตก ทำให้ราคาก๊าซเพิ่มอีก เราก็เจออีก ดังนั้น ปัญหาพลังงานที่กำลังจะดีขึ้นก็กลับเข้าสู่บรรยากาศวิกฤตอีกครั้ง

เรื่องพลังงานโลกนั้น สองขั้วสองความคิดเขายังดำเนินการต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่มันแทรกขึ้นมาในขณะนี้ คือวาระของทั่วโลก ที่ทุกประเทศเห็นตรงกันว่าต้องทำ ก็คือภาวะโลกร้อน แม้จะทะเลาะอะไรกัน แต่เรื่องโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระทบพวกเรา ที่คนทั้งโลกเจอด้วยตัวเอง

การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ มันใกล้ตัวทุกคนเข้ามาทุกทีๆ จนมีการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (คอป 26) เกิดข้อตกลงร่วมกันจากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ที่มองว่ามันไม่ได้แล้ว ทุกคนต้องเดินหน้ามุ่งไปควบคุมอุณหภูมิโลก ซึ่งทุกฝ่ายสนับสนุนให้ช่วยแก้ไขปัญหานี้ เช่น ต้องควบคุมไม่ให้อุณหภูมิรวมสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ภายในปี 2100 เป็นต้น

ทุกคนมุ่งมั่นและแสดงให้เห็นว่าตั้งใจทำ อย่างกลุ่ม G7 ก็เตรียมเงิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนทุกประเทศที่มีความตั้งใจที่จะไปสู่การเป็นกลางทางคาร์บอน จีนก็ออกมาประกาศตัว รัสเซียก็เข้าร่วม ดังนั้น เรื่องนี้ไม่มีการแบ่งขั้ว เพราะเป็นวาระของโลก

รัฐบาลนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมประชุมค็อป 26 ที่สกอตแลนด์ด้วย ซึ่งไทยประกาศว่าปี 2050 ให้คาร์บอนเป็นกลาง ส่วนปี 2065 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ซึ่งถือเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ประกาศจุดยืนชัดเจน มั่นใจ และเชื่อว่าทำได้ โดยมีแนวทางหลักคือลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล

นอกจากนี้ไทยยังมีมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ซึ่งไฟฟ้าที่มาจากพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ เป็นต้น สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน และการศึกษาพลังงานทางเลือกใหม่ นอกจากจะสนับสนุนให้ไทยเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ตามเป้าหมายแล้ว ยังเป็นโอกาสของธุรกิจพลังงานแบบใหม่ด้วย รวมทั้งสนับสนุนนโยบายการประหยัดพลังงานควบคู่ไปด้วยกัน

ยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เรื่องไฮโดรเจน ทุกวันนี้ เชื้อเพลิงจะเป็นไฮโดรคาร์บอน ประกอบด้วย คาร์บอนกับไฮโดรเจน ซึ่งตัวที่จะทำให้เกิดพลังงานจริงคือไฮโดรเจน วิธีการคือต้องแยกหรือสร้างไฮโดรเจนขึ้นมาเพื่อเป็นพลังงานเอามาใช้ ไม่ต้องใช้ไฮโดรคาร์บอน เพราะใช้แล้วตัวคาร์บอนจะกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์

หลักการง่ายคือนำน้ำมาใช้ เพราะในน้ำประกอบด้วย ออกซิเจนกับไฮโดรเจน ก็แยกสองส่วนประกอบออกจากกันด้วยไฟฟ้า แม้หลักการจะง่าย แต่วิธีการทำจริงยังมีต้นทุนสูง

อีกวิธี ไฮโดรคาร์บอน ก็แยกสองส่วนประกอบเหมือนกัน โดยเอาคาร์บอนไดออกไซด์ที่แยกออกมาไปไว้ในที่กักเก็บ เช่นใต้พื้นพิภพ หรือจุดต่างๆ

ส่วนนี้เป็นทิศทางที่โลกกำลังเดินไป เพื่อไปสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของแต่ละประเทศ และสภาพภูมิอากาศโลกจะดีขึ้นๆ ความห่วงว่ากรุงเทพฯจะจมใต้บาดาลก็น้อยลงไปเรื่อยๆ ความห่วงที่จะเกิดปัญหาการแปรปรวนภูมิอากาศก็น้อยลง แต่ต้องเป็นความร่วมมือของคนทั้งโลก

สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพลังงานชาติ ถ้าเราทำสำเร็จ ทำให้เกิดความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ มันจะสอดคล้องช่วยโลกเรื่องภูมิอากาศ และอีกด้าน คือเป็นการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย

วันนี้เรายังนำเข้าน้ำมันประมาณ 80% ถ้าในอนาคตน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล ใช้น้อยลงๆ และใช้พลังงานอื่นทดแทน เราก็จะนำเข้าน้อยลง ก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่เราใช้ให้เพียงพอ แล้วหาพลังงานอื่นมาทดแทนส่วนที่นำเข้า ซึ่งในส่วนนี้เรามีพลังงานสะอาดอื่นๆ พลังงานชีวภาพ พลังงานแสงแดด

