2 คนดังส่องอนาคต ‘รถอีวี-โซลาร์รูฟ’

28.10.22 | 11:18 น.

2 คนดังส่องอนาคต ‘รถอีวี-โซลาร์รูฟ’

หมายเหตุ – นายสุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ค่ายเอ็มจี (MG) และ ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ร่วมเสวนาหัวข้อ “มุมมองธุรกิจ ทิศทางพลังงานไทย 2023” ส่วนหนึ่งในสัมมนา “Energy for Tomorrow วาระโลก-วาระประเทศไทย 2023” จัดโดยหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา

นายสุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ค่ายเอ็มจี (MG)
  • ภาพรวมพลังงานต่อเศรษฐกิจไทย

ปัญหาไมโครชิปขาดกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์มากกว่าโควิดเสียอีก เพราะช่วงโควิดมีซัพพลายแต่ดีมานด์หาย แม้เรานำเข้าชิ้นส่วนแล้ว 90% เพื่อผลิตรถยนต์ทั้งคัน แต่เหลือส่วนสำคัญกลายเป็นซัพพลายเชนติดชะงักไปหมด เมื่อประกอบไม่ได้ก็ส่งมอบลูกค้าไม่ได้ เพราะยังไม่สมบูรณ์ เป็นอะไรที่ยุ่งยากมากทีเดียว ถ้าเทียบเวียดนาม ในด้านพลังงานโซลาร์เขาอาจเด่นกว่าเรา แต่ทางด้านการลงทุน ไทยแซงทางโค้งมาเลย หากเปรียบเทียบการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศอาเซียนด้วยกัน อินโดนีเซียส่งเสริมดีกว่า

อย่างเช่น โลคอลคอนเทนต์ ที่ต้องลงทุนในประเทศแค่ 30% ไทย 40% เพราะฉะนั้นเราสามารถไปลงทุนในอินโดนีเซียได้โลคอลคอนเทนต์ถูกกว่า 10% โดยการลงทุนจะเพิ่มอีก 1,000 ล้านบาท หมายความว่าเขาเป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุนมากกว่าประเทศเรา แต่พอมีโครงการของสรรพสามิต ที่สนับสนุนรถไฟฟ้า 1.5 แสนบาท ลดภาษีสรรพสามิตลงจาก 8% เหลือ 2% แซงทางโค้งเลย เพราะตอนนี้ค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หลายค่ายไม่เคยเกิดขึ้นในไทยมาก่อน เริ่มเข้ามาลงทุนในประเทศไทย อาทิ เอ็มจี เกรทวอลล์ เนต้า และบีวายดี

ซึ่งเป็นเพลย์เยอร์คนใหม่ที่เข้ามาเริ่มในไทย ไม่ได้ที่เวียดนามหรืออินโดนีเซีย แต่มาที่ไทย จริงๆ แล้วอินโดนีเซียมีวัตถุดิบด้านการผลิตแบตเตอรี่พร้อมเลย เราไม่มีแต่เเรายังดึงดูดนักลงทุนมาประเทศเราได้ ดูย้อนแย้งแต่ไทยคงมีแม่เหล็กอะไรบางอย่างดึงให้เขามา อย่างน้อย 3 แบรนด์มาปักหมุดในไทยก็เป็นท็อปแบรนด์จากเมืองจีน ซึ่งในอนาคตเครื่องยนต์สันดาปจะค่อยๆ หายไป ผู้ผลิตยานยนต์หรือชิ้นส่วนรถยนต์ จะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นยานยนต์ไฟฟ้าหรือไฮโดรเจน

ซึ่งในมุมของผม ผมมั่นใจแบบนั้น ขณะที่ไฮโดรเจนอาจเป็นพลังงานที่สะอาดและดีกว่า แต่ยังแพงอยู่ เพราะว่าจะซัพพลายและด้านโลจิสติกส์การส่งพลังงานไปที่ต่างๆ ถ้ามาได้จริงก็เป็นอะไรที่ดีกว่าไฟฟ้า แต่ยังต้องใช้ไฟฟ้าอยู่ดี ยังไงก็ต้องเป็นรถอีวีอยู่ดี จะเป็นพลังงานจากไฟฟ้าโดยตรง หรือเป็นแบตเตอรี่ หรือไฮโดรเจน

Advertisement
  • แนวโน้มอนาคตรถไฟฟ้า(อีวี)

คณะกรรมการ (บอร์ด) อีวี มีแพลนว่าปี 2030 เราจะต้องไปถึง 30% หรือมีรถอีวีจดทะเบียน 4.4 แสนคัน โดยปี 2025 มีเป้าหมายรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียน 2.25 แสนคัน ถ้ามองภาพปัจจุบัน ผมขออนุญาตมองกลับไป 2-3 ปีก่อน เมื่อปี 2019 เรามียอดรถไฟฟ้าวิ่งในไทยหลักร้อย ขยับมาเป็นหลักพันคัน พอเอ็มจีคิดว่าเราต้องเปลี่ยนผ่าน ราคารถยนต์ไฟฟ้าที่ยังสูงอยู่ ยังเป็นของเล่นของคนมีตังค์อยู่ ในปี 2019 ทางเอ็มจีเลยได้ตัวรถไฟฟ้า 100% ขึ้นมา หรือรถเอสยูวีราคา 1.19 ล้านบาท เพราะว่าคนส่วนมากจะซื้อรถยนต์ราคาช่วง 1 ล้านบาท

ฉะนั้น รถไฟฟ้าจะไม่ใช่ของเล่นของคนมีตังค์แล้ว แต่เป็นปัจจัยใช้ได้จริง เอื้อมถึงจึงทำให้ความต้องการมากขึ้น ทำให้ยอดใช้รถยนต์ไฟฟ้า หลังจากเปิดตัวราคา 1.19 ล้านบาท กระโดดขึ้นเป็นหลักพันคันทันที พอมาปีนี้ภาครัฐมีโครงการสนับสนุน ทำให้ยอดใช้กระโดดเป็นหลักหมื่นคันเลย ถ้าดูกราฟที่ผ่านมาของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้า (อีแวต) เก็บข้อมูลไว้ พบว่ายอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อปีที่แล้ว ทั้งหมด 7,000 คัน ปีนี้แค่ต้นปีถึงเดือนมิถุนายนกว่า 7,000 คันแล้ว

ฉะนั้น ถ้าเกิดว่ารถราคาเอื้อมถึง อินฟราสตรัคเจอร์ สถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้ามีความพร้อมมากขึ้น ผมเชื่อว่าจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ในปี 2025 แม้ว่าปัจจุบันจดทะเบียน 20,000 คัน ซึ่งเป็น 10% เทียบกับเป้าหมายปี 2025 ความพร้อมพวกนี้จะทำให้เราก้าวกระโดดมาทันที เหมือนตอนที่เรามีแค่ 200-300 คัน ก้าวกระโดดเป็นหมื่นคันในปีนี้

นายสุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ค่ายเอ็มจี (MG)
  • หนุนพูลสถานีชาร์จ

ผมมั่นใจว่าเทคโนโลยีพร้อมในการทำให้เร็วกว่า แต่เนื่องจากว่าตัวอินฟราสตรัคเจอร์เรื่องติดตั้งสถานีชาร์จทั่วประเทศ ทำให้รถไฟฟ้าวิ่งได้เหมือนรถใช้น้ำมัน อาจยังทำให้ในส่วนนี้ล่าช้าไป ซึ่งรัฐบาลกำลังสนับสนุนออก ไม่ว่าจะเป็นทำแบตเตอรี่หรือสถานีชาร์จ แม้เอ็มจีทำราคารถยนต์ไฟฟ้า 1.19 ล้านบาท ปี 2019 ปี 2020 เราทำราคาต่ำกว่าล้านบาท หรือประมาณ 9.8 แสนบาท เริ่มมีคำถามว่ารถยนต์ไฟฟ้าต้องชาร์จที่ไหน ขณะที่ยอดซื้อก้าวกระโดด ทางเอ็มจีไม่ได้รอสถานีชาร์จจากภาครัฐ เราจัดตั้งขึ้นมาเองแล้ว 150 สถานี จากเป้าหมาย 500 สถานี ทุกๆ 150 กิโลเมตร (กม.) ในต่างจังหวัด

หากมองในเมืองเราอาจไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องสถานีชาร์จเลย เพราะทุกวันก่อนออกจากบ้านทุกเช้าพลังงานเต็ม 100% อย่างน้อยวิ่งได้ขั้นต่ำเกิน 300 กม. จะมีสักกี่วันเราวิ่งเกิน 300 กม. แต่เดินทางไปต่างจังหวัดไกลๆ หน่อย ต้องใช้สถานีชาร์จ จำเป็นต้องขยายมากๆ ในเส้นทางระหว่างเมือง เช่น กรุงเทพฯไปเชียงใหม่ ต้องแวะชาร์จที่นครสวรรค์ เป็นต้น

ถ้าขยายอินฟราสตรัคเจอร์ หรืออีโคซิสเต็มได้ เชื่อเลยว่ารถไฟฟ้าโตรวดเร็ว ทุกวันนี้คนผ่อนรถน้ำมันอยู่ สามารถเอาค่าน้ำมันไปเป็นส่วนหนึ่งผ่อนรถไฟฟ้าได้เลย ผมใช้รถไฟฟ้าที่บ้านอยู่ 2 คัน ใช้มา 9-10 เดือน ผมแวะชาร์จตามสถานีชาร์จประมาณ 12-13 ครั้ง เพราะออกจากบ้านเต็ม 100% ค่าไฟที่บ้านผมขึ้นมาไม่เกิน 2,500 บาท เท่ากับว่าผมจ่ายค่าเชื้อเพลิง 2,500 บาท ใช้รถไฟฟ้า 2 คันวิ่งได้ทั้งเดือน เพราะฉะนั้น ส่วนที่เหลือเอาค่าน้ำมันเคยจ่ายแพงกว่าไปช่วยผ่อนค่ารถได้เลย ไม่รวมค่าสึกหรอน้อยกว่าน้ำมัน จำไม่ได้แล้วว่าเข้าปั๊มน้ำมันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