จะเห็นภาพเลยว่าจะลดการพึ่งพาการนำเข้า หรือไม่ต้องนำเข้าอีกเลย ปัญหาส่วนนี้จะหมดลงเสียที หมดไปในรุ่นเรา อย่าไปให้คนรุ่นถัดไปมานั่งแก้ปัญหาที่เราปล่อยให้คาไว้ ช่วยกันทำจากวันนี้จนถึงปี 2050 เพราะถ้าไม่เริ่มทำ คนรุ่นหลังปี 2050 จะต้องเจอปัญหาที่ท้าทายมากกว่านี้

ดังนั้น ให้ปัญหาแบบนี้หมดไปเสียเถอะ และมันมีวิธีการที่ทำได้ ตอนนี้เราได้ทำคู่ขนานกันไป เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ไม่ใช่เพียงแค่พยายามแก้ปัญหา แต่เป็นการสร้างโอกาสอีกด้วย นอกจากแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว มันยังสร้างโอกาสทางธุรกิจในกับไทย เพราะไทยเราปูพื้นพลังงานสะอาดมานานพอสมควร หันมาใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติ แทนพลังงานจากถ่านหินที่ปล่อยคาร์บอนมากกว่ากันครึ่งหนึ่ง ดังนั้น การปลดปล่อยคาร์บอนของไทยต่ำ อยู่อันดับที่ 4 เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอาเซียน

ต่อไปนี้ทุกประเทศต้องเข้าสู่การเป็นกลางทางคาร์บอน ถ้าไม่ทำก็จะถูกกติกาโลกลงโทษ การค้าขายก็จะลำบากมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าพัฒนาก่อน ก็เป็นการสร้างโอกาสให้กับประเทศ จะทำผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าที่รับรองว่าเป็นกลางทางคาร์บอนก็จะง่ายกว่าประเทศอื่นๆ

ประเทศไทยปล่อยคาร์บอนรวม 350 ล้านตัน หากเปรียบเทียบราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดนิวยอร์กตามสกุลเงินยูโร จะอยู่ที่ประมาณ 3-4 พันบาท รวมแล้วประมาณ 1 ล้านล้านบาทต่อปี ดังนั้นจึงต้องมีแผนพลังงาน อาทิ มาตรการสนับสนุนอีวี จากที่ไทยมีอุตสาหกรรมยานยนต์ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค แต่ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์สันดาปภายใน ก็จะขยายไปผลิตทุกประเภทเพื่อรักษาการเป็นผู้นำ และประเภทที่สำคัญคือที่ประหยัดพลังงาน ไม่ปล่อยคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจกเยอะ ดังนั้นจึงดันประเทศไทยเป็นศูนย์การผลิตอีวี

รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ราคาเริ่มแรกอาจจะแพงกว่ารถสันดาปภายใน จึงให้เงินอุดหนุนให้ราคาลดลงเท่าๆ กัน สิ่งที่ได้อีกอย่างคือ การแลกเปลี่ยนกับการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะเกิดขึ้นในไทยทันที ซึ่งมีเอ็มจี โตโยต้า และอีกหลายยี่ห้อ เข้าร่วมมาตรการแล้ว ในอนาคตจะตั้งโรงงานในไทย

ยอดจองซื้อรถอีวีล่าสุดโตกว่า 275% เฉพาะอีวี 100% ก็มีกว่าหมื่นคันแล้ว ด้านสถานีประจุไฟฟ้าทั่วประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 มี 869 สถานี รวม 2,572 หัวชาร์จถือเป็นสัญญาณว่าพัฒนาการส่วนนี้ได้เกิดขึ้น รัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่าในปี ค.ศ.2030 หรืออีก 8 ปีจากนี้จะมี 30% เป็นยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด

นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังหารือเรื่องมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการผลิตแบตเตอรี่มาลงทุนในไทย เรื่องการศึกษาการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ใต้พื้นพิภพ ซึ่งมีการศึกษาเบื้องต้น ไทยมีพื้นที่ใต้ทะเลที่เหมาะสม ถ้าทำได้ก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่ก็จะไม่มีปัญหาอีกต่อไป สามารถผลิตโดยแยกไฮโดรเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์ไปใส่ในแหล่งกักเก็บใต้พิภพ

เบื้องต้นคาดว่ากักเก็บได้ 7,000 ล้านตันคาร์บอน เชื่อว่าจะมีพื้นที่อีกจำนวนมาก อาจทำให้การพัฒนาด้านพลังงานไทยทำได้เร็วกว่าเป้าหมายว่าจะมีคาร์บอนเป็นกลางในปี 2050 ได้ และจะเป็นแรงดึงดูดให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ๆ ในไทย

นี่คือโอกาสสำหรับไทย เพียงทำเรื่องเดียว คือลดใช้ฟอสซิลให้น้อยลง จนไปสู่การเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ มีพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ก็จะเกิดอุตสาหกรรมใหม่อีกมากมาย ถ้าทำเรื่องความเป็นการทางคาร์บอนสำเร็จในปี 2050 หรือการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ ในปี 2065 ทำให้อุตสาหกรรมใหม่ที่เหมาะสมกับคนรุ่นหลัง และยังแก้ปัญหาในอดีตให้หมดไปด้วย ให้คนรุ่นใหม่ได้โอกาสเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ในอนาคต เพื่อความยั่งยืน และผาสุกของคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

อ่านข่าวอื่น

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image