ผมมั่นใจปัญหาของไมโครชิป ปีหน้าจบแล้ว เนื่องจากปัญหาดีมานด์ ซัพพลายมาจากโควิดคลี่คลายการผลิตไมโครชิปไม่มั่นคงทำให้เกิดช็อตซัพพลาย ขอวนกลับไปเรื่องโซลาร์เซลล์ โรงงานเอ็มจี รถสำเร็จรูปจอดภายใต้แผงโซลาร์ เราเป็นลานจอดรถโซลาร์ใหญ่ที่สุดในไทยตอนนี้ จุรถได้กว่า 3,000 คัน ส่วนของการผลิตไมโครชิปอาจเป็นจุดเริ่มต้นในต่างประเทศ แต่เราจะต้องทำอย่างไรให้รถไฟฟ้าผลิตได้ในไทย เพราะการที่ทำให้ประเทศไทยแซงหน้าประเทศเพื่อนบ้านเรา หรือกลุ่มอาเซียน

สเต็ปแรกที่รองนายกฯพูดไป คือเริ่มจากการสนับสนุนการซื้อ มีเงินสนับสนุนเพื่อให้ราคารถไฟฟ้าคนเอื้อมถึง ราคาไม่ได้แพงไปกว่ารถที่ใช้น้ำมันอีกแล้ว นับจากนี้ ที่ใครบอกว่าต้องรอ 3-5 ปีราคารถไฟฟ้าถึงจะลดลงมา หรือลดลงมาในราคาใกล้เคียงรถน้ำมันแต่ราคาแพงกว่า ผมว่าไม่ใช่แล้ว เราทำให้ราคาเทียบเท่ารถน้ำมันได้ตั้งแต่ปี 2020 แล้ว พอทำให้คนเอื้อมถึง ด่านต่อไปคือเรื่องอินฟราสตรัคเจอร์ เอ็มจี ตัดสินใจลงทุนสถานีชาร์จเอง เพราะต้องการให้ใช้งานสะดวก ตามเป้าหมายตั้งไว้ 500 แห่งทั่วประเทศ

เราขอรับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แต่ไม่มีทางได้กำไร เพราะลงทุน 700 ล้านบาท 500 สถานีรถไฟฟ้าในประเทศมีอยู่ไม่กี่คัน กว่าจะชาร์จให้สถานีชาร์จคืนทุนคงไม่มีทาง เหมือนไก่กับไข่ ถ้าเราต้องการขายรถไฟฟ้าให้แพร่หลายมากขึ้น ต้องเริ่มตั้งชาร์จ จนถึงปีนี้มีคนสนใจเพิ่มขึ้น การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จึงเข้าไปติดตั้งในปั๊ม ปตท. ทำให้สถานีชาร์จรถไฟฟ้าเป็นที่แพร่หลายขึ้นอย่างรวดเร็ว

ถ้าเอ็มจีลดรถราคารถไฟฟ้าต่ำกว่า 1 ล้านบาท เราคงไม่ต้องลงทุนสถานีชาร์จเพิ่ม มีคำถามต่อทันทีเลยว่ารถไฟฟ้าวิ่ง 2.25 แสนคัน ปี 2025 ได้ ทุกคนจะวิตกทันทีว่าไทยน้ำท่วม เหมือนกับการที่หมู่บ้านเสนา มีปัญหาน้ำท่วม แล้วรถไฟฟ้าจะรอดไหม เพราะทุกคนคิดว่ารถไฟฟ้ากับน้ำไม่ถูกกัน ไทยน้ำท่วมตลอดเวลาจะใช้รถไฟฟ้ายังไง จริงๆ แล้ววิศวกรเอ็มจี ไม่ใช่แค่เอ็มจี ทุกยี่ห้อเลยที่เป็นรถไฟฟ้า

เขารู้เหมือนเราว่าไฟฟ้ากับน้ำไม่ถูกกัน ฉะนั้น จะออกแบบรถไฟฟ้าให้มีความเสี่ยง ตัวแบตเตอรี่ต้องผ่าน IP67 นั่นคือต้องแช่อยู่ในน้ำ น้ำต้องท่วมแบตเตอรี่ไม่น้อยกกว่า 10 เซนติเมตร เป็นเวลา 30 นาที น้ำต้องไม่เข้า เวลาเราลุยน้ำท่วมเราขับผ่านไม่ได้จอดแช่ จะปลอดภัยกว่ารถน้ำมันอยู่แล้ว การใช้งานกับน้ำผมมั่นใจไม่ตกวิตกเลย ไทยเราสามารถใช้รถไฟฟ้าได้ในสภาวะน้ำท่วม

  • สิ่งสนับสนุนจากรัฐบาล

การสนับสนุนจากภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย เหมือนกับถ้าไม่มีเงินสนับสนุนของสรรพสามิตมา ราคารถไฟฟ้าคงเอื้อมไม่ถึง ถ้าไม่มีการสนับสนุนทำสถานีชาร์จ ขึ้นมาก็จะใช้งานไม่ได้ ทุกวันนี้รถยนต์ไฟฟ้า ทุกคนยังถามวิ่งได้กี่ กม. แต่ไม่เห็นมีใครถามรถน้ำมันคันนี้วิ่งได้กี่ กม. เพราะปั๊มน้ำมันมีทั่วไป เมื่อไหร่สถานีชาร์จมีทั่วไป คนจะไม่ถามแล้ว ถ้าเกิดจะทำรถไฟฟ้าให้วิ่งได้ 1,000 กม. ก็สามารถทำได้ คือใส่แบตเตอรี่เพิ่มเข้าไป แต่ราคาแบตเตอรี่ยังแพง และถามว่ามีสักกี่คันจะวิ่งพัน กม.ต่อวัน ฉะนั้นรถไฟฟ้าควรวิ่งสัก 400-500 กม.

อีกส่วนหนึ่งต้องการที่จะผลิตรถไฟฟ้าในประเทศ ผมกังวลในฐานะไม่ใช่ผู้ขายอย่างเดียวแต่เป็นผู้ผลิตด้วย วอลุ่มรถไฟฟ้าตอนนี้ยังมีไม่มากนัก ถ้าเปรียบเทียบงบประมาณลงทุน ถ้าเกิดรถไฟฟ้ารถยี่ห้อจีนที่มีเป็นร้อย เขาสามารถนำเข้าไทยภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ภาษีนำเข้า 0% ได้ตลอด แต่เขายังไม่มาเพราะสถานีชาร์จยังไม่พร้อม

ต่อไปถ้าเปิดพับบลิค อุตสาหกรรมวอลุ่มยิ่งมาก ผมเสนอแบบธนาคารทำเอทีเอ็มเจรจาใช้ร่วมกันได้ ทุกวันนี้เราเอาเอทีเอ็มมากจากต่างประเทศแต่เสียบเอทีเอ็มไทยไม่ได้ ถ้าเราทำชาร์จจิ้งอินฟราสตรัคเจอร์ จะปกป้องอุตสาหกรรมประเทศด้วย

การสร้างอีโคซิสเต็มในไทยของเรา มันทำให้เกิดได้ สิ่งที่อยากเรียกร้องคือการดีไฟน์คำว่า สาธารณะ อีกส่วนหนึ่งคือการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ณ ตอนนี้ คำจำกัดความของโลคอลไลซ์ ยังไม่ชัดเจน แต่พวกผมไปเซ็นเอ็มโอยูกับกรมสรรพสามิตเรียบร้อยแล้วว่า ต้องผลิตรถยนต์ในประเทศให้ได้ในปี 2024 แต่ตอนนี่แบตเตอรี่ยังไม่มีเลย แต่บังคับว่าต้องมีการพันขดลวด ขณะที่วอลุ่มไม่มีเพียงพอจะให้บริษัททั้งหมดเข้ามาทำ ผมคิดว่าถ้าผ่อนผันการบังคับโลคอลไลซ์ลงอีกสเต็ปหนึ่ง ในวอลุ่มมีโอกาสได้บิลด์อัพ

จะทำให้ฝันเป็นจริงได้ง่าย อีกไม่นานโรงผลิตแบตเตอรี่จะเกิดขึ้นในไทย จะทำให้เข้าไปแพร่หลายในโซลาร์ฟาร์มในประเทศได้ ผมคิดว่าอนาคตไม่ไกลนัก และตอบคำถามว่าระหว่างรถกับบ้านเลือกซื้ออะไรก่อน ในอนาคตผมจะเลือกซื้อบ้าน เพราะเทคโนโลยีของรถในอนาคตข้างหน้า อาจไม่ต้องซื้อก็ได้ เพราะว่าสามารถมีเทคโนโลยีในการแชร์รถ เหมือนโทรศัพท์มือถือ

สมัยก่อนโทรศัพท์มือถือไว้โทรติดต่อ แต่เดียวนี้โทรศัพท์มือถือแทบไม่มีใครสนใจฟังก์ชั่นของการโทรแล้ว มันเป็นอินเตอร์เน็ตออฟติงไปหมดเลย รถไฟฟ้าในอนาคตกลายเป็นโทรศัพท์มือถือขนาดใหญ่ ทุกอย่างอยู่ในนั้นหมด คนขับน้อยลงจะกลายเป็นรถสาธารณะมากกว่า แบ่งเป็นเลเวล ซึ่งเลเวล 0 คือ Manual ทั้งหมด ส่วนเลเวล 5 คือเรานั่งเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย

ท้ายที่สุดจะเป็นไทม์แชริ่งกันหมด เพราะเทคโนโลยีเชื่อมต่อกันหมด ระหว่างรถกับรถ แต่บ้านยังเป็นส่วนตัวอยู่เลยเลือกซื้อบ้าน

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)
  • ผลกระทบจากพลังงานสู่เศรษฐกิจ

พลังงานไทยเป็นการนำเข้า เมื่อพลังงานกระทบจะกระทบหมดทั้งประเทศ เพราะเมื่อนำเข้า ของแพง ซัพพลายเชน ราคาของสูงขึ้น เกิดภาวะเงินเฟ้อ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็กังวลขึ้นอัตราดอกเบี้ย มันพันกันไปหมด เพราะเรานำเข้าพลังงานน้ำมันเป็นส่วนใหญ่ เมื่อของแพงจะกระทบทุกอย่าง ไม่ใช่แค่กระทบค่าพลังงาน ค่าเอฟทีไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเท่านั้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มทำให้ความสามารถซื้อบ้านลดลง เพราะปกติ 99% คนซื้อบ้านกู้แบงก์ ถ้ารายได้เท่าเดิมแบงก์จะปล่อยกู้ไหม

ถ้าแบงก์ใช้ Discount Rate เพิ่มขึ้น อัตราการผ่อนบ้านก็สูงขึ้น แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม อัตราการผ่อนสูงขึ้น จะซื้อบ้านในราคาที่ถูกลง ดังนั้น มันพันกันไปหมดในแง่ของคนทำธุรกิจเมื่อพลังงานขึ้นครั้งหนึ่งมันโยงซัพพลายเชนไปหมด ยังไม่พูดถึงรายได้ที่ลดลงเพราะค่าใช้จ่ายประจำเพิ่มขึ้น เช่น ค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า ทำให้ความสามารถในการซื้อของอย่างอื่นลดลงไปด้วย กระทบไปหมด

ยังไม่ซ้ำกับซัพพลายเชนการผลิตบ้านมีพลังงานมาเป็นส่วนเกี่ยวข้อง กลายเป็นยุคที่ประหลาด ดีมานด์ก็ดร็อป แต่ของซัพพลายเชนที่ต้องซื้อดันแพง กลายเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยเจอ เมื่อเจอวิกฤต มักเป็นช่วงที่คนซื้อเราน้อย ดีมานด์น้อย แต่ว่าซัพพลายจะหาไม่ยาก แต่ตอนนี้กลับกัน ดีมานด์น้อย ซัพพลายทั้งยากและแพงด้วย กระทบกว้างมาก

มันคล้ายๆ โควิดที่ทำให้ดีมานด์ดร็อปและซัพพลายยาก ถ้าจำได้ในช่วงรัฐประกาศปิดแคมป์คนงาน เป็นเรื่องใหญ่มากของวงการธุรกิจก่อสร้าง เพราะไม่ใช่แค่ปิดซัพพลายการผลิต แต่ปิดชีวิตคน ปกติคนงานเขาอยู่กินในนั้น คำถามคือเขาจะกินอะไร จึงเกิดเหตุการณ์เขาหนีกลับต่างจังหวัด กลับไปแล้วยังไม่กลับมา

ทำให้แรงงานยังขาดตลาด ถึงบอกว่ามีความคล้ายโควิด ในแง่ดีมานด์ดร็อปและซัพพลายก็หายากด้วย เพราะไม่ใช่บิซิเนสไซเคิลปกติ ที่เจอในแง่ดีมานด์ลดลง แต่ซัพพลายราคาถูกลง คนชอบพูดกันว่าวิกฤตเป็นโอกาสเพราะต้นทุนต่ำ แต่งวดนี้เจอสิ่งไม่ปกติ แต่เริ่มชินแล้วเพราะโควิดระบาดมา 3 ปีแล้วและเป็นวิกฤตที่ไม่เคยเจอมาก่อน

  • พลังงานเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค

เสนาเป็นคนแรกติดโซลาร์บ้านทุกหลัง เราเริ่มทำตอนน้ำท่วมใหญ่ ไม่รู้หรอกว่าเกิดจากอะไร แต่รู้ว่าเวลาเกิดแล้วมันกระทบมาก การพูดถึง climate change (สภาพภูมิอากาศเปลี่ยน) พูดกันนานแล้ว เพียงแต่เพิ่งเอาจริงเอาจังช่วงหลังๆ เมื่อ 7-8 ปีที่แล้วเราเป็นหนึ่งในดีเวลลอปเปอร์ต้องกลับไปช่วยลูกบ้านที่น้ำท่วม สิ่งที่เจอในประเทศไทยไม่มีภัยธรรมชาติ เคยแต่เจอว่าญี่ปุ่นมีจนชิน แต่ไทยหานับครั้งไม่ได้เลย แค่น้ำท่วมโวยวายแล้ว แต่ว่าภัยธรรมชาติมันคือหายนะ มันยิ่งใหญ่กว่ามาก

ครั้งนั้นเป็นสิ่งที่เพิ่งเคยเจอ หมู่บ้านเราทุกหลังน้ำท่วมสูงเกินหัวต้องกลับไปเอารถขนของมาแจกคนในหมู่บ้าน เพราะมีคนเยอะมากอยู่ติดบ้านไม่ยอมออกมา นั่นคือหนังม้วนที่แล้ว ตรงนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจทำให้เราอยากเป็นส่วนหนึ่งทำให้โลกมันดีกว่านี้และรู้สึกเสมอว่าบ้านคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ไม่มีกฎเกณฑ์ทางธุรกิจ ไม่มีกฎเกณฑ์ทางการค้าอะไรจะมีค่าหรือหนักแน่นมากกว่าการที่ผู้บริโภคเปลี่ยนความคิดและให้ความสำคัญกับการรักษ์โลก เมื่อผู้บริโภคเป็นแบบนั้น ของทุกอย่างจะซื้อเช่นรถใหม่จะซื้อรถไฟฟ้า

จะซื้อน้ำก็ดูใช้ผลิตภัณฑ์แบบไหน แม้ผลิตภัณฑ์ที่รักษ์โลกราคาอาจแพงกว่าเล็กน้อย เขาอาจจะซื้อได้เพราะเขา concierge กับอีโค่เรื่องแบบนี้ เวลาเป็นแบบนั้นกลไกทางธุรกิจบังคับเองว่าให้ทุกคนต้องทำสิ่งที่เป็นอีโค่แบบนี้ขึ้นมาเพราะผู้บริโภคต้องการ เมื่อเป็นแบบนั้นแสดงว่าซัพพลายเชนของทุกที่ ต้องเป็นแบบนั้นด้วย กฎเกณฑ์สำคัญสุดคือผู้บริโภคอินไปกับมัน และวิธีดีสุดคือสร้างจากบ้าน เพราะบ้านเป็นสิ่งที่คนอยู่ตลอดเวลา เราไปศึกษา ดูงานหลายที่ ไปญี่ปุ่นดูสมาร์ทซิตี้ของพานาโซนิค เริ่มเห็นมีคนติดโซลาร์ทั้งหมู่บ้าน

  • เปิดตลาดบ้านโซลาร์รูฟ

ตอนแรกที่ทำช่วงหมู่บ้านแรกๆ ทำยากมากเพราะผู้บริโภคยังไม่ได้อินมาก และเมืองไทยไฟฟ้ายังไม่ขาดแคลน ค่าไฟไม่ขึ้นกระชากมาก จู่ๆ เสนาเป็นใครไม่รู้ มาบอกให้ติดโซลาร์ ช่วงแรกให้เป็นช้อยส์เพราะเราไม่เกล้า คนแรกทำให้ขายไม่ได้เลย คือ เซลส์เราเอง เพราะไม่อยากอธิบายมากๆ เซลส์ถูกเทรนมาเพื่อขายบ้าน ไม่ใช่ขายระบบโซลาร์ทำไปทำมาไม่มีใครเอา ถ้าไม่เอาโซลาร์ไม่ขายบ้าน เราทำไปกลัวไป ซึ่งเราขายควบให้เลย และราคาบ้านไม่ได้เปลี่ยนอะไร ทำไมไม่เอา

หลังจากนั้นมีเสียงเรียกร้อง ให้ทำอะไรให้เข้าใจง่ายหน่อย ก็ทำการ์ตูนหลายเวอร์ชั่น เป็นโจทย์เริ่มต้นแรกๆ โจทย์ต่อไปคือทำยังไงให้แบงก์ประเมินด้วย ไปหาสมาคมผู้ประเมินว่าจะออกเงินให้หมดเลย ขออธิบายว่าโซลาร์บ้านเป็นอย่างไร หลังผ่านการกล้าๆ กลัวๆ ในใจไปสักพักหนึ่ง ลูกค้าเข้าใจและกลายเป็นจุดเด่นไปว่าเราติดโซลาร์ ที่ผ่านมามันยากตรงที่เราเป็นบีทูซี แต่โซลาร์เมื่อก่อนทำบีทูบีเรียกคนมาติดตั้งมีแต่บริษัทใหญ่ๆ ติดตามลูกค้าซื้อบ้าน และลูกค้าซื้อบ้านไม่แน่นอน 1 เดือนอาจขายได้ 5 หลัง

มันยากจนกระทั่งเราต้องตั้งบริษัททำเอง เพราะดูแล้วบริษัทโซลาร์เหมือนดีเวลลอปเปอร์ ต้องนำเข้าทุกอย่าง ยกเว้นคนกับสายไฟ ซึ่งในฐานะเราติดตั้งและขายบ้าน เห็นความเปลี่ยนแปลงมาก เมื่อก่อนถึงขั้นต้องบังคับ ปัจจุบันกลายเป็นจุดขายของเราและทุกบริษัทเริ่มติดตั้ง และคีย์ที่ดีสุดคือธนาคารให้ความสนใจปล่อยสินเชื่อในการติดตั้งคล้ายกับการปล่อยกู้บ้าน สิ่งสำคัญ คือ การดูแลหลังการขาย ถ้าสมมุติค่าไฟบ้านราคา 5-10 ล้านบาท ไม่ได้ใหญ่ใช้ไฟมาก ต้องมาเสียค่าดูแล 1 พันบาทครั้งเดียวก็เลิก อีกจุดหนึ่งว่าเราจะช่วยโลกยังไงในเรื่องพลังงาน

โดยปกติทุกประเทศในโลกเวลาจะกระตุ้นอะไร กลไกทางธุรกิจมันยังไม่เกิดด้วยตัวมันเอง เพราะกลไกตลาดยังเดินด้วยตัวเองไม่ได้ วิธีกระตุ้นคือรัฐทำหน้าที่เป็นมือที่มองไม่เห็น เป็นแบตเตอรี่จำลอง รับซื้อไฟในช่วงที่ผลิตแล้วไม่มีใครใช้ เหมือนว่ารัฐกลายเป็นตุ่มเคลื่อนที่มารับซื้อน้ำฝน เมื่อปีที่แล้วรัฐรับซื้อราคา 1.68 บาทต่อหน่วย คนขอน้อยมาก เพราะคนได้เงินน้อย อาจได้ไม่ถึง 100 บาทต่อเดือน ปีนี้ซื้อเพิ่มเป็น 2.20 บาทต่อหน่วย คนเริ่มติด ขณะเดียวกันแผงโซลาร์ถูกลงด้วย เลยทำให้ปีนี้ขอโซลาร์ภาคประชาชนมีปริมาณมากกว่าปีที่แล้วมาก

อีกทั้งธนาคารเริ่มให้สินเชื่อสีเขียว เพราะแบงก์มี ESG ต้องซัพพลายเชนฝั่งเขาเหมือนกัน เลยปล่อยดอกเบี้ยที่ดีขึ้นและมาอ้างอิงกับบ้านมากขึ้น เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้คนซื้อโซลาร์ได้หลังซื้อบ้านแล้ว ในเวอร์ชั่นที่เสนาทำคือซื้อโซลาร์พ่วงบ้าน แสดงว่าทำได้แค่ซื้อบ้านใหม่ ถ้ามีบ้านอยู่แล้ว อยากซื้อโซลาร์ไปติด สมัยก่อนต้องเป็นสินเชื่ออเนกประสงค์ ปัจจุบันทำให้คนซื้อแยกกับบ้านได้ ไม่ต้องทำเหมือนที่เสนาทำเอาหลังคาติดกับโซลาร์ก็ได้

สิ่งที่อยากให้เห็นในวงการโซลาร์ เวลาขายบีทูบี ทุกคนชอบคิดถึงผลตอบแทน (IRR) ลงทุนกี่ปีและ IRR เท่าไหร่ แต่ความเป็นจริงเราไปบอกลูกค้าว่าบีทูซี สมมุติ IRR 8% ลงทุน 10 ปี

ก็คิดยากเหมือนกัน ขณะที่จ่ายค่าไฟฟ้ากว่า 4 บาทต่อหน่วย มันคนละฐานกัน เลยหาข้อมูลว่านักวิชาการใช้อะไร มีการนำสิ่งที่เรียกว่า LCOE นำต้นทุนโซลาร์มาคิดเป็นหน่วยเหมือนค่าไฟ เลยนำมาเป็นตัวคิดในการตัดสินใจ ถ้าผลิตไฟด้วยโซลาร์จะถูกกว่าซื้อไฟจากหลวงแล้ว ถ้าซื้อ 3 กิโลวัตต์ เท่ากับค่าไฟจากโซลาร์ 3 บาทกว่าๆ ต่อหน่อย ขณะที่ซื้อไฟจากหลวง 4-5 บาทต่อหน่วย กรณีใช้โซลาร์เต็มที่ แค่ถ้าไม่มากจะอยู่ที่ 6 บาทต่อหน่วย ซึ่งโซลาร์กลไกตลาดทำงานได้แล้ว แต่เป็นเพราะพฤติกรรมคนที่กลางวันไม่อยู่บ้าน ทำให้แผงโซลาร์ไม่ถูกใช้เต็มที่ เลยคิดว่าถ้าซื้อแบตเตอรี่ติดจะคุ้มหรือไม่

สรุปไม่คุ้มเพราะค่าไฟออกมา 7.84 บาทต่อหน่วย ตอนนี้มันยังไม่ได้ มี 2 อย่าง คือ แบตเตอรี่แพงไป และค่าไฟถูกไป ถ้าวันนี้ค่าไฟ 10 บาทต่อหน่วย เราผลิต 7 บาทต่อหน่วยก็คุ้มแล้ว แต่ค่าไฟแบบนี้ดีแล้ว เป็นการแสดงให้เห็นถึงการคำนวณ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีแบตเตอรี่สักวันมันต้องลด เมื่อก่อนเราขายไม่ใช่ 3 บาทต่อหน่วย เพราะแผงโซลาร์ลดราคาเร็วมาก ต่อไปราคาแผงโซลาร์และแบตเตอรี่จะลง ขณะที่ค่าไฟราคาจะขึ้น เมื่อจุดความสมดุลเกิดขึ้น รัฐไม่จำเป็นต้องให้ 2.20 บาทต่อหน่วยก็ได้

ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)
  • จับมือญี่ปุ่นสร้างโมเดลบ้านพลังงานสะอาด

ล่าสุด เสนาร่วมทุนกับฮันคิว ฮันซิน เป็นบริษัททำรถไฟฟ้า บ้าน คอนโดมิเนียม ของญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นมี
นโยบายเหมือนเรา โดย เขาแนะให้รู้จักคำว่า ZEH:Zero Energy Housing มี 3 สูตร เพื่อเดินไปจุดที่รักษ์โลก มีเกณฑ์ชัด วิธีการทำไม่ใช่แค่บ้านเบอร์ห้า มี 2 องค์ประกอบ ต้องพยายามทำให้บ้านใช้พลังงานลดลง ขณะเดียวกันบังคับให้มีพลังงานสะอาดร่วมด้วย มีเกณฑ์ เช่น ZEH Oriented ทำได้อ่อนสุด 20% ถ้าทำได้ 50% อัพเกรดเป็น ZEH Ready ถ้าทำได้ 75% เรียก Nearly ZEH ถ้าทำได้เต็ม 100% เรียก ZEH สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นกฎเกณฑ์ และถ้าเป็น Top Runner

ซึ่งฮันคิวเป็น 1 ในนั้น ปี 2023 บ้านทุกหลังต้องเป็น ZEH Related Program เป็นภาคบังคับของเขา ฮันคิวทำเพราะรัฐซับซิดี้หลังละ 1 ล้านเยน ขึ้นอยู่กับราคาบ้าน ถ้าไม่ทำจะมี Penalty เช่น ขอใบอนุญาตได้เกณฑ์ไม่ปกติ รัฐบาลญี่ปุ่นบอกว่า ดีเวลลอปเปอร์ต้องพยายามทำบ้านให้เป็นซีโร่เอ็นเนอร์ยีเฮาส์ซิ่งให้ได้มากที่สุด ไม่งั้นราคาบ้านแพงไปไม่มีใครซื้อ ขณะเดียวกันเวลาเขาให้แล้ว ถ้าไม่ทำจะมี Penalty เป็นสิ่งเสนาเลยตัดสินใจเมื่อเราลงทุนกับเขาอยู่แล้วที่เมืองไทย เสนาเลยตัดสินใจว่าจะทำด้วย เพราะอย่างที่เห็นแบตเตอรี่ยังไม่ถูก จะเริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป

  • ต้องการสิ่งสนับสนุนจากรัฐ

สิ่งที่เสนาประกาศไปจะทำ ZEH เหมือนญี่ปุ่น ต้นทุนแพงขึ้นแน่ ในแง่ธุรกิจเราทำ เพื่อให้เกิดความแตกต่าง และเราอยู่ได้ด้วยในอีโคซิสเต็มใหม่ เมื่อเราจะเป็น sustainability ต้องเป็นได้ในทุกๆ มุม ถ้ารัฐช่วยกระตุ้นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้หรือทำเหมือนญี่ปุ่น มีเกณฑ์ให้ทุกคนอยู่ในกรอบ จะเกิดขึ้นง่ายกว่าปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเอง และเอกชนค่อยๆ ปรับตัวไปทำ ถ้ารัฐเข้าไปจัดแถวเลย คนถูกบังคับให้อยู่ในแถว และเป็นเมกะเทรนด์อยู่แล้ว ยังไงผู้บริโภคก็ไม่รังเกียจ แต่ถ้าปล่อยให้เป็นกลไกตลาดทำงานเอง อาจใช้เวลา และไม่เป็นรูปเป็นแถวมากเท่าที่ควรเป็น

ดังนั้น ถ้ารัฐเข้ามาดูแลเรื่องนี้จะมีประโยชน์ต่อธุรกิจที่อยู่อาศัยได้

อ่านข่าวอื่